จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ประมวลการสอนและแผนการสอน วิชาประวัติศาสตร์ยุโรปร่วมสมัย

รหัสวิชา ………….
ชื่อวิชา ประวัติศาสตร์ยุโรปร่วมสมัย
จำนวน 3 หน่วยกิต
รายวิชาสังกัดคณะ .................
ภาควิชา ประวัติศาสตร์
ภาคการศึกษา ……........
ปีการศึกษา....................
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ พิทยะ ศรีวัฒนสาร



คำอธิบายรายวิชา
เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในทวีปยุโรป ตั้งแต่การสิ้นสุด สงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน

วัตถุประสงค์ของรายวิชา
1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม เพื่อให้นิสิตเรียนรู้จิตสำนึกทางจริยธรรมร่วมสมัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคที่ศึกษา
2.ด้านความรู้ เพื่อให้นิสิตสามารถอธิบายเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในยุโรปตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่2 (ค.ศ.1945)จนถึงปัจจุบัน ได้อย่างถูกต้องใกล้เคียงกับความจริงที่สุดด้วยกระบวนการทางประวัติศาสตร์
3.ด้านทักษะทางปัญญา เพื่อให้นิสิตสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ยุโรปร่วมสมัยและเชื่อมโยงกับภูมิหลังที่เป็นแรงผลักดันต่างๆในอดีตก่อนหน้าได้อย่างถูกต้อง รวมถึงสามารถคาดการณ์แนวโน้มต่างๆที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคได้อย่างแม่นยำภายใต้แนวคิดและหลักฐานทางประวัติศาสตร์
4.ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ เพื่อให้นิสิตมีโอกาสฝึกฝนทักษะในการทำงานกลุ่ม(Teamwork)และการแบ่งความรับผิดชอบในการทำงานระดับกลุ่ม(Team Working)และระดับปัจเจกบุคคล(Individual Responsibility)อย่างมีคุณภาพ
5.ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้นิสิตได้เพิ่มพูนทักษะการนำเสนอรายงานหน้าชั้นเรียนอันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสม ปลูกฝังและพัฒนาความรู้ ความสามารถในการเสนอตัวตนและผลงานสู่สาธารณชน โดยใช้องค์ประกอบเทคโนโลยีอย่างหลากหลาย อาทิ สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เพาเวอร์ พอยท์(Power Points) ซีดี&ดีวิดี (CD&DVD)และโสตทัศนูปกรณ์อื่นที่รวบรวมและสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างทันสมัย

การประเมินผลผู้เรียน
1. การสร้าง KM Web Blog ของเนื้อหาประวัติศาสตร์ยุโรปร่วมสมัย10%
2. รายงานการค้นคว้าด้วยตนเองและการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน 10 %
3. รายงานกลุ่มและการนำเสนอในรูปแบบที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 10 %
4. สอบกลางภาค 20 %
5. สอบปลายภาค 50 %
รวม 100 %

สัปดาห์ที่ 1
ปฐมนิเทศ( Orientation to the Contemporary History of Europe)
-แนะนำรายวิชาและแหล่งข้อมูล
-แสดงความคิดเห็น เรื่อง ความหมายและขอบเขตของ “ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย”
- สอนเรื่องการสร้าง Web Blog เพื่อฝึกฝนการจัดการความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ยุโรปร่วมสมัยด้วยตนเองตลอดภาคการศึกษา
-มอบหมายให้นิสิตไปเลือกศึกษาและวิพากษ์ประเด็นที่น่าสนใจรายบุคคลจากสื่อ You tube
-ใช้สื่อ Power points
-แนะนำให้ใช้สื่อ You tube ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุโรปร่วมสมัย
-กิจกรรมละลายพฤติกรรม(Ice-breaking)
- แบ่งกลุ่มเพื่อทำรายงานประจำภาคเรียน
-มอบหมายให้นิสิตเตรียมตอบคำถามประเด็นเรื่อง Baby boom กับ Baby bust เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและบันทึกผลการค้นคว้าลงใน Web Blog ส่วนตัว

สัปดาห์ที่ 2
บทที่ 1 โครงสร้างทางสังคมของยุโรปร่วมสมัย
1.1 แนวโน้มของประชากรในยุโรป(Population Trends in Europe)
1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างประชากรและอำนาจ(Population and Power)
1.3 การลดลงของอัตราการเกิดในยุโรป (The Baby Bust)ตั้งแต่ทศวรรษ1980s
1.4 สังคมเมือง(Urbanization)ในยุโรปคริสต์ศตวรรษที่20
1.5 การเปรียบเทียบสังคมเมืองในยุโรปกับภูมิภาคอื่น(Global Urbanization)
1.6 ความหลากหลายของสังคมเมืองในยุโรป(Variation of Urbanization within Europe)
1.7 การอพยพออกจากยุโรปและเข้าสู่ยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่20
-การอภิปรายและซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง The Baby boom กับThe Baby bust ก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลัก
-บรรยายด้วยสื่อ Power Points
-มอบหมายให้นิสิตเตรียมอภิปรายเรื่อง การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป(European Industrialization)และผลสืบเนื่อง

สัปดาห์ที่3
บทที่ 2 โครงสร้างทางเศรษฐกิจของยุโรปร่วมสมัย
2.1 การดำรงอยู่ของวัฒนธรรมการเกษตร(The Persistence of Agricultural Civilization)
2.2 การคลี่คลายของเศรษฐกิจทางการเกษตร(The Gradual Decline of Agriculture)
2.3 ความสืบเนื่องของกระบวนการอุตสาหกรรม(Continuing of Industrialization)
2.4 การเป็นผู้นำทางอุตสาหกรรมของอังกฤษและเยอรมนี(Anglo-German Industrial Leadership)
2.5 ความก้าวหน้าและตกต่ำทางด้านอุตสาหกรรมของรัสเซีย(The Rise and Fall of Russian Industry)
2.6 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาติและมาตรฐานการครองชีพ(Gross National Product and Standard of Living)
2.7 เศรษฐกิจยุโรปในบริบทโลก(Global Context)
-นิสิตอภิปรายเรื่อง European Industrialization และผลกระทบ ก่อนเข้าสู่บทเรียน
-บรรยายด้วยสื่อPower Points และนำเสนอสื่อ Youtube เรื่อง วิถีชีวิตในยุโรปต้นศตวรรษที่20
-มอบหมายให้นิสิตไปศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์และเปรียบเทียบคำสำคัญในประวัติศาสตร์ยุโรปร่วมสมัยด้วยตนเอง คนละ 5 คำ (10 คะแนน)

สัปดาห์ที่ 4
บทที่ 3 เศรษฐกิจยุโรปหลังยุคอุตสาหกรรม(The Postindustrial Economy)
3.1 เศรษฐกิจภาคบริการของยุโรป(The Service Economy; the Tertiary Economy)
3.2 การกำหนดกรอบโครงของเศรษฐกิจภาคบริการ(Defining Service Economy)
3.3 เจ้าหน้าที่ของรัฐและบริการสาธารณะ(Bureaucracy and Public Service)
3.4 เศรษฐกิจภาคบริการในต้นคริสต์ศตวรรษที่20(The Service Economy of the Early 20th Century)
3.5 การเติบโตของเศรษฐกิจภาคบริการหลังค.ศ.1945(Post-1945 Boom of Service Economy)
-บรรยายด้วยสื่อ Power Points
-สุ่มถามความก้าวหน้าในการศึกษาค้นคว้า, -ให้นักศึกษาเตรียมรวบรวมสรุปคำบรรยายทุกครั้งตลอดภาคการศึกษา เพื่อบันทึกลงใน Web Blogของตน โดยมีการเพิ่มภาพประกอบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม
(10 คะแนน)
-ให้นิสิตเตรียมอภิปรายและแสดงความคิดเห็น ว่า การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและการเมืองของสตรีชาวยุโรป เริ่มต้นเมื่อใด

สัปดาห์ที่5
บทที่ 4 อายุ เพศสภาวะ และแรงงานในยุโรป(Age, Gender and the Labor Force)
4.1 อายุและอัตราการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ(Age and the Participation Rate)
4.2 สัปดาห์งานของชาวยุโรป(The Workweek)
4.3 การจ่ายค่าจ้างระหว่างวันหยุด(Paid Vacation)
4.4 การขยายตัวของการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ(Growth of the Participation Rate)
4.5 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิง(Women in the Economy)
4.6 การเปลี่ยนแปลงบทบาทในการทำงานของผู้หญิง(The Changing Work Role of Women)
-การอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเรื่องการการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและการเมืองของสตรีชาวยุโรปเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด
-บรรยายด้วยสื่อPower Points, -ให้นิสิตเตรียมเลือกหัวข้อการทำรายงานกลุ่มประจำภาคเรียนตามความสนใจ เพื่อนำเสนอเค้าโครงเรื่อของงรายงานในสัปดาห์ที่ 5

สัปดาห์ที่ 6
บทที่ 5 ชีวิตประจำวันในยุโรป: การปฏิวัติแบบแผนการดำเนินชีวิต (Way of Life in Europe: The Vital Revolution after 1900)
5.1 การลดอัตราการตายของทารก(The Decline of Infant Mortality)
5.2 อัตราการมีอายุที่ยืนยาวขึ้น(The Improvement of Life Expectancy)
5.3 แบบแผนวงจรชีวิตในยุโรป(Pattern in Life Cycle in Europe )ตั้งแต่ค.ศ.1900
5.4 ช่วงวัยของการแต่งงาน การหย่าร้าง การลดอัตราการเกิด ขนาดของครอบครัว
5.5 การให้กำเนิดบุตรนอกสมรส(Illegitimacy Births)
5.6 การคุมกำเนิดและการต่อต้านการคุมกำเนิด (ยาคุมกำเนิด-Contraceptive, Vatican)
5.7 การทำแท้ง(การทำแท้งก่อนค.ศ.1945 การทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย การทำแท้งในยุโรปตะวันออก)
-บรรยายด้วยสื่อ Power Points
-เปิดโอกาสให้นิสิตซักถามในประเด็นที่มีข้อสงสัย
-นิสิตนำเสนอเค้าโครงเรื่องของรายงานกลุ่มประจำภาคการศึกษา
-มอบหมายให้นิสิตเตรียมอภิปรายกลุ่มเรื่อง “ความก้าวหน้าด้านต่างๆของยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2”

สัปดาห์ที่7
บทที่ 6 ความสืบเนื่องของการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในคริสต์ศตวรรษที่20 (The Continuing Vital Revolution)
6.1 การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการผลิตทางการเกษตร(The Vital Revolution and Agriculture)
6.2 การผลิตธัญพืชของยุโรป(Grain Production)
6.3 เกษตรกรรมแบบก้าวหน้าของยุโรป(Agronomy and Mechanized Agriculture)
6.4 การเพิ่มขึ้นของอัตราการติดเชื้อ(Infectious Disease) และการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในยุโรป
(The persistence of contagious Disease)
6.5 ความก้าวหน้าของยารักษาโรคและ การเอาชนะโรคระบาด(The Conquest of Contagious Disease)และมหัศจรรย์แห่งยา(Miracle of Drugs)
-นิสิตแบ่งกลุ่มอภิปรายเรื่อง “ความก้าวหน้าด้านต่างๆของยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่2”
-บรรยายด้วยสื่อ Power Points
-มอบหมายให้นิสิตเตรียมแสดงความคิดเห็นเรื่อง “การอพยพออกของชาวยุโรปและการอพยพเข้าสู่ยุโรปของชาวต่างชาติในคริสต์ศตวรรษที่20” ในสัปดาห์ที่8

สัปดาห์ที่8
บทที่7 ยุโรประหว่างยุคสงครามเย็น ค.ศ. 1945-1977, 7.1 สภาพทั่วไปของยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2(ค.ศ. 1945-1949)
7.2 การอพยพในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่2(Postwar Population Migration)
7.3 ความขัดสนระหว่างทศวรรษ1940 และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ(The Austerity of the 1940s and the Economic Recovery) และแผนการมาร์แชล( The Marshall Plan)
7.4 ยุโรปตะวันออกกับการก่อตัวของสงครามเย็น (ค.ศ.1945-1949)และบทบาทของรัสเซีย
7.5 การยึดอำนาจของคอมมิวนิสต์ในเชคโกสโลวะเกีย(Communist Coup in Czechoslovakia)
สถานการณ์ในฮังการี โปแลนด์
7.6 การปิดล้อมกรุงเบอร์ลินของโซเวียต(The Berlin Airlift)และความหมายของ “ม่านเหล็ก” ( Iron Curtain)
-นิสิตแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง “การอพยพออกของชาวยุโรปและการอพยพเข้าสู่ยุโรปของชาวต่างชาติในคริสต์ศตวรรษที่20”
-บรรยายด้วยสื่อ Power Points
-นำเสนอสื่อ You tube เกี่ยวกับแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์
-การทบทวนประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สัปดาห์ที่2-8 เพื่อเตรียมสอบกลางภาค
-ติดตามความก้าวหน้าของการจัดการความรู้ในWeb Blog ของนิสิต

สัปดาห์ที่ 9
การติดตามความก้าวหน้าของ KM Web Blog ของนิสิต
-ตรวจแก้สำนวน การอ้างอิงแหล่งข้อมูลในKM Web Blog
-แนะนำแบบอย่างที่ดีของWeb Blog วิชาการ อาทิ www. ayutthayahistory research.Com, http://bidyarchar.blospot.com
-การซักถาม แสดงความคิดเห็น

สัปดาห์ที่ 10
บทที่ 8 สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของยุโรประหว่างสงครามเย็น
8.1 การฟื้นตัวของประเทศค่ายประชาธิปไตยในยุโรป
8.2 สหราชอาณาจักร: บทบาทของ Clement Atlee และกำเนิดของรัฐสวัสดิการ
8.3 ชาตินิยมในสหราชอาณาจักรและผลกระทบ
8.4 ชาตินิยมหลังสงครามโลกครั้งที่2 ในฝรั่งเศสและสิทธิสตรีในฝรั่งเศส
8.5 สาธารณรัฐที่ 4 แห่งฝรั่งเศสกับบทบาทของ Jean Monnet ในการวางแผนเศรษฐกิจ
8.6 สาธารณรัฐที่ 5(The Conservative Republic) ของฝรั่งเศสกับลัทธินิยมเดอโกลล์ (Gaullism)
-บรรยายด้วยสื่อ Power Points
-การซักถามและแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
-ติดตามความคืบหน้าของรายงานกลุ่มประจำภาคเรียน
-มอบหมายให้นิสิตเตรียมอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดและผลงานของ Conrad Adenauer

สัปดาห์ที่ 11
บทที่9 การฟื้นตัวของเยอรมนีตะวันตกและการสิ้นสุดยุคอาณานิคมปลายยุคสงครามเย็น
9.1 กำเนิดของเยอรมนีตะวันออก(East Germany)
9.2 เยอรมนีตะวันตก(West Germany)กับบทบาทของ คอนราด อาเดนนาวเออร์ (Conrad Adenauer )และมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ (The Economy Miracle)
9.3 คุณลักษณะแบบเยอรมัน(German Model): ต้นแบบความสงบของปัญหาแรงงานและความมั่นคงทางการเมือง(Labor Peace and Political Stability)
9.4 สนธิสัญญาเยอรมัน-ฝรั่งเศสที่พระราชวังเอลิเซ (The Elysée Treaty1963)
9.5 ยุโรปกับการปลดปล่อยอาณานิคม (ค.ศ.1945-1975)
-การอภิปราย ซักถามและแสดงความคิดเห็นเรื่อง “แนวคิดและผลงานของ Conrad Adenauer
-บรรยายด้วยสื่อ Power Points
-ให้นิสิตเตรียมอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องกลาสนอสต์(Glasnost)และ เปเรสตรอยกา(Perestroika)

สัปดาห์ที่12
บทที่10 ประวัติศาสตร์ยุโรปร่วมสมัย: ยุคสหภาพยุโรป(ค.ศ. 1975 ถึงปัจจุบัน)
10.1 ความก้าวหน้าของยุโรปและรัฐสวัสดิการตั้งแต่ค.ศ.1975-ปัจจุบัน
10.2 มาร์กาเรต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher)กับการปฏิวัติพรรคอนุรักษ์นิยม
10.3 ความไม่พอใจในยุโรปตะวันออกและการเคลื่อนไหวของสหภาพSolidarityในโปแลนด์
10.4 การปฏิวัติของกอร์บาชอฟ (Gorbachev) ในสหภาพโซเวียตและการล่มสลายของสหภาพโซเวียต(The Breakup of the Soviet Union, 1989-1991)
10.5 การสิ้นสุดสงครามเย็น(ค.ศ.1985-1989)
11.6 เฮลมุต โคห์ล(Helmut Kohl)กับการรวมประเทศเยอรมนี(ค.ศ.1989-1990)
10.7 สหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกตั้งแต่ ค.ศ.1975 - ปัจจุบันกับบทบาทในยุคโลกาภิวัตน์
-การอภิปราย ซักถามและแสดงความคิดเห็น เรื่อง กลาสนอสต์(Glasnost)และเปเรสตรอยกา(Perestroika)
-บรรยายเนื้อหาด้วยสื่อPower Points
-นำเสนอสื่อYou tubeเรื่องการทำลายกำแพงเบอร์ลิน
-การติดตามและตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้องของ KM Web Blogของนิสิต

สัปดาห์ที่ 13
นิสิตนำเสนอรายงานประจำภาคเรียน
-อาจารย์วิจารณ์และให้ข้อเสนอแนะหลังการนำเสนอรายงานของแต่ละกลุ่ม
-ให้นิสิตพิมพ์สำเนาของKM Web Blog ส่งเป็นหลักฐาน
สัปดาห์ที่14 นิสิตนำเสนอรายงานประจำภาคเรียน
-อาจารย์วิจารณ์และให้ข้อเสนอแนะหลังการนำเสนอรายงานของแต่ละกลุ่ม
-ให้นิสิตพิมพ์สำเนาของKM Web Blogส่งเป็นหลักฐาน

สัปดาห์ที่15
สรุปบทเรียน
-นิสิตส่งสำเนารูปเล่มรายงานและบันทึกผลงานลงในWeb Blog ส่วนตัว
-แจ้งผลคะแนนเก็บ
-ตรวจสอบความสำเร็จในการจัดการความรู้ของนิสิต

ตำราเรียนหลัก
Steven C. Hause and William Maltby, “Chapters 30-32” Western Civilization: A History of
European Society. 2nd Edition. Belmont: Thomson Wadworth, 2005.

องค์ประกอบอื่นๆ
กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร (บรรณาธิการ) อารยธรรมตะวันตก ฉบับปรับปรุง.ภาควิชา
ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: แสงรุ้งการพิมพ์, 2522.
ธนู แก้วโอภาส. ประวัติศาสตร์ยุโรป. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2544.
วิมลวรรณ ภัทโรดม. สหภาพยุโรปโฉมใหม่และ 25 ประเทศสมาชิก. ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: บริษัท พี เพรส จำกัด,2549.
สุปราณี มุขวิชิต.ประวัติศาสตร์ยุโรป ตั้งแต่ปี ค.ศ.1815-ปัจจุบัน เล่ม 2. (ฉบับปรับปรุง)
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียน สโตร์,2541.
สุรเกียรติ เสถียรไทย (หัวหน้าโครงการวิจัย) รายงานการศึกษาวิจัยเรื่องโอกาสและ
ผลกระทบจากการรวมตัวเป็นยุโรปตลาดเดียวและความเปลี่ยนแปลงในยุโรป
ตะวันออกต่อประเทศไทยในด้านการลงทุน โดย ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อัธยา โกมลกาญจน์. อารยธรรมตะวันตก.ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2539.
เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา, สิริพรรณ นกสวน และพฤทธิสาณ ชุมพล, มรว.(บรรณาธิการ), คำและ
ความคิดในรัฐศาสตร์ร่วมสมัย, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550.
Abernethy, David B.. The Dynamics of Global Dominance : European Overseas
Empires,1415-1980. London and New Haven: Yale University Press ,2000.
Bartlett, Robert. The Making of Europe. Princeton University Press, Princeton, New Jersey,
1997.
Bulmer, Simon. Lequesne, Christian. The Member States of the European Union.
Oxford University press, New York, 2005.
Burns, Edward Mcnall. Western Civilization: Their History and Their Culture. W.W. Norton and Company Inc. New York, 1963.
Cook, Chris & Stevenson, John. 3rd edition. Modern European History 1763-1997,
Longman London and New York, 1998.
Garton Ash, Timothy. History of the Present : Essays, Sketches and Despatches
from Europe in the 1990s. Penquin books, 2000.
Hutchings, Graham. Modern China : A Guide to a Century of Change. Cambridge,
Massachusetts, Harvard University Press. 2001.
Judt, Tony . Postwar A History of Europe since 1945. The Penquin Press, New
York,2005.
Ohmae, Kenichi . The End of The Nation State : the Rise of Regional Economies.
New York,1995. England, The Penquin Books, 2000.
Veltmey, Henry. Globalization and Anti-globalization : Dynamics of Change in the
New World Order. Printed and bound by MPG Books Ltd., Bodmin, Cormwall
Reprinted 2005.
Youtube.com
Wikipedia.com

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปัจจัยแห่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเมืองพระนครศรีอยุธยา

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ที่ราบภาคกลางของประเทศไทยมีพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในพื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาเองก็ปรากฏร่องรอยการแพร่กระจายของโบราณวัตถุและโบราณสถานที่สามารถกำหนดอายุได้ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่๑๖–๑๗ เป็นต้นมา พระพุทธรูปพระประธานขนาดใหญ่ของวิหารหลวงวัดพนัญเชิงนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาก็มีหลักฐานยืนยันว่า สถาปนาขึ้นเมื่อพ.ศ.๑๘๖๗ บ่งชี้ให้เห็นรากฐานของพัฒนาการทางสังคม การเมืองและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา จนถึงพ.ศ.๑๘๙๓ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาจึงบันทึกว่า

“ศุภมัสดุ ศักราช๗๑๒ ปีขาล โทศก (พ.ศ.๑๘๙๓) วันศุกร์ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๕ เพลา
๓ นาฬิกา ๙ บาท สถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา ชีพ่อพราหมณ์ให้ฤกษ์ตั้งพิธีกลบ
บาตร ได้สังข์ทักษิณาวัฏใต้ต้นหมันใบหนึ่ง แล้วสร้างพระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง สร้างพระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาทองค์หนึ่ง สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง แล้วพระเจ้าอู่ทองเสด็จเข้ามาเสวยราชสมบัติ พระชนม์ได้ ๓๗ พรรษา ชีพ่อพราหมณ์ถวานพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว...”[1]

กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา วัฒนธรรมและวิทยาการนานถึง ๔๑๗ ปี มีราชวงศ์ต่างๆปกครองทั้งหมด ๕ ราชวงศ์ได้แก่ ราชวงศ์อู่ทอง (พ.ศ. ๑๘๙๓-๑๙๕๒) ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (พ.ศ. ๑๙๕๒ -๒๑๑๒) ราชวงศ์สุโขทัย (พ.ศ. ๒๑๑๒–๒๑๗๒) ราชวงศ์ปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๒–๒๒๓๑)และราชวงศ์บ้านพลูหลวง(พ.ศ.๒๒๓๒– ๒๓๑๐)และมีพระมหากษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น ๓๔ พระองค์ ในปีพ.ศ.๒๓๑๐กรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าปิดล้อมโจมตีและเผาทำลายจนสูญสิ้นฐานะศูนย์กลางทางการเมืองการปกครองของสยามประเทศไปโดยสิ้นเชิง

สภาพที่ตั้งอันอุดมสมบูรณ์มีแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก และมีลำคลองสาขาหลายสายไหลเชื่อมกันทั้งในและนอกกำแพงเมือง เป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการอุปโภค บริโภค การคมนาคม การค้าขายและการเกษตรกรรม ทั้งยังใช้เป็นแนวป้องกันการรุกรานของข้าศึกศัตรูได้เป็นอย่างดี ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ(พ.ศ.๒๐๙๑–๒๑๑๑) มีการขยายกำแพงเมืองและขุดทางน้ำเชื่อมกันระหว่างแม่น้ำลพบุรีกับแม่น้ำป่าสักเพื่อดัดแปลงให้เป็นคูเมือง กรุงศรีอยุธยาจึงมีสภาพเป็นเกาะคล้ายสัณฐานของเรือสำเภา หลักฐานประวัติศาสตร์กล่าวถึงกำแพงเมืองพระนครศรีอยุธยามีความยาววัดรวมกันทั้งสิ้น ๑๒ กิโลเมตร ป้อมปราการ ประตูเมือง ถนนปูอิฐขนานไปกับลำคลองม มีสะพานอิฐ สะพานศิลาหรือสะพานไม้ทอดเชื่อม[2] จึงได้รับการขนานนามจากพ่อค้าและนักเดินทางชาวตะวันตกว่า “เวนิสแห่งตะวันออก”

ภายในตัวเมืองแบ่งเขตที่อยู่อาศัยออกเป็น เขตพระราชวังหลวงติดกำแพงเมืองด้านเหนือ เขตพระราชวังหน้าติดกำแพงเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เขตพระราชวังหลังติดกำแพงเมืองด้านตะวันตก และในกำแพงเมืองยังมีเขตที่อยู่อาศัยของเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ราษฎร พ่อค้าไทย จีน อินเดีย เปอร์เซีย ฯลฯ เป็นต้น มีที่อยู่อาศัยของชาวมอญ ลาว จีน ญวน ญี่ปุ่น โปรตุเกส อังกฤษ ฮอลันดา ฝรั่งเศส มักกะสัน(มากัสซาร์)และอื่นๆนอกกำแพงเมืองทางทิศใต้อย่างเป็นสัดส่วน ชาวจีนส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในย่านวัดพนัญเชิงขึ้นไปจนถึงปากคลองวัดดุสิตและในเกาะเมืองด้านใต้ตรงข้ามวัดพนัญเชิงและย่านป้อมเพชร ชาวอินเดียอาศัยนอกเกาะเมืองด้านใต้ ชาวอังกฤษและฮอลันดาอาศัยอยู่บริเวณย่านด้านใต้ของวัดพนัญเชิงลงมา ชาวโปรตุเกสอยู่บริเวณตำบลบ้านดินด้านใต้วัดบางกระจะลงมา ชาวญี่ปุ่นตั้งค่ายอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเยื้องกับหมู่บ้านโปรตุเกส

กรุงศรีอยุธยามีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมของพระราชอำนาจสูงสุด พื้นฐานของพระราชอำนาจนี้มาจากขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธปรากฏอยู่ในกฎมนเทียรบาล อันเป็นเครื่องมือกำหนดแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีต่อพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นสมมติเทพซึ่งจะต้องมีการประกอบพระราชพิธีราชาภิเษก

กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีศูนย์กลางทางการปกครองแวดล้อมด้วยเมืองเล็กโดยรอบปริมณฑลเรียกว่า “หัวเมืองชั้นใน” ถัดออกไป คือ เมืองลูกหลวงหรือเมืองหลานหลวงเรียกว่า “หัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหานคร”และเมืองประเทศราช ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(พ.ศ.๑๙๙๑–๒๐๑)มีการปฏิรูปการปกครองและยกเลิกการแต่งตั้งพระราชวงศ์ไปปกครองหัวเมืองสำคัญ(เมืองพระยามหานคร ) เนื่องจากกรุงศรีอยุธยามีอาณาเขตเพิ่มมาก จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเกิดปัญหาการสะสมกำลังพลเพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์

การปฏิรูปการปกครองในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีเหตุผลหลัก ๓ ประการ คือ การขยายอำนาจส่วนกลางออกควบคุมหัวเมืองต่างๆเพื่อรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง การแบ่งแยกหน้าที่ของฝ่ายพลเรือนและทหารให้ชัดเจน และการถ่วงดุลย์อำนาจของขุนนางฝ่ายต่างๆมิให้มีโอกาสร่วมมือกันล้มราชบัลลังก์[3] จึงเกิดทำให้มีการกำหนดตำแหน่งสำคัญทางการเมือง คือ สมุหพระกลาโหม เป็นอัครมหาเสนาบดีผู้บังคับบัญชากรมกลาโหม สมุหนายก เป็นอัครมหาเสนาบดีผู้บังคับบัญชากรมมหาดไทยดูแลกำกับขุนนางและไพร่ฝ่ายพลเรือนทั้งในราชธานีและหัวเมืองต่างๆทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งกรมจตุสดมภ์ทั้ง ๔ ได้แก่ เสนาบดีเวียง วัง คลังและนาอันเป็นหัวใจของการปกครองแบบจตุสดมภ์ [4]

สังคมอยุธยาเป็นสังคมของชนชั้น แบ่งเป็นชนชั้นผู้ปกครอง ชนชั้นที่อยู่ใต้ปกครอง และพระสงฆ์ ชนชั้นผู้ปกครอง ได้แก่ พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนางและข้าราชการ ส่วนชนชั้นที่อยู่ใต้ปกครอง ได้แก่ ไพร่และทาส สำหรับพระสงฆ์นั้นเป็นชนชั้นพิเศษที่แยกออกมาจากชนชั้นปกครองและชนชั้นที่ถูกปกครอง

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าวว่า การจัดระบบควบคุมกำลังคนหรือระบบไพร่นี้เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่๒ กล่าวคือ
“ศักราช ๘๘๐ ขาลศก(พ.ศ.๒๐๖๑) ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดี สร้างพระศรีสรรเพชญ์
เสวยราชสมบัติ แรกตำราพิชัยสงครามและแรก(ทำสารบาญ)ชี พระราชสัมฤทธิ์ทุกเมือง“[5]

ระบบไพร่แม้จะเป็นรูปแบบการควบคุมกำลังคนที่มีประสิทธิภาพและสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่อาณาจักรกรุงศรีอยุธยาหลายร้อยปี แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหานานาต่างๆ อาทิ ปัญหาไพร่หนีนาย มูลนายกดขี่ไพร่ ไพร่หลวงหนีงานหนักแล้วบวชเป็นพระ ไพร่หลวงติดสินบนมูลนายเพื่อให้รับตนเป็นไพร่สม มูลนายส้องสุมไพร่สมเพื่อชิงอำนาจทางการเมือง ทางการจึงออกกฎหมายห้ามมูลนายใช้งานไพร่หลวงดุจทาส กฎหมายห้ามเบียดบังไพร่หลวงเป็นไพร่สม การออกระเบียบให้ตรวจนับจำนวนไพร่ในสังกัดให้ถูกต้องตามบัญชีหางว่าว เป็นต้น

กรุงศรีอยุธยามีการติดต่อค้าขายทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตทางเกษตรกรรม รวมถึงสินค้าประเภทของป่า และเป็นแหล่งระบายสินค้าทั้งสินค้าเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ผ้าและของฟุ่มเฟือยจากจีน อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกและยุโรป ฯลฯ สินค้าจากต่างประเทศมักมีราคาแพง ลูกค้าจึงเป็นชนชั้นปกครองและคหบดี

ระยะแรกการค้าขายในกรุงศรีอยุธยาเป็นแบบเสรี เมื่อการค้ากับตะวันตกขยายตัวมากขึ้น จึงมีการตั้งกรมพระคลังสินค้า เพื่อดำเนินการผูกขาดทางการค้า ควบคุมสินค้าเข้าและสินค้าออก รวมทั้งกำหนดราคาสินค้าทุกชนิดด้วย สินค้าออกสำคัญ ได้แก่ ข้าว หมาก พลู ฝ้าย มะพร้าว กระวาน กานพลู พริกไท น้ำตาล เกลือ สินค้าป่าที่สำคัญคือ ไม้ กฤษณา อำพัน ฝาง งาช้าง หรดาล นอระมาด ช้าง ม้า นกยูง นกแก้วห้าสี แร่ทองคำ เงิน พลอย เครื่องสังคโลกและเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น สินค้าเข้าสำคัญ ได้แก่ ผ้า แพรพรรณ เครื่องถ้วยจีน เครื่องถ้วยญี่ปุ่น มีด ดาบ หอก เกราะ ทองแดง สารส้ม และเครื่องรัก เป็นต้น [6]

การเข้ามาของชาวต่างชาติทั้งจากเอเชียและยุโรปทำให้กรุงศรีอยุธยาสามารถเลือกสรร เรียนรู้และหล่อมหลอมศิลปวิทยาการจากต่างชาติ อาทิ การจ้างผู้เชี่ยวชาญการเดินเรือสำเภาชาวจีน การจ้างนักบัญชีและตัวแทนทางการค้าชาวอาหรับ การเรียนรู้ตำราพิชัยสงครามและวิทยาการปืนใหญ่จากชาวโปรตุเกส การรับรูปแบบศิลปวัฒนธรรม การเรียนรู้ภาษาโปรตุเกสเพื่อใช้เป็นภาษากลางในการติดต่อกับต่างชาคิ การจ้างชาวโปรตุเกสเป็นล่ามในราชสำนัก[7] เป็นต้น

[1] กรมศิลปากร , พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา, (กรุงเทพฯ: อมรการพิมพ์, ๒๕๑๖), ๑, ๑๑๑.
[2] จารุณี อินเฉิดฉาย “กรุงศรีอยุธยา, ” พัฒนาการอารยธรรมไทย , (กรุงเทพ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๓๖), ๒๐๕–๒๐๘.
[3] ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล, เรื่องเดียวกัน, ๒๗๕–๒๗๘.
[4] เรื่องเดียวกัน, ๒๗๗–๒๗๘.
[5] กรมศิลปากร “พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์” คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัดและพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ๔๕๓.
[6] จารุณี อินเฉิดฉาย, เรื่องเดียวกัน , ๒๑๒.
[7] พิทยะ ศรีวัฒนสาร, “ชุมชนชาวโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.๒๐๕๙–๒๓๑๐“ ( วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑), ๑๓๘–๑๕๖, ๒๔๔–๒๖๐. และ ๒๖๑–๒๖๗.

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิพากษ์หนังสือโบราณคดี: แนวคิดและทฤษฎี ของ ผศ ดร. สว่าง เลิศฤทธิ์

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

๑.มุมมองทั่วไปและเทียบเคียงวรรณกรรม(General views and related literatures)
๑.๑เสียงจากคนนอกวงการ: มโนทัศน์ของคำว่า “โบราณคดี”
มโนทัศน์ คือ แบบจำลองหรือผังความคิดดั้งเดิมในมันสมองของมนุษย์อันเกิดการเรียนรู้ ประสบการณ์หรือความรู้สึกนึกคิด สำหรับคนทั่วไปแล้ว เมื่อถูกถามว่าโบราณคดีคืออะไร คำตอบที่ได้รับค่อนข้างห้วนๆ ขาดช่วงและไม่ต่อเนื่องกันทางความคิด อาทิ นางสุมณี ศาตะโยธิน อายุ ๖๕ ปี การศึกษาระดับประถมต้น อาชีพแม่บ้านเกษียณอายุ มีอาการยิ้มอายๆและอึกอักๆก่อนที่จะใช้ความพยายามตอบคำถามของผู้วิพากษ์ว่า “นึกถึงของเก่าของแก่ โบร่ำโบราณ”

เมื่อถามพนักงานขายกาแฟเอกเปรสโซหน้าศูนย์สารสนเทศและหอสมุดมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ว่า โบราณคดี คือ อะไร พนักงานคนดังกล่าวอ้ำๆอึ้งๆอยู่พักหนึ่งแล้วตอบว่า หมายถึง “ของโบราณโบราณ”
ในคำถามเดียวกัน ครูช่วยสอนวิชาห้องทดลองวิชาวิศวกรรมศาสตร์คำตอบว่า น่าจะหมายถึง “บ้านเชียง ..ความเก่าแก่ …พระราชวังและตำนาน…”

เมื่อถามนักศึกษาหญิงคนหนึ่งหน้าลิฟต์ของอาคาร๖ ภายในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็ได้รับคำตอบห้วนๆเช่นกันว่า โบราณคดีหมายถึง “วัตถุโบราณ สิ่งของโบราณ”
เพื่อตรวจสอบว่าในกลุ่มของผู้ที่ได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท-เอกสาขาวิชาต่างๆมีมโนทัศน์อย่างไรเกี่ยวกับคำว่า โบราณคดี ก็ได้รับคำตอบค่อนข้างชัดเจนขึ้น ดังนี้

ดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม เคนต์ ประเทศอังกฤษผู้หนึ่ง อธิบายมโนทัศน์ต่อคำว่า “โบราณคดี” ว่า “นึกถึง antiques (โบราณวัตถุ)และการขุดค้นที่แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของคนในอดีต”

ศุภมิตร เอกวรรณัง มหาบัณฑิตสาขาวิชาภูมิศาสตร์กล่าวถึงโบราณคดีว่า “เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโบราณสถาน”

กรกิต ชุ่มกรานต์ มหาบัณฑิตสาขาวิชาประวัติศาสตร์ตอบว่า “เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว โบราณคดีแตกต่างจากประวัติศาสตร์ตรงที่ประวัติศาสตร์ศึกษาเรื่องราวจากเอกสาร โบราณคดีศึกษาเรื่องราวจากวัตถุ โดยจะแบ่งออกเป็นโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์โบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่ทั้งสองสาขาวิชาต่างก็มีส่วนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน”

ซึ่งเป็นที่น่าคิดว่า ไม่มีผู้ใดนึกถึงภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง “The Mummy” “The Mummy Return” หรือภาพยนตร์อันเป็นตำนานแห่งการผจญภัยของ “Indiana Jones” ดังเช่นที่ไบรอัน เอ็ม. ฟาแกน(Brian M. Fagan)ได้เปรียบเปรยไว้ในหนังสือชื่อ “Archaeology : A Brief Introduction” (Eighth Edition)แม้แต่คนเดียว[1]

อย่างไรก็ดี จากการประมวลความหมายของคำว่า “โบราณคดี”แบบคร่าวๆดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ผู้คนนอกวงการโบราณคดีแต่ละระดับความรู้ แต่ละยุคสมัย แต่ละวัย และแต่ละสถานภาพ ต่างก็มีมโนทัศน์ต่อคำว่า “โบราณคดี” แตกต่างกันออกไป ทว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเกือบทั้งหมดมีความเข้าใจร่วมกันคือ คำว่า “ของโบราณ” เป็นคำสำคัญ(key word) ของคำว่า“โบราณคดี”

๑.๒ มโนทัศน์ของคนในแวดวงโบราณคดี
การอธิบายความหมายของคำว่า“โบราณคดี”ให้กระจ่าง ถูกต้องครบถ้วนในแบบที่จะไม่ถูกท้วงติงว่า “เข้าใจผิดๆถูกๆ”นั้น อาจจำเป็นต้องลำดับคำกล่าวของนักวิชาการบางท่านมาอธิบายเปรียบเทียบ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ดังนี้

ตามโบราณราชประเพณี วิชาโบราณคดีเป็นวิชาหนึ่งในศิลปศาสตร์ที่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะต้องทรงได้รับการศึกษา ผู้รู้ในระยะแรกๆของการบุกเบิกค้นคว้าทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี อาทิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพดำรัสถึงพระนิพนธ์เรื่องนิทานโบราณคดีว่า “เป็นเรื่องจริงที่ได้รู้เห็นมิได้คิดประดิษฐ์ขึ้น แต่เป็นเรื่องเกร็ดนอกพงศาวดาร จึงเรียกว่านิทานโบราณคดี”[2] โบราณคดีในมโนทัศน์นี้ จึงเป็นเรื่องราวจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง สังคม วัฒนธรรม ประเพณีและศิลปกรรมแขนงต่างๆ

ระยะต่อมา นิยามของโบราณคดีในมโนทัศน์ของคน“ใน”แวดวงวิชาการโบราณคดี จะปรุงแต่งออกมาในเชิงที่เกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์ในอดีต สังคม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่และหลักฐานที่ถูกค้นพบอย่างเป็นกระบวนการ เพื่อให้เกิด “ความน่าเชื่อถือ” หรือ“ความเป็นวิทยาศาสตร์”

จากการสัมภาษณ์ผู้มีความรู้ทางด้านวิชาโบราณคดีบางคน อาทิ ธนกฤต ลออสุวรรณ บัณฑิตและมหาบัณฑิตสาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายว่า “โบราณคดีเป็นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์สมัยโบราณทุกด้านไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะต้องมีการอ้างอิงหลักฐานอย่างเป็นรูปธรรมและสัมพันธ์กับสาขาอื่นๆ ทั้งประวัติศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และที่น่าสนใจคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียกผู้ที่ศึกษาเรื่องราวในพระราชพงศาวดารว่า นักเรียนโบราณคดี”

“โบราณคดี”คำเดียวกันนี้“จะหมื่นบ๊อง(bong)” [3](นามแฝง)ได้ร่วมตอบกระทู้ในเว็บไซต์วิชาการดอทคอม เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๗ เวลา ๒๑:๒๔:๒๕ น. สอดคล้องกับทัศนะของ ธนกฤตว่า “โบราณคดี คือ วิชาว่าด้วยการศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ในอดีต โดยอาศัยหลักฐานร่องรอยที่กาลเวลาเหลือทิ้งไว้ โดยเฉพาะสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น โบราณสถาน ศิลปกรรม ซากสิ่งมีชีวิตรวมทั้งซากมนุษย์ เครื่องมือเครื่องใช้ อักษรหนังสือและอื่นๆ กระทั่งก้อนขี้และอีกมากมาย ทั้งหลายทั้งมวลนี้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของขยะที่อดีตได้เหลือทิ้งไว้ให้” การตอบกระทู้แบบง่ายๆได้ใจความของ “จะหมื่นboNg” สะท้อนให้เห็นว่าเขาน่าจะมีพื้นฐานความรู้ทางโบราณคดีอีกผู้หนึ่งด้วยเช่นกัน แม้ว่าอันที่จริงแล้ว หาก “ก้อนขี้” ไม่ถูกฝังอยู่ในสภาพของ “fossil”ก็ยากที่จะเหลือมาถึงมือของ “จะหมื่นboNg”

เจน แมคอินทอช(Jane McIntosh)ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพัฒนาการในการบุกเบิกทำงานของนักโบราณคดีแต่ละยุค ตั้งแต่สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการจนถึงยุคปัจจุบัน อ้างคำกล่าวของวิลเลียม แคมเดน(William Camden, ชาวอังกฤษ ค.ศ.๑๕๕๑–๑๖๒๓)ว่า “การศึกษาเรื่องราวสมัยโบราณ(Antiquiy-โบราณวิทยา) เปรียบเสมือนอาหารทิพย์อันเหมาะสำหรับคนซื่อสัตย์และมีเกียรติ” [4] และชี้ว่าโบราณคดีมีลักษณะของการศึกษาแบบเบ็ดเสร็จ(total study)ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์สิ่งของทุกอย่างที่เหลือจากอดีต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตขึ้นอีกครั้งหนึ่งเท่าที่จะสามารถทำได้ แม้ว่าหลายคนจะเข้าใจว่าโบราณคดีหมายถึงการขุดค้น แต่การขุดค้นที่ว่านี้ก็เป็นเพียงกระบวนการอย่างหนึ่งของกระบวนการหลายๆอย่างทางโบราณคดีเท่านั้นเอง[5]

ในทัศนะของไบรอัน เอ็ม. ฟากัน(Brian M. Fagan) โบราณคดีเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับอดีตของมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์สมัยโบราณอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของโบราณคดีเป็นส่วนหนึ่งของวิชามานุษยวิทยา(Fagan, p.4)

๑.๓ ทบทวนวรรณกรรม(reviewed literatures)
สำหรับนักโบราณคดีชาวไทยแล้ว การนำแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีมาประยุกต์ใช้ในการทำวิจัยเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างจะยังไม่เห็นชัดเจน นักวิชาการที่ศึกษาทางด้านมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา นับเป็นผู้รู้กลุ่มแรกๆที่ให้ความสนใจต่อการนำทฤษฎีมาเป็นแบบจำลองในการอธิบายเรื่องราวทางวิชาการอย่างโดดเด่น

อมรา พงศาพิชญ์เป็นนักวิชาการอีกคนหนึ่งที่พยายามอธิบายให้เห็นพัฒนาการของทฤษฎีในการอธิบายองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๓ ดังปรากฏในงานเขียนเรื่อง “วัฒนธรรม ศาสนาและชาติพันธุ์: วิเคราะห์สังคมไทยแนวมานุษยวิทยา” โดยเฉพาะในปีพ.ศ.๒๕๔๓ งานเขียนเรื่อง “ความหลากหลายทางวัฒนธรรม: กระบวนทัศน์และบทบาทในประชาสังคม”[6] ของเธอตอนหนึ่งได้อธิบายถึงทฤษฎีการแพร่กระจายวัฒนธรรมจากศูนย์กลางของรัฐด้วยการยกตัวอย่างที่โดดเด่นในงานของนักวิชาการสำคัญ ได้แก่ ธิดา สาระยา เรื่อง (ศรี)ทวารวดี งานของศรีศักร วัลลิโภดม เรื่อง “แอ่งอารยธรรมอีสาน”กับ “สยามประเทศ” และงานเขียนของสุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา เรื่อง “น้ำ: บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย”[7]

งานวิจัยเรื่องวัฒนธรรมหมู่บ้านไทยของฉัตรทิพย์ นาถสุภาและพรพิไล เลิศวิชา อธิบายลักษณะทางวัฒนธรรมของหมู่บ้านไทย ๔ ภาคอย่างกลมกลืน ภายใต้การอ้างอิงหลักฐานพื้นเมืองและมานุษยวิทยา เพื่ออธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยไร้กลิ่นอายของทฤษฎีตะวันตก เว้นแต่เมื่อต้องการเชื่อมโยงคำอธิบาย จึงมีวิธีการนำเสนอที่อาจจับคู่เทียบได้กับแนวคิดของทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม ในกรณีที่อธิบายถึงการผสมผสานความเชื่อล้านนาดั้งเดิมของศาสนาพุทธจากอินเดีย และการนับถือพระธาตุประจำดอยซึ่งพัฒนามาจากความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุในอินเดีย[8] เป็นต้น จึงนับเป็นพัฒนาการอีกรูปแบบหนึ่งในการนำเสนอทางวิชาการของนักวิชาการท่านนี้ แม้จะยังคงการนำทฤษฎีมาร์กซิสม์มาประยุกต์ใช้ ดังปรากฏในปาฐกถาเรื่อง “จากประวัติศาสตร์หมู่บ้านสู่ทฤษฎีสองระบบ” อันเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องประวัติศาสตร์หมู่บ้านไทย[9]

ผลงานวิจัยของนักวิชาการชาวไทยที่นำเอาทฤษฎีทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรมของนักวิชาการตะวันตกมาปรับใช้อย่างชัดแจ้ง ปรากฏอยู่ในรายงานวิจัยเรื่อง “วิธีคิดของคนไทย: พิธีกรรม : ‘ข่วงฝีฟ้อน’ ของ ‘ลาวข้าวเจ้า’ จังหวัดนครราชสีมา” โดยสุริยา สมุทรคุปต์และคณะแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ งานวิจัยชิ้นนี้พยายามที่จะอธิบายความหมายของคำว่า “วิธีคิด” ให้ชัดเจน ด้วยการลำดับแนวคิดของนักวิชาการทั้งชาวต่างประเทศตั้งแต่โคลด เลวี-เสตราส์(Claude Levi-Strauss) วิคเตอร์เทอร์เนอร์และแมรี ดักลาส(Victor Turner and Mary Douglas) มิเชล ฟูโกลท์(Michel Foucault) และแนวคิดของนักวิชาการชาวไทยตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๔ หลวงวิจิตรวาทการ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ พระเทพเวที(ประยุทธ์ ปยุตโต) จนถึงแนวคิดแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน นับเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำทฤษฎีทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรมมาใช้ในการศึกษาชุมชนในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา[10] ซึ่งก็เป็นที่น่าสังเกตอยู่ไม่น้อยเช่นกันเกี่ยวกับความเหมาะสมของการนำแนวคิดแบบตะวันตกภายใต้วิธีการศึกษาแบบข้ามวัฒนธรรม(cross- cultural discipline)มาประยุกต์ใช้และเปรียบเทียบ เพื่อที่จะอธิบายวิธีคิดของชาวนาไทยในเขตพื้นที่ดังกล่าว

งานค้นคว้าวิจัยชิ้นหนึ่งของศาสตราจารย์ ชาร์ลส์ ไฮแอม(Charles Higham) แห่งมหาวิทยาลัยโอทาโกและดร.รัชนี ทศรัตน์แห่งกรมศิลปากรเรื่อง “Prehistoric Thailand: From Settlement to Sukhothai” [11] เสนอเรื่องราวพัฒนาการของอารยธรรมในดินแดนประเทศไทย ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยสุโขทัย โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งอาศัยกรอบแนวคิดและทฤษฎีการแพร่กระจายของวัฒนธรรม(cultural diffusionism) โดยมีกระบวนการแลกเปลี่ยนค้าขายและการเผยแพร่ศาสนา และทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม(structural functionalism)[12] เป็นองค์ประกอบในการอธิบาย

ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมนี้ แพร่หลายมากในสหรัฐอเมริกาโดยการริเริ่มของฟรอนซ์ โบแอส(Franz Boas)[13] ส่วนทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยมเป็นแนวคิดที่ริเริ่มสร้างสรรค์โดยอัลเฟรด อาร์. แรดคลิฟบราวน์(Alfred R. Radcliffe-Brown)ชาวอังกฤษเมื่อต้นศตวรรษที่๒๐ น่าเสียดายว่าไฮแอมและรัชนี ทศรัตน์มิได้บ่งชี้ชัดเจนว่า คำอธิบายในงานดังกล่าวอาศัยแนวคิดในทฤษฎีใด

ตัวอย่างเนื้อหาการประยุกต์ใช้ทฤษฎีในงานค้นคว้าของไฮแอมและรัชนี ทศรัตน์ศึกษาได้จากข้อเสนอที่ระบุว่า รากฐานอารยธรรมในดินแดนประเทศไทยก่อตัวมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ การติดต่อกับสังคมต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อารยธรรมดังกล่าวมีความก้าวหน้า แหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่สมัยเหล็กในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า สมาชิกของชุมชนมีฐานะมั่งคั่งจากหลักฐานสิ่งของที่ถูกฝังอยู่กับโครงกระดูกในหลุมศพ คนพื้นเมืองเหล่านี้เป็นคู่ค้าของพ่อค้าชาวอินเดีย ซึ่งนำสินค้านานาชนิดเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวอินเดียรู้จักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะที่เป็น “สุวรรณภูมิ(The Land of Gold)” สินค้าที่พ่อค้าอินเดียนำเข้ามาคือ เครื่องประดับจาก หินอะเกต เครื่องประดับจากหินคาร์เนเลียนและเครื่องประดับจากแก้ว ส่วนสินค้าที่พ่อค้าอินเดียนำกลับไป คือ เครื่องเทศ เครื่องมือเครื่องใช้จากโลหะสำริดและทองคำ พ่อค้าอินเดียยังให้โอกาสผู้นำท้องถิ่นกว้านซื้อสินค้ามีค่าใหม่ๆ ทำให้ผลผลิตของสินค้าพื้นเมืองมีช่องทางในการระบายออกไป [14]

คำอธิบายของไฮแอมและรัชนี ทศรัตน์ระบุว่า การขยายอิทธิพลลงใต้ของราชวงศ์ฮั่นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่๔ (๑๐๐ B.C.) ทำให้จีนเพิ่มความสนใจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะต้องการรวบรวมสินค้าแปลกๆ อาทิ นอแรดและขนนกเท่านั้น หากแต่ยังต้องการขยายจักรวรรดิและอำนาจทางการเมืองของตนด้วย

ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์มองว่า การค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับพ่อค้าต่างชาติเป็นปัจจัยสู่การมีอารยธรรมโดยอัตโนมัติเป็นข้อเสนอที่ยังไม่มีข้อยุติ เพราะก่อนหน้านี้ดินแดนประเทศไทยในอดีตอาจมีโครงสร้างทางสังคมที่ละเอียดอ่อน และมีกรอบที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว การที่ผู้นำพื้นเมืองจะยกสถานะของตนให้สูงขึ้น ก็เป็นเงื่อนไขสนับสนุนให้เกิดอารยธรรมเช่นกัน

การที่ชาวอินเดียนำความเชื่อทางศาสนาพุทธ พราหมณ์ และความเชื่อเรื่องฐานะความเป็นเทพของปัจเจกบุคคลเข้ามา ความศรัทธาที่มีต่อพระศิวะจึงอาจส่งผลให้ “เจ้าเหนือหัว” มีฐานะประดุจเทพเจ้า ภาษาสันสกฤตและภาษาบาลีจึงถูกนำมาใช้เพื่อสื่อความหมายที่ยากจะเข้าใจ เพื่อครอบงำความนับถือและความเกรงขามท่ามกลางผู้ไม่รู้หนังสือ และศาสนาสถานที่ก่อสร้างด้วยหินและอิฐซึ่งเริ่มแพร่กระจายทั่วไป เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงลัทธิการบวงสรวงในศาสนาพราหมณ์รูปแบบใหม่ อันนำมาสู่การอภิเษกศิวลึงค์หิน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจรัฐและผู้ปกครองรัฐ และเป็นศูนย์รวมการประกอบพิธีกรรมที่เข้ามาใหม่และทรงอำนาจ

ไฮแอมและรัชนี ทศรัตน์เห็นว่า เสียงสวดมนต์ของบรรดานักบวชในวิหารเทพเจ้าเป็นเสมือนเครื่องป้องกันรัฐและผู้นำ โดยมีชาวนาจากฐานล่างสุดของโครงสร้างสังคมรูปปิรามิดเป็นกลไกในการผลิตอาหารและปรนนิบัติเทวาลัยรองรับความเชื่อใหม่ที่เข้ามา

การนำแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีมาปรับใช้ในงานวิจัยจริงๆของนักโบราณคดีเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงในบทความนี้ งานวิจัยเรื่อง “โบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน” ซึ่งดร.รัศมี ชูทรงเดช [15] เป็นหัวหน้าโครงการจึงเหมาะที่สุดในการนำมากล่าวถึง
นอกจากการนำแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีมาประยุกต์ใช้ในการทำวิจัยจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยชัดเจนดังได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ดร.รัศมี ชูทรงเดชยังชี้ว่า นักโบราณคดีไทยไม่เคยสร้างและพัฒนาทฤษฎีทางโบราณคดีมาก่อน ดังนั้นในบทที่ ๒ ว่าด้วยกรอบความคิดในการทำงานวิจัย จึงระบุว่า “การพัฒนาทฤษฎีเป็นความจำเป็นและมีความสำคัญต่อการสร้าง ‘พลังทางปัญญา’ ในสังคมวิชาการของประเทศไทยโดยรวม เพื่อที่เราสามารถทะลายกำแพงของการใช้พื้นฐานแนวคิดของทฤษฎีจากนักวิชาการตะวันตกในการอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อย่างไรก็ดีขณะที่เรายังไม่มีกระบวนสร้างทฤษฎีโดยนักวิชาการไทย ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ฐานความคิดของตะวันตกเป็นแนวทางไปก่อน โดยเฉพาะกระบวนการสร้างและแสวงหาความรู้” [16]

โครงการวิจัยเรื่อง “โบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน” มีลักษณะเป็นโครงการวิจัยแนวมานุษยวิทยาโบราณคดี ดังนั้นแนวคิดหลักที่เป็นพื้นฐานในการวิจัยคือ การศึกษาวิวัฒนาการวัฒนธรรม(cultural evolution) ซึ่งหมายถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยอ้างอิงจากแนวคิดของเซอร์วิส(Service: 1973) และแนวคิดนิเวศวัฒนธรรม(cultural ecology) ซึ่งเน้นศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมจากการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม(Steward: 1973)

โครงการวิจัยข้างต้น มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรม และเพื่อจัดหมวดหมู่ของหลักฐานโบราณคดีจากการสำรวจและขุดค้นทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค โดยใช้วิธีการศึกษาแบบเปรียบเทียบข้ามวัฒนธรรม(cross-cultural analysis) ทั้งด้านโบราณคดีและชาติพันธุ์วิทยา เพื่ออธิบายปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ อาทิ สภาพอากาศ การเพิ่มประชากร เทคโนโลยีการผลิต เป็นต้น [17]

ดร. รัศมี ชูทรงเดชใช้นิยามเกี่ยวกับระดับสังคมที่เสนอโดย อัลมัน เซอร์วิส(Alman Service) อัลเลน จอห์นสัน(Allen Johnson)และทิโมธี เอิร์ล (Timorty Earle) เป็นแนวทางเบื้องต้นในการอธิบายลักษณะสังคมในอดีต ทั้งๆที่ทราบดีว่ากรอบคิดดังกล่าวถูกนักโบราณคดีสำนักคิดหลังกระบวนการ(post-processual)และสำนักคิดหลังสมัยใหม่(post-modern) วิจารณ์ว่าเป็นการมองสังคมแบบแช่แข็งเป็นเส้นตรงและหยุดนิ่ง จากคำอธิบายที่ว่าสังคมเริ่มมีวิวัฒนาการจากกลุ่มชน (band) ชนเผ่า(tribe) แว่นแคว้น(chiefdom) และรัฐ(state)[18]

ดร.รัศมี ชี้แจงเหตุผลเพิ่มเติมว่า การที่นำทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมมาใช้ในงานวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการการจัดหมวดหมู่และทำความเข้าใจหลักฐานโบราณคดีที่พบในอำเภอปางมะผ้า เนื่องจากต้องการสร้างบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบปรากฏการณ์และหลักฐานโบราณคดีในพื้นที่วิจัย โดยมิได้มองว่าวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมของมนุษย์เป็นกระบวนการที่มึลักษณะเป็นเส้นตรงที่ผ่านขั้นตอนความเจริญที่เหมือนกัน แต่สนใจอธิบายพลวัติทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่นในแต่ละช่วงเวลา ที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมกันหรือไม่พร้อมกันก็ได้ รวมถึงเงื่อนไขซึ่งทำให้วัฒนธรรมมีการปรับตัวที่เหมือนหรือแตกต่างกัน โดยยกตัวอย่างรูปแบบของหัวโลงศพไม้ที่เหมือนหรือต่างกันในเขตอำเภอปางมะผ้าว่า มีนัยสำคัญอย่างไรภายในสังคมของคนบนพื้นที่สูงเมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว [19] เป็นต้น

นอกเหนือจากทฤษฎีวิวัฒนาการวัฒนธรรมและทฤษฎีนิเวศวัฒนธรรมแล้ว เมื่อกล่าวถึงสมมติฐานในงานวิจัย ดร.รัศมีระบุถึงทฤษฎีการปรับตัวของคนในสภาวะแวดล้อม ๓ เงื่อนไข ดังนี้
๑.การเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตจากการหาอาหารตามธรรมชาติมาเป็นการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ พัฒนามาจากการปรับตัวในพื้นที่ชายขอบที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์(marginal environments)
๒.การเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตจากการหาอาหารตามธรรมชาติเป็นการเพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์ พัฒนาขึ้นมาจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ(resource abundance)
๓.ถ้าสภาพแวดล้อมในสมัยไพลสโตซีนตอนปลาย-โฮโลซีนตอนต้นในพื้นที่สูงของอำเภอปางมะผ้าคล้ายคลึงกับปัจจุบัน ข้อมูลสภาพแวดล้อมปัจจุบันก็สามารถถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการสร้างทฤษฎีเรื่องการปรับตัวของคนกับสภาพแวดล้อมในอดีตในพื้นที่วิจัยได้ [20]

ดังนั้นจากแนวคิด ทฤษฎี วัตถุประสงค์และสมมติฐานที่นำเสนอในกรอบความคิดของดร.รัศมี ผู้วิพากษ์เชื่อว่า น่าจะทำให้สามารถสร้างคำอธิบายเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ อาทิ สภาพอากาศ การเพิ่มประชากร เทคโนโลยีการผลิตได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

นอกจากตัวอย่างการนำทฤษฎีของนักวิชาการตะวันตกมาปรับใช้ของนักวิชาการอื่นๆแล้ว ก่อนที่จะวิพากษ์หนังสือโบราณคดี: แนวคิดและทฤษฎีอย่างจริงจัง การกล่าวถึงวิธีคิดในการศึกษาวิชาโบราณคดีผ่านกรอบคิดและทฤษฎีแบบตะวันตกของผู้เขียนก็น่าจับตามองไม่น้อย

ผู้เขียนเคยบรรยายว่า นักโบราณคดีชาวตะวันตกบางคนเสนอว่า ในกลุ่มชนบางแห่งมีความเชื่อเชิงสัญลักษณ์ว่า ภาชนะดินเผามีอวัยวะต่างๆเปรียบได้กับอวัยวะของคน ได้แก่ ตัว ขา หู ก้น ฯลฯ แต่ผู้วิพากษ์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมนุษย์มิได้ผูกพันมากมายกับ “หม้อ” “ไห” “เครื่องใช้”ต่างในชีวิตประจำวันถึงขนาดนั้น จนถึงกับถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ต้องอธิบายเชื่อมโยงและบ่งชี้ให้เห็นนัยะทางวัฒนธรรมที่แฝงอยู่

ผู้วิพากษ์กลับคิดว่า ข้าวของและเครื่องใช้อื่นๆจำนวนไม่น้อยในสังคมโบราณทั้งที่ใช้ในพิธีกรรมและนอกพิธีกรรมต่างก็มีส่วนประกอบที่เทียบเคียงได้กับอวัยวะของมนุษย์ อาทิ ขา หู ตัว ก้น ฯลฯ ทั้งสิ้น ได้แก่ เครื่องใช้ประเภท เตา ตู้ โต๊ะ เตียง เป็นต้น ส่วนพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ตามความเชื่อก็มีนัยะปรากฏชัดเจนแล้วในวัตถุทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับลัทธิความเชื่อ เช่น ในตัวอย่างหยาบๆที่นึกขึ้นมาได้ตอนนี้ คือ กลองมโหระทึก บั้งไฟ รูปวีนัส เดอ วิลเลนดอล์ฟ(Venus de Villendolf) โยนี ลึงค์ เป็นต้น

แบบเสนองานวิจัยซึ่งดร.สว่าง เลิศฤทธิ์เป็นหัวหน้าโครงการเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๓ เรื่อง “พัฒนาการของความซับซ้อนทางสังคมและการเมืองจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในเขตที่ราบลุ่มทางตะวันตกของภาคกลาง” ผู้วิจัยระบุว่า การศึกษาทางโบราณคดีเกี่ยวกับลักษณะทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมที่เริ่มซับซ้อน(early complex societies)ในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย เคยมีผู้ศึกษาไว้แล้วก่อนหน้านี้ ได้แก่ Wales(1969) ภาควิชาโบราณคดี(๒๕๒๓) ผาสุข อินทราวุธ(๒๕๒๖) Glover(1989) สุรพล นาถะพินธุ(๒๕๓๘) Mudar(1993, 1999) ฯลฯ ผลการศึกษาของนักวิชาการเหล่านี้ บ่งชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของสังคมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์(๕๐๐ปีก่อนคริสต์ศักราช-ค.ศ.๕๐๐)จากการดำรงชีพด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์เพาะปลูกพืชบางชนิด และติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน มาเป็นการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก โดยชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเป็นชุมชนขนาดเล็กกระจายอยู่ในเชตพื้นที่ป่าหรือที่ราบเชิงเขา ครั้นถึงยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ตอนต้นมีการเคลื่อนย้ายชุมชนเข้าไปอยู่ริมแม่น้ำในที่ราบลุ่มเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ ๑๐–๓๐ เมตร ซึ่งมีพื้นที่เหมาะสำหรับการเกษตรกรรม ลักษณะชุมชนเป็นแบบมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ผู้วิจัยอ้างข้อเสนอของดร.ธิดา สาระยาว่า ชุมชนเหล่านี้มีการจัดลำดับชนชั้นทางการปกครองในลักษณะที่ซับซ้อนมากขึ้น

ประเด็นที่ผู้วิจัยตั้งคำถาม คือ การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในช่วงเวลาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์เกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างไรและผลที่ตามมาคืออะไร นอกจากนี้ผู้วิจัยเสนอว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดความซับซ้อนทางสังคมและการเมือง ได้แก่ การเพิ่มของประชากร การขยายพื้นที่ของชุมชนและเครือข่าย ลักษณะโครงสร้างทางการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ รูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบเมืองศูนย์กลางและบริวาร ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การควบคุมผลผลิตทางเศรษฐกิจหรือการค้า และการแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนหรือภูมิภาค เป็นต้น

แบบเสนอโครงการวิจัยนี้ มีการนำเสนอสมมติฐานและปัญหาในการวิจัยน่าสนใจ ๔ ประการ[21] ประการที่๑ คือ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายมีหลักฐานบ่งชี้ถึงความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคม อาทิ ของหายากและมีคุณค่าสูง ได้แก่ ลูกปัด กำไลสำริด ต่างหูและภาชนะดินเผาบางประเภท ประการที่๒ คือ การควบคุมผลผลิตส่วนเกินและการรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจอาจบ่งชี้ถึงความซับซ้อนทางสังคมโดยชนชั้นผู้นำ การศึกษาการจัดระเบียบการผลิตภาชนะดินเผา(ceramic production organization) ๓ ปัจจัย ได้แก่ ขนาด ความหลากหลายและการทำให้เป็นมาตรฐาน จะสามารถบอกได้ว่าการผลิตนั้นควบคุมโดยชนชั้นผู้นำหรือเป็นกิจกรรมในครัวเรือน แต่เสียดายที่ปราศจากกรอบโครงทฤษฎีทางโบราณคดีที่ชัดเจน ประการที่๓ คือ การเปลี่ยนแปลงแบบแผนการบริโภคสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของการผลิตภาชนะดินเผาและกิจกรรมอื่นๆ อาทิ กิจกรรมที่สัมพันธ์กับการรักษาสถานภาพของชนชั้นผู้นำหรือกิจกรรมประจำปีของชุมชน ได้แก่ การจัดงานเลี้ยง โดยสามารถอธิบายได้จากการวิเคราะห์ขนาด ความหลากหลายและการทำให้เป็นมาตรฐานของภาชนะดินเผา ประการที่๔ แหล่งโบราณคดีแต่ละแห่งมีความเก่าแก่ไม่เท่ากัน หากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองได้ชัดเจนก็สามารถลำดับความเก่าแก่ของหลักฐานและแหล่งโบราณคดีได้อย่างเป็นระบบและถูกต้อง

น่าเสียดายที่ในแบบเสนอโครงการวิจัยนี้ยังไม่เห็นพัฒนาการเด่นชัดในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีทางโบราณคดี และเป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งๆที่ยังมิได้ระบุว่าจะเลือกแหล่งโบราณคดีแห่งใดเป็นสถานที่ขุดค้น การตั้งประเด็นในการอธิบาย“พัฒนาการของความซับซ้อนทางสังคมและการเมืองจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในเขตที่ราบลุ่มทางตะวันตกของภาคกลาง” โดยเน้นการจัดระเบียบการผลิตภาชนะดินเผา การเปลี่ยนแปลงแบบแผนการบริโภคและการจัดลำดับอายุสมัยของแหล่งโบราณคดีและชุดหลักฐาน จะสามารถตอบคำถามที่ตั้งไว้ได้มากน้อยเพียงใด หากปราศจากกรอบโครงทางทฤษฎีเมื่อเทียบกับการศึกษาหัวข้อเดียวกันในสมัยประวัติศาสตร์ซึ่งเต็มไปด้วยหลักฐานเอกสาร

บทความของมิเชลล์ เฮกมอน (Michelle Hegmon) เรื่อง “Setting Theoretical Egos Aside: Issues and Theory in North American Archaeology.” ตีพิมพ์ในวารสาร The American Antiquity 68(2), 2003 กล่าวโดยรวมว่าทฤษฎีในวิชาโบราณคดีของอเมริกาเหนือ มีลักษณะมุ่งสร้างความชัดเจนของประเด็นคำถามต่างๆทางการวิจัย มากกว่าจะชี้ชัดหรือถกเถียงเกี่ยวกับฐานะตัวตน(position)ของทฤษฎี เฮกมอนไม่ปฏิเสธว่าทฤษฎีบางอย่างก็มีแนวคิดชัดเจน เช่น ทฤษฎีนิเวศวิทยาวิวัฒนาการ(Evolutionary Ecology) ทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรม(Behavioral Archaeology)และทฤษฎีโบราณคดีวิวัฒนาการสำนักดาร์วิน (Darwinian Archaeology) นักโบราณคดีส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือเรียกทฤษฎีเหล่านี้ว่า “กลุ่มแนวคิดแบบ processual - plus” [22] และยังมีกลุ่มทฤษฎีที่สนใจเรื่องเพศสภาวะ(Gender) ทฤษฎีผู้กระทำ(Agency/ practice) ทฤษฎีสัญลักษณ์และความหมาย(Symbols and meaning) ทฤษฎีวัฒนธรรมทางวัตถุ(Material culture)และทฤษฎีที่มุ่งศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของชาวพื้นเมือง(Native perspectives)ด้วย เธออธิบายว่า โบราณคดีเพศสภาวะ(Gender archaeology)ก็มีกระบวนทัศน์แบบเดียวกับแนวคิดแบบprocessual-plus ซึ่งมีความหลากหลายในการนำเสนอประเด็นธรรมดาๆทั่วไปให้น่าสนใจ และเชื่อว่าการเน้นทฤษฎีผู้กระทำ(agency/ practice)ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ แม้ว่ามโนทัศน์(conceptions)เรื่องนี้มักจะถูกนำไปโยงกับปัจเจกชน(individuals)และแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจ(motivation)แบบตะวันตกก็ตาม ที่สำคัญก็คือนักโบราณคดีส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือ รวมทั้งพวกที่ยึดทฤษฎีหลังกระบวนการ(post processual) มักถูกจัดอยู่ในกลุ่มทันสมัย(modern)มิใช่กลุ่มหลังทันสมัย(Postmodern) ซึ่งการขาดกระบวนการถกเถียงทางทฤษฎีนี้ แม้จะก่อให้เกิดความหลากหลายและการพูดคุยที่ชัดเจน แต่ก็อาจทำให้ทฤษฎีทางโบราณคดีในอเมริกาเหนือขาดความรอบคอบอย่างเพียงพอ และอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อแนวทางของทฤษฎีแบบPost modernism ก็ได้

๒.วิพากษ์ภายนอก(External Critique)
การวิพากษ์ภายนอก หมายถึง การสำรวจคุณค่าของเอกสารโบราณ ศิลาจารึก วรรณคดี บทความ หนังสือ ตำรา หรือวิทยานิพนธ์ภายใต้การตั้งคำถามว่า เอกสารชิ้นนี้ผู้แต่งเป็นใคร แต่งขึ้นเมื่อใด ภูมิหลังผู้แต่งเป็นอย่างไร แต่งขึ้นเพื่ออะไร เนื้อหาโดยรวมเป็นอย่างไรบ้าง เป็นต้น ซึ่งในที่นี้ผู้วิพากษ์จะวิพากษ์ภายนอกหนังสือเล่มนี้ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ การตีพิมพ์ ภูมิหลังและความสนใจทางวิชาการ แรงผลักดัน และองค์ประกอบด้านเนื้อหา ดังต่อไปนี้

๒.๑การตีพิมพ์
หนังสือโบราณคดี: แนวคิดและทฤษฎีของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สว่าง เลิศฤทธิ์ เป็นเอกสารวิชาการลำดับที่๔๐ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ จำนวน ๓.๐๐๐ เล่ม เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดี ผู้เขียนระบุว่าได้พยายามจัดลำดับให้อยู่ตามช่วงเวลาของพัฒนาการทางแนวคิดเป็นหลัก ตั้งแต่กำเนิดของวิชาโบราณคดีจนถึงแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ ซึ่งถูกนักโบราณคดีนำมาใช้ในการวิจัยทั้งในอดีตและปัจจุบัน เน้นการ “นำเสนอเนื้อหาหลักของแนวคิดและทฤษฎีเป็นปฐม” [23] และกล่าวเสริมว่า “ในอนาคตคงจะมีแนวคิดและทฤษฎีใหม่ๆในวงวิชาการโบราณคดีเกิดขึ้นและพัฒนาต่อไปอีกอย่างไม่หยุดยั้ง”

๒.๒ภูมิหลังและความสนใจทางวิชาการ
ผู้เขียนเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาโบราณคดี ผู้เขียนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ.๒๕๒๘ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาวิชามานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน(Washington State University) ประเทศสหรัฐอเมริกา

ผู้เขียนมีงานเขียนทางวิชาการและบทความจำนวนมากตั้งแต่เมื่อยังศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยศิลปากรจนถึงปัจจุบัน งานเขียนเหล่านี้ถูกตีพิมพ์ทั้งในหนังสือพิมพ์รายวัน วารสารระดับชาติและนานาชาติ อาทิ เมืองโบราณยะรัง(๒๕๓๑) เรื่องครั้งเก่าก่อน(๒๕๓๒) วิวัฒนาการของมนุษยชาติ(๒๕๔๖) เป็นต้น

โดยพื้นฐานทางการศึกษานั้น ผู้เขียนเป็นนักเรียนสอบเทียบข้ามชั้นของโปรแกรมวิทย์-คณิต ไม่ใช่สายศิลป์-ภาษา มิฉะนั้นแล้วเชื่อว่าอาจจะได้เห็นหนังสืออ้างอิงภาษาต่างประเทศที่หลากหลายครบเครื่องมากกว่านี้ เพราะเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา ในสายตาของรุ่นพี่แล้วผู้เขียนเป็นนักเรียนโบราณคดีที่มีความขยันขันแข็ง กระตือรือร้นทางด้านการเรียนและการฝึกฝนใช้ภาษาต่างประเทศยิ่งนักจนเป็นที่ร่ำลือ ดังนั้น ภาพความซื่อ อารมณ์ขันและการพูดจาโผงผาง เห็นได้จากการที่ผู้เขียนเคยเอ็ดตะโรเด็กๆที่เข้าไปเล่นซุกซนใกล้ๆหลุมขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีแห่งหนึ่งในภาคกลางว่า “ยาม่าเหล่น(อย่ามาเล่นวุ่นวายแถวๆนี้)” เมื่อไม่เชื่อฟังก็ดุทันทีอย่างไม่ไว้หน้าว่า “บักฮานิ(ไอ้ห่าเอ๊ย)” ส่งผลให้เด็กๆเหล่านั้นกระเจิดกระเจิงหายไปทันที [24] ทั้งหลายนี้ติดตรึงในความทรงจำของ“คนในวงการ”ส่วนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันเมื่อจะสร้างงานเขียนหรือบทความ ผู้เขียนกลับแฝงความสุขุมนุ่มลึกและ“คมในฝัก”

ครั้นมีสถานภาพเป็นอาจารย์ก็แสดงให้เห็นถึงความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะวิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวิเคราะห์เรื่องเครื่องมือหินและภาชนะดินเผา และการจัดการทรัพยากรทางโบราณคดี[25] เป็นต้น

๒.๓ แรงผลักดัน
แรงผลักดันในการเขียนหนังสือเรื่องโบราณคดี: แนวคิดและทฤษฎีของผู้เขียน คือ เพื่อใช้เป็นเอกสารคำสอนวิชาประวัติแนวคิดและทฤษฎีวิชาโบราณคดีสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทของภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

ก่อนการปรับปรุงหลักสูตรของภาควิชาโบราณคดีในระยะ ๑๐ปีเศษที่ผ่านมา ความรู้เกี่ยวกับประวัติแนวคิดและทฤษฎีโบราณคดีปรากฏแทรกอยู่ในวิชาระเบียบวิธีการวิจัยทางโบราณคดี ตำราที่ใช้เรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งสิ้น ดังนั้นอาจารย์ปฐมฤกษ์ เกตุทัต ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียและต่อมาได้โอนย้ายไปสอนที่คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเป็นผู้ถ่ายทอดเนื้อหาในรายวิชาแก่นักศึกษาเป็นภาษาไทย

ผู้เขียนระบุว่า “ถึงเวลาจำเป็นต้องจัดพิมพ์เอกสารหรือตำราเบื้องต้นนี้เผยแพร่ในวงกว้าง เนื่องจากในวงการศึกษาทางโบราณคดีในประเทศไทยยังไม่เคยมีการเรียบเรียงแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาครอบคลุมมาก่อน”[26]

หลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้เขียนใช้ความวิริยะ อุตสาหะและความทุ่มเทอย่างสูงในการเรียบเรียง คือ การใช้หนังสืออ้างอิงภาษาไทย จำนวน ๑๑ เล่มและเอกสารตำราภาษาต่างประเทศอย่างมหาศาลถึง ๑๖๘ เล่ม ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงกล่าวในคำนำตอนหนึ่งว่า”วิชาโบราณคดีเป็นศาสตร์สาขาหนึ่งที่มีผู้เข้าใจผิดๆถูกๆอยู่มาก”[27] “ หากมีตำราเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีที่เป็นภาษาไทยเผยแพร่ ก็คงจะช่วยให้ความรู้ด้านโบราณคดีเป็นที่รู้จักในทางที่ถูกต้องมากขึ้นทั้งในหมู่นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป”[28] เหตุนี้จึงมิอาจปฏิเสธถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ได้เลย

กระนั้นก็ตาม จากคำกล่าวข้างต้นของผู้เขียน ทำให้ผู้วิพากษ์อดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกต ๓ ประการ ดังนี้ ประการแรก แท้ที่จริงแล้วโบราณคดีคืออะไร และก่อนหน้านี้ไม่เคยมีผู้ใดอธิบายความหมายของโบราณคดีไว้เลยหรือ ประการที่สอง คือ ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นมาว่า อะไรคือการเข้าใจโบราณคดีแบบผิดๆถูกๆ และมีความจำเป็นหรือไม่เพียงใดที่จะต้องอธิบายความหมายของ “โบราณคดี” ให้เหมือนกันราวกับออกมาจากพิมพ์เดียวกัน และประการสุดท้าย การอ้างอิงหนังสือภาษาอังกฤษมากมายเช่นนี้ อาจจะถูกมองได้ว่าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือโดยไม่จำเป็นได้หรือไม่

๒.๔ องค์ประกอบด้านเนื้อหา
เนื้อหาของหนังสือ “โบราณคดี: แนวคิดและทฤษฎี” แบ่งออกเป็น ๑๒ บท อย่างพอเพียงที่จะใช้ประกอบการบรรยายได้ครบ ๑ ภาคเรียน และหากมองอย่างผิวเผินจะเห็นว่า รูปแบบและเนื้อหาทุกอย่างดูสมบูรณ์อย่างไม่น่าจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ใดๆได้เลย อีกทั้งยังมีการเพิ่มในส่วนของดัชนีทั้งภาษาไทย(ประมาณ ๕ หน้า)และภาษาอังกฤษ(ประมาณ ๒ หน้า) ซึ่งหนังสือวิชาการภาษาไทยทั่วไปไม่ค่อยนิยมทำ แต่หากได้ศึกษาโดยละเอียดแล้ว จะพบว่าการลำดับเนื้อในส่วนของสารบัญบางหัวข้อ ไม่ตรงกับหัวข้อที่ลำดับอยู่ในส่วนของเนื้อหา ซึ่งจะชี้ให้เห็นภาพรวม ดังนี้

บทที่๑ บทนำ ประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับความหมายของวิชาโบราณคดี ประเภทของโบราณคดีและระเบียบวิธีการวิจัยทางโบราณคดี

บทที่๒ ทฤษฎีทางโบราณคดี ประกอบด้วยความหมายของทฤษฎี แนวทางการศึกษาทางโบราณคดี ข้อมูลทางโบราณคดีและกระบวนทัศน์ทางโบราณคดี กล่าวคือ ชื่อหัวข้อเรื่องในสารบัญบางชื่อคลาดเคลื่อนไปจากชื่อในบทของเล่ม บางส่วนมีชื่อหัวข้อกลับไม่ตรงกับสารบัญ

บทที่๓ ประวัติวิชาโบราณคดีโดยสังเขป ประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติของวิชาโบราณคดีในยุโรป วิชาโบราณคดีในอเมริกา และเรื่องราวของวิชาโบราณคดี ณ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ

บทที่๔ โบราณคดีตามแนวคิดทฤษฎีประวัติวัฒนธรรม ประกอบด้วยเนื้อหาที่อธิบายถึงลักษณะสำคัญของทฤษฎีประวัติวัฒนธรรม และวิธีการศึกษาตามแนวทฤษฎีประวัติวัฒนธรรม

บทที่๕ ทฤษฎีหน้าที่นิยมในวิชาโบราณคดี ประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาและที่มาของแนวคิดทฤษฎีหน้าที่นิยม(functionalism) พื้นฐานของแนวคิดทฤษฎีหน้าที่นิยม และวิธีวิทยาของงานโบราณคดีเชิงหน้าที่นิยม

บทที่๖ ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมในวิชาโบราณคดี ประกอบด้วยเนื้อหาปฐมบทของแนวคิด ทฤษฎีวิวัฒนาการรุ่นแรกในงานมานุษยวิทยา-โบราณคดี และเนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีวิวัฒนาการใหม่

บทที่๗ โบราณคดีใหม่ ประกอบด้วยหัวข้อที่อธิบายถึงการก่อตัวของแนวคิดโบราณคดีใหม่ บินฟอร์ด(Binford)กับโบราณคดีใหม่ ลักษณะสำคัญของโบราณคดีใหม่ และการวิจารณ์งานโบราณคดีใหม่ บทนี้ชื่อหัวข้อในสารบัญไม่ครบตามหัวข้อในเล่ม

บทที่๘ ทฤษฎีระดับกลางในงานโบราณคดี ประกอบด้วยหัวข้อที่อธิบายถึงลักษณะของหลักฐานโบราณคดีกับทฤษฎีระดับกลางของบินฟอร์ด หลักฐานทางโบราณคดีกับโบราณคดีพฤติกรรมของชิฟเฟอร์ และปัญหาของทฤษฎีระดับกลางในงานโบราณคดี

บทที่๙ โบราณคดีหลังกระบวนการ ประกอบด้วยหัวข้อเกี่ยวกับรากฐานของแนวคิด หัวข้อหลังกระบวนการกับโบราณคดี หัวข้อการถกเถียงระหว่างนักโบราณคดีหลังกระบวนการและกับนักโบราณคดีกระบวนการ และหัวข้อการโต้กลับของนักโบราณคดีกระบวนการ บทนี้ชื่อหัวข้อในสารบัญไม่ตรงกับหัวข้อเรื่องในเล่ม

บทที่๑๐ เพศสถานะกับโบราณคดี ประกอบด้วยการกล่าวนำ จากนั้นจึงเป็นหัวข้อประเด็นหลักในการศึกษาเพศสถานะในงานโบราณคดี กับหัวข้อข้อถกเถียงและความเห็น

บทที่๑๑ ทฤษฎีผู้กระทำในวิชาโบราณคดี ประกอบด้วยหัวข้อประวัติและพัฒนาการ หัวข้อตัวอย่างการประยุกต์ใช้ทฤษฎีผู้กระทำในงานโบราณคดี หัวข้อสรุปและทิศทางข้างหน้า ซึ่งในบทนี้ ชื่อหัวข้อในสารบัญไม่ครบตามหัวข้อในเล่ม

บทที่๑๒ บทสรุป (จำนวน๔ หน้า)กล่าวถึงพัฒนาการของแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดี ซึ่งมีพื้นฐานมาจากศาสตร์หลายสาขา ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมและปัจจัยด้านเวลา

ผู้วิพากษ์ขอยกคำพังเพยโบราณมาเป็นคติในที่นี้คือ “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” เป็นคำพังเพยที่สามารถใช้ได้นิรันดร์ฉันใด ขอบเขตของหนังสือที่ยกมาข้างต้นพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ผู้เขียนจะตั้งใจเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้มากเพียงใด แต่จากกระบวนการตรวจสอบภายนอกข้างต้น ทำให้แลเห็นปัญหาด้านเทคนิคด้านการลำดับเนื้อหาเบื้องต้นว่า ส่วนของสารบัญมีการคลาดเคลื่อนกับหัวข้อในเล่มมากถึง ๔ บท คือ บทที่ ๒ บทที่๗ บทที่ ๙ และบทที่๑๑ หากเข้าสู่กระบวนการวิพากษ์และตรวจสอบภายในแล้ว อาจชี้ให้เห็นสาระบางอย่างที่น่าสนใจซึ่งบางท่านอาจมองข้ามก็ได้

๓. การวิพากษ์ภายใน(Internal Critique)
การวิพากษ์ภายในมีหลากกลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่าเอกสารที่วิพากษ์นั้นเป็นศิลาจารึก เอกสารโบราณ วรรณกรรมโบราณ บทความ วิทยานิพนธ์ ตำรา หรือหนังสือทั่วไป กลยุทธ์ในการวิพากษ์ภายในอาจประกอบด้วยการตรวจสอบการใช้ถ้อยคำสำนวนทางภาษา การอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ ความน่าเชื่อถือของหลักฐาน ความน่าเชื่อถือของการตีความและการเสนอความคิดเห็นทางวิชาการ เป็นต้น

การวิพากษ์ภายในครั้งนี้ ได้ตั้งประเด็นตรวจสอบเกี่ยวกับความหมายของโบราณคดี การใช้คำสำคัญ(key words) การถ่ายทอดแนวคิดและทฤษฎีเปรียบเทียบกับบทความของมิเชลล์ เฮกมอน และคุณค่าที่มีต่อการศึกษาวิชาโบราณคดีดังต่อไปนี้

๓.๑ ความหมายของ “โบราณคดี”
ผู้เขียนนิยามความหมายของ “โบราณคดี” ว่า “วิชาโบราณคดี(Archaeology) มาจากศัพท์ภาษากรีก ‘archaeos’ ที่มีความหมายว่าเก่าแก่ และ ‘logos’ ซึ่งแปลว่า ‘วิชา’ หรือ ‘ความรู้’ ฉะนั้นโดยรากศัพท์แล้ว วิชาโบราณคดีเน้นที่ความเก่าแก่หรือประวัติความเป็นมาของสิ่งต่างๆ โดยจุดเริ่มต้นมาจากการศึกษาความเก่าแก่ของโลก และต่อมาเปลี่ยนเป็นการศึกษาความเก่าแก่ของมนุษยชาติ”

คำอธิบายข้างต้นของผู้เขียน มิได้แตกต่างไปจากนิยาม “โบราณคดี” ในตำราของศาสตราจารย์ ปรีชา กาญจนาคม ผู้มีชีวิตและการทำงานประดุจ “ตำนาน” เล่มหนึ่งของวงการโบราณคดีไทยเท่าใดนัก แต่ที่น่าเสียดาย คือ ข้อความในย่อหน้าแรกของผู้เขียนมิได้ระบุว่า อ้างอิงมาจากนิยามของหนังสือเล่มใด จนกระทั่งในย่อหน้าที่ ๒ จึงได้พบการอ้างอิงงานเขียนของ Brian M. Fagan เรื่อง “In the Beginning: Introduction to Archaeology (6th edition, 1988 p.4)เมื่อจำเป็นที่จะต้องทำให้การกล่าวถึงนิยามของ“โบราณคดี”มีน้ำหนัก“แบบวิชาการ” ว่า

“วิชาโบราณคดีดูเหมือนจะเริ่มต้นจากความรักสนุกกับการสะสมและ ‘ขุด’ หาของเก่า คนที่สะสมและขุดมักจะเป็นผู้ดี(nobility)และชนชั้นกลาง(bourgeoisie) ในคริสต์ศตวรรษที่๑๕ คนกลุ่มนี้เป็นเพียงอาสาสมัคร นักสะสม หรือนักโบราณคดีแฝง(pseudoarchaeology) มากกว่าจะเป็นนักโบราณคดี ตามแนวคิดปัจจุบัน จนกระทั่งถึงคริสตศตวรรษที่๑๘ ในช่วงยุคแสงสว่างทางปัญญา จึงมีการค้นคว้าหาความเก่าแก่ของโลกหรือความเป็นมาของโลกภายใต้กรอบที่เรียกว่า Antiquarianism ความพยายามในการศึกษาความเก่าแก่ของโลก มีส่วนทำให้หลักฐานเกี่ยวกับมนุษย์ (เช่น เครื่องมือหิน ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์และเศษภาชนะดินเผา เป็นต้น) ถูกค้นพบและเปิดเผยมากขึ้น จนนำไปสู่การก่อร่างสร้างตัวของวิชาโบราณคดีในคริสต์ศตวรรษที่๑๙“[29]

การนิยามความหมายของโบราณคดีในย่อหน้าที่๑–๒ของผู้เขียน แม้จะมีลักษณะเป็น“วิชาการ” แต่ก็อธิบายแบบกางตำรา พจนานุกรมหรือเอนไซโคลปิเดีย อันสมควรที่จะเรียกว่าเป็นนิยามแบบ “pseudologos” มากกว่า คือ ยกแม่น้ำทั้งห้ามา “อ้างว่าเป็นสาระ”

ผู้วิพากษ์จะไม่ชื่นชมหากนักวิชาการท่านใดจะเผอเรอสบถ“ช่างแม่ง”บนเวทีสัมมนาอย่างอิสระโดยไม่สนใจว่าในเวทีนั้นมีผู้อาวุโสระดับ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นครนั่งเป็นประธาน แม้ว่าท่านอาจจะไม่ถือสา และในที่นี้ผู้วิพากษ์มิได้เห็นด้วยที่ผู้เขียนกล่าวว่า ผู้ที่สนใจหรือศึกษาเรื่องราวของอดีตจากการสะสมและขุด “ของเก่า” เป็นเพียงอาสาสมัคร นักสะสมหรือนักโบราณคดีแฝง อันเป็นวิธีคิดที่อาจจะเกิดจากการใช้ปัจจัยภูมิหลังทางการศึกษาระดับปริญญาเอกจากต่างประเทศมาเป็นเครื่องชี้วัดความถูกต้องหรือน่าเชื่อถือ โดยมิได้คำนึงถึงเงื่อนไขแวดล้อมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอดีตมาร่วมพิจารณา

ตรงกันข้ามผู้วิพากษ์เห็นว่า ผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับโบราณวัตถุและศิลปวัตถุอันเป็นตัวแทนของอดีตในยุคเริ่มแรกแห่งวิวัฒนาการของวิชาโบราณคดี เป็นกลุ่มชนชั้นสูงที่ได้รับการศึกษาวิชาการแขนงต่างๆมาเป็นอย่างดีเท่าที่ระบบการศึกษาสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการจะเอื้ออำนวยให้ พวกเขามีวิถีชีวิต ค่านิยม ขนบธรรมเนียมและประเพณีที่ใกล้ชิดกับเรื่องราวความเป็นไปทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม วรรณคดี ฯลฯ ของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ(renaissance) อันเป็นยุคเริ่มต้นของการสนใจใฝ่รู้เรื่องราวและศิลปวิทยาการของโลกยุคคลาสสิคที่สูญหายไปในยุคกลาง พวกเขาจึงรู้จักซึมซาบลีลา ฝีมือ รสนิยม และเชิงช่างของปราชญ์สาขาต่างๆแห่งยุคร่วมสมัยจากการศึกษา วิเคราะห์ ตีความ จดจารบันทึก และถ่ายทอดเรื่องราวที่เกี่ยวกับงานศิลปะหรือโบราณวัตถุหรือมรดกทางอารยธรรมอื่นๆจากโลกยุคคลาสสิคเอาไว้อย่างถูกต้อง โดยที่ไม่จำเป็นต้องได้ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยบางแห่ง

ความเห็นของผู้วิพากษ์สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเจน แมคอินทอช(Jane McIntosh)ที่ระบุว่า “In all ages and all countries, people have been fascinated by their past”[30] ซึ่งตรงนี้แหละที่จะทำให้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มนุษย์รู้จักและมีโอกาสเรียนรู้ผลงานของปราชญ์สาขาต่างๆในอดีตอย่างมากมาย

สำนึกแห่งการเรียนรู้ของคนในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการจึงเป็นสิ่งที่ Charles E. Orser, Jr. เรียกว่า “ผู้รู้แห่งยุค(learned man of the time) ” ซึ่งมักจะ “สนใจเกี่ยวกับความเป็นมาของตน(wondered about their origins)”[31] ผู้วิพากษ์จึงเห็นว่า การทำงานของนักสะสมศิลปวัตถุในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เป็นสิ่งที่สมควรจะได้รับการยกย่องในฐานะที่เป็นนักโบราณคดียุคบุกเบิกเช่นเดียวกับการยกย่องแพทย์ นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ ฯลฯ ที่ได้รับการยกย่องชื่นชมเป็นอย่างสูงในช่วงเวลาเดียวกัน มากกว่าจะถูกทักท้วงว่าเป็นเพียงมือสมัครเล่นหรือพวกชอบอ้างตนเป็น “นักโบราณคดี” เท่านั้น

สิ่งที่มิอาจมองข้าม คือ ความหมายของ “archaeos” และ “logos” อันเป็นรากศัพท์ดั้งเดิมภาษาละตินของ “archaeology” นั้น มีความหมายไม่แตกต่างไปจากมโนทัศน์ของชาวบ้านทั่วไปอย่างนางสุมณี ศาตะโยธินที่มีต่อคำว่า “โบราณคดี”เลยแม้แต่น้อย

ในทัศนะของนักวิชาการชาวยุโรปเอง คำว่า “โบราณคดี” ก็ยังเป็นที่เข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากทัศนะของชาวอเมริกัน ซึ่งอธิบายว่าโบราณคดีเป็นเพียงสาขาเล็กๆของวิชา “มานุษยวิทยา” อีกทั้งผู้เขียนเองก็ยอมรับว่า “นิยามของโบราณคดีเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา”[32] ดังนั้น ผู้วิพากษ์จึงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้เขียนที่มุ่งจะกำหนดขอบเขตนิยามของคำว่า “โบราณคดี”ให้เป็นแบบเคร่งครัดตายตัว โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยวิวัฒนาการของบริบททางวัฒนธรรม เหตุนี้การที่จะมีผู้ให้ความหมายของคำว่า “โบราณคดี” แตกต่างออกไปจากนิยามของผู้เขียนบ้าง ก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดความแปรปรวนเสียหายต่อการศึกษาเรื่องราวในอดีตของมนุษยชาติแต่อย่างใด และที่สำคัญที่สุด คือ นิยามของโบราณคดีนั้น แท้ที่จริงแล้วอาจมิได้เปลี่ยนแปลงไปตาม “เวลา” ที่คนสมมติขึ้นมา หากแต่เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขการอธิบายของ “คน” “คำ” วัฒนธรรม และ “วิทยาการ”มากกว่าสิ่งอื่นใด

ปัญหาน่าห่วงมากกว่ากรณีข้างต้นอยู่ที่ประเด็นซึ่งผู้เขียนระบุว่า “…ภารกิจหลักของโบราณคดีไม่ว่าในยุคสมัยใด ก็คือการค้นหาหรือถอดรหัสความหมายจากวัตถุหรือสิ่งของโดยการใช้แนวคิด ทฤษฎี วิทยาการ เทคนิควิธีและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ…”[33]

กล่าวคือ จากหลักฐานที่ปรากฏนั้น “การถอดรหัส” ความหมายวัตถุสิ่งของโดยใช้ “แนวคิด ทฤษฎี วิทยาการ เทคนิควิธีและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ” หรือแม้แต่การประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วินมาใช้ในวิชาโบราณคดีนั้น เพิ่งจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในอเมริกาเหนือเมื่อไม่นานมานี้เอง[34] และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน โครงการต่างๆ ตามรอบปีงบประมาณด้านการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของส่วนราชการไทยบางแห่ง แทบจะไม่พบการใช้ทฤษฎีมาเป็นเครื่องมือในการ “ถอดรหัสอดีต” ดังกล่าวเลยก็ว่าได้

๓.๒ การใช้คำสำคัญ(Key words)
เซอร์ ฟรานซิส เบคอน(Sir Francis Bacon ค.ศ.๑๕๖๑–๑๖๒๖) นักปรัชญาชาวอังกฤษกล่าวว่า “ความรู้ คือ อำนาจ(Knowledge is power) ”[35] ดังนั้น นักวิชาการทุกสาขาวิชาชีพจึงเปรียบเสมือนผู้มีอำนาจชี้นำสังคมตามศาสตร์ของตน และจากผลงานทางวิชาการจำนวนมากของผู้เขียน จึงอาจยอมรับได้โดยดุษณีว่า ผู้เขียนเป็นผู้มีอำนาจคนหนึ่งซึ่งมีความรู้และความสามารถในการสื่อสารถ่ายทอดความรู้ ความคิดและความเห็นทางวิชาการแบบอย่างลึกซึ้ง สอดคล้องกับคำกล่าวของศาสตราจารย์ ดร. เสมอชัย พูลสุวรรณในคำนิยมของหนังสือโบราณคดี: แนวคิดและทฤษฎี ที่ว่า “..หนังสือเล่มนี้ได้แนะนำส่วนที่ควรทราบไว้ได้ครอบคลุมดีแล้ว และด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจค่อนข้างง่าย…” [36]

ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้วิพากษ์เห็นว่า ในบางโอกาสการใช้คำสำคัญ(key word)บางคำของผู้เขียน แม้จะสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของคำนั้นได้ ทว่าภาษาไทยแม้จะเป็นภาษาสัญลักษณ์ที่มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความก้าวหน้าของวิทยาการ แต่ก็เป็นภาษาที่มีอัตลักษณ์ จารีตและขนบการใช้ที่ควรยึดถือร่วมกันระดับหนึ่ง อาจเทียบได้กับจารีตในการทำวิจัยของชุมชนนักวิชาการ อาทิ แบบแผนการอ้างอิงหลักฐานเอกสารและตำรา เป็นต้น

ผู้วิพากษ์จะพยายามเสนอความคิดเห็นต่อข้อมูลบางอย่างอันอาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการใช้คำสำคัญบางคำในหนังสือ “โบราณคดี: แนวคิดและทฤษฎี” ตามลำดับนอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ดังนี้

-บทที่๑ บทนำ
คำสำคัญคำแรกที่ผู้วิพากษ์ชอบใจในหนังสือเล่มนี้คือคำว่า “ยุคแสงสว่างทางปัญญา” ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Enlightenment Era” นักวิชาการสาขาประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งเคยเรียกกันมานานว่า “ยุคแห่งภูมิธรรม” เพราะจัดเป็นยุคเริ่มต้นของโลกสมัยใหม่ในปัจจุบัน นักวิชาการสมัยใหม่บางท่านก็เรียกว่ายุคแสงสว่างหรือยุคแสงสว่างทางปัญญา

ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์กล่าวว่า หากจะเรียกให้ตรงตัวจริงๆก็น่าจะเรียกว่า “ยุคส่องแสง” ไปเลย หากใช้จริงๆคำดังกล่าวก็คงจะสื่อความหมายได้น้อยกว่าคำเดิม(ยุคภูมิธรรมหรือยุคแสงสว่างทางปัญญา) ประเด็นก็คือ การที่ผู้เขียนมีความโน้มเอียงในการเลือกใช้ชื่อยุค “Enlightenment” ว่า “ยุคแสงสว่างทางปัญญา” แทนที่จะเรียกว่า “ยุคภูมิธรรม” อาจเป็นเพราะชื่อยุคดังกล่าวตรงกับชื่อของผู้เขียนก็ได้

การใช้คำสำคัญบางคำของผู้เขียนบางครั้งก็“รวบรัดตัดความ” คล้ายลักษณะนิสัยบางอย่าง จนอาจกลายเป็นจุดอ่อนของหนังสือ อาทิ ในการอธิบายคำว่า “ประวัติวัฒนธรรม” ผู้เขียนระบุว่า “…แต่ละสมัยมีลักษณะทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน กล่าวโดยสรุปก็คือ ประวัติวัฒนธรรมจะถูกสร้างขึ้นมาโดยการนำลำดับทางวัฒนธรรม(sequence)จากแหล่งโบราณคดีในพื้นที่เล็กๆหลายแห่งมารวมกันให้เห็นภาพรวมระดับภูมิภาคหรือใหญ่กว่านั้นก็ได้…”[37]

ประเด็น คือ การใช้คำสำคัญว่า “ลำดับทางวัฒนธรรม” ผู้เขียนวงเล็บเพียงคำว่า“sequence” เท่านั้น โดยอาจมีเจตนาละคำว่า “culture”เอาไว้ในฐานที่เข้าใจ ทั้งๆที่เมื่อคำนึงถึงการใช้ “คำ” ไม่ให้มีลักษณะแบบ “ผิดๆถูกๆ”อย่างคำว่า “โบราณคดี”ที่ผู้เขียนเคยท้วงติงเองนั้น โดยสาระที่แท้จริงคำว่า “sequence”เป็นคำนามที่มีความหมายว่า “แห่งการลำดับชั้น, การต่อท้าย, ลำดับชุดของสิ่งของ ความคิดหรือเหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นตามลำดับของสิ่งอื่นหรือเหตุการณ์อื่น” ด้วยเหตุนี้หากประสงค์จะกล่าวถึงลำดับทางวัฒนธรรมแล้ว ก็ควรจะใช้ว่า “culture sequence” หรือ “cultural sequence” ให้ชัดเจน “ถูกต้องรัดกุม”

อย่างไรก็ดี เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เขียน กรณีดังกล่าวอาจเป็นข้อผิดพลาดเชิงการเรียงพิมพ์ เนื่องจากในกรณีที่ใกล้เคียงกันนี้ ปรากฏว่าในหน้า ๕๙และ หน้า ๖๖ ก็มีคำว่า“ลำดับสมัยวัฒนธรรม(cultural sequence)” อยู่ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้เมื่อแรกเห็นคำว่า “artifacts” ในหน้า ๕ ผู้วิพากษ์ก็มิได้ติดอกติดใจกับคำแปลดังกล่าวที่ว่า “โบราณวัตถุ” เพราะถือว่าพอรับได้ ทั้งๆที่ในใจอยากจะเห็นคำแปล “artifacts”ว่า “หลักฐานโบราณคดี” มากกว่า แต่เมื่อพบวลีว่า “artifacts never lie” ในหน้า ๙ และผู้เขียนแปลวลีดังกล่าวว่า “โบราณวัตถุไม่เคยโกหก” ยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้วิพากษ์ไม่คล้อยตามไปด้วยกับการแปลวลีข้างต้น แต่หากแปลว่า “หลักฐานโบราณคดีไม่เคยโกหก หรือ หลักฐานโบราณคดีไม่มีลวง” น่าจะทำให้วลีข้างต้นนี้มีความสละสลวยมากกว่าเป็นไหนๆ

ผู้เขียนกล่าวว่า “วัฒนธรรมมีลักษณะพลวัติไม่หยุดนิ่ง (dynamic)”[38] คำว่า “dynamic”แปลว่า “พลังที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว” อันมีความหมายตรงกับคำว่า “พลวัติ” อยู่แล้ว ประโยคดังกล่าวจึงเป็นการใช้คำแบบซ้อนความโดยไม่จำเป็น

ในการอธิบายความหมายของโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์(Prehistoric Archaeology) ผู้เขียนกล่าวถึงสาขาย่อยของวิชามานุษยวิทยาวิชาหนึ่ง คือ วิชา palaeoanthropology และอธิบายว่าเป็นวิชาที่ “ศึกษาวิวัฒนาการมนุษย์ ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ซากบรรพชีวินเกี่ยวกับบรรพบุรุษของมนุษย์ เพื่อทำความเข้าใจกำเนิดและวิวัฒนาการทางกายภาพ และพฤติกรรมของมนุษย์เป็นหลัก”[39] น่าเสียดายที่ผู้เขียนมิได้แปลชื่อวิชานี้ ทั้งๆที่สามารถแปลได้อย่างเหมาะสมว่า “วิชาโบราณมานุษยวิทยา” ซึ่งอาจเทียบได้กับคำว่า “archaeometallurgy” ซึ่งผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยอย่างงดงามว่า “โบราณโลหะวิทยา”[40]

เมื่อเห็นคำว่า “โบราณคดีเชิงชาติพันธุ์ “ ในหน้า๑๑ ผู้วิพากษ์อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำเดียวกันนี้ที่เคยมีผู้แปลไว้อย่างเหมาะสมมาก่อนนานแล้วว่า “ชาติพันุธ์โบราณคดี” หรือ“ชาติพันธุวิทยาโบราณคดี” ซึ่งมีความหมายเดียวกัน

ผู้เขียนกล่าวถึงการตั้งบริษัทเอกชน(contract company)เข้ามาทำงานทางด้านโบราณคดี [41] อันที่จริงผู้เขียนน่าจะใช้เรียกคำดังกล่าวว่า “บริษัทรับเหมาเอกชน”ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่กลับยังเรียกคำๆนี้ทับศัพท์ ทั้งๆที่ในบริบทของชุมชนโบราณคดีไทยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้วเกือบสองทศวรรษตั้งแต่ยุคที่นายนิคม มูสิกะคามะ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองโบราณคดี

-บทที่๒ ทฤษฎีทางโบราณคดี
ผู้เขียนอธิบายความหมายของ“theory”แบบกว้างๆตามนิยามของวิลเลียม ดี.ลีป (William D. Lipe)ว่าหมายถึง ความคิด(ideas)หรือมโนทัศน์(concepts)ที่ช่วยให้มนุษย์มองโลกอย่างเข้าใจและมีเหตุผล[42] ซึ่งค่อนข้างสั้นและคลุมเครือ และเป็นที่น่าเสียดายว่าข้อความดังกล่าวนี้ ดูผิวเผินแล้วมีลักษณะราวกับจะอ้างมาจากสมุดจดคำบรรยาย “เอกสารส่วนตัว” เมื่อลงทะเบียนเรียนวิชามานุษยวิทยาเบื้องต้น “Introductory Lecture Notes, Anthropology 4302 530” เมื่อปีค.ศ.๑๙๙๙ โดยการขออนุญาตเป็นการส่วนตัว ทั้งนี้ผู้เขียนอ้างอิงเนื้อหาจากเอกสารนี้อย่างน้อย ๓ ครั้งด้วยกัน [43] ซึ่งข้อสังเกตนี้อาจจะไม่จริงก็ได้

เหตุที่ต้องวิพากษ์ประเด็นนี้ก็คือ ในระดับมืออาชีพแล้ว การอ้างอิงเอกสารที่ยังไม่ตีพิมพ์เป็นสิ่งไม่ควรปฏิบัติ เนื่องจากผู้อ่านไม่สามารถจะติดตามอ่านหรือตรวจสอบในภายหลังได้หากเกิดข้อสงสัยที่อาจจะตามมา

นอกจากนี้ การอธิบายนิยาม “ทฤษฎี” ของวิลเลียม ดี.ลีป ยังมิอาจเทียบได้กับคำอธิบายนิยามของ “theory” ใน Edictionary.com ซึ่งประกอบด้วยนิยามที่ชัดเจนและกระชับถึง ๗ ความหมาย เช่น “ทฤษฎี” หมายถึง กลุ่มของถ้อยคำ(statement)หรือ หลักการ(principles)ที่สามารถนำมาใช้ในการอธิบายความจริงหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะความจริงหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า หรือได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและสามารถนำไปใช้ในการทำนายเกี่ยวกับความจริงหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ ฯลฯ [44]

แต่ครั้นผู้เขียนอ้างความเห็นของแม็กกีและวอร์มเกี่ยวกับความหมายของทฤษฎีเพิ่มเติมว่า ทฤษฎีเป็นเครื่องมือช่วยสร้างความหมายแก่ข้อมูลหรืออย่างน้อยก็เป็นกรอบแนวคิดว่าควรจะเก็บข้อมูลประเภทใดและอย่างไร[45] และอธิบายเพิ่มเติมว่า ในวิชาโบราณคดีทฤษฎีมีความสำคัญในฐานะที่เป็น “ข้อความเสนอ(prepositions)” หรือ “หลักการ(principles)บางอย่าง” ซึ่งยังไม่ถูกทดสอบหรือพิสูจน์ หรือสามารถทดสอบได้ด้วยกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์[46] คำอธิบายในบริบทนี้จึงเข้าใจได้มากกว่าการอ้างนิยาม “ทฤษฎี” ตามทัศนะของวิลเลียม ดี. ลีป ดังกล่าวไปแล้วข้างต้น

สำหรับผู้วิพากษ์แล้ว ค่อนข้างจะพึงพอใจต่อนิยามและคุณค่าของในทัศนะของ เฮกมอน ที่เสนอว่า ทฤษฎีเป็นกรอบความคิดหลักที่ช่วยให้นักวิจัยหรือคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นเข้าใจเรื่องราวเฉพาะกรณีหรือเรื่องต่างๆรอบตัว เมื่อเผชิญกับแรงกระตุ้นแบบไม่สิ้นสุดและมีข้อมูลเพียงเล็กน้อย ทฤษฎีก็สามารถจะช่วยให้มุ่งความสนใจไปที่ข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจปฏิสัมพันธ์และทำให้สามารถแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นความรู้ได้

นอกจากนี้ทฤษฎียังเป็นเครื่องมือบ่งชี้ ประทับตราและอธิบายเรื่องราวของสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดี ทฤษฎีจึงมีฐานะเป็นกรอบที่ต้องปฏิบัติตามเช่นเดียวกับภาษา วัฒนธรรมและสิ่งต่างๆทั้งหลายที่มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้เป็นหน้าต่างเปิดสู่โลก เฮกมอนแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า การที่จะเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้อย่างชัดเจนอาจทำให้ละเลยสิ่งอื่นๆและมิได้มองโลกอย่างที่ควรเป็น แต่กลับมองตามกรอบโครงความคิดที่สอดคล้องกับทฤษฎีของตน[47]

คำว่า “งานที่เป็นการทดลอง”[48] วงเล็บในภาษาอังกฤษว่า “experimental archaeology” เป็นศัพท์อีกคำหนึ่งที่อาจบ่งชี้ให้เห็นอุปนิสัยแบบ“รัวและรวบ”ของผู้เขียน ซึ่งเป็นคนคิดไว พูดไว อันที่จริงผู้เขียนควรจะแปลศัพท์วลีนี้ให้ชัดเจนไปเลยก็ได้ว่า “งานโบราณคดีที่เป็นการทดลอง”

เมื่อกล่าวถึง “theoretical orientation” ผู้เขียนระบุว่าเป็น “แนวทางทฤษฎี”[49] โดยมิได้รักษาความหมายดั้งเดิมในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง “การสร้างความเข้าใจอย่างแจ่มชัดทางด้านทฤษฎี”

เมื่อผู้เขียนกล่าวถึงนักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งซึ่งให้ความสนใจกับความคิด ระบบสัญลักษณ์และโครงสร้างทางจิตใจของมนุษย์ในฐานะที่เป็นแรงผลักดันสำคัญเบื้องหลังพฤติกรรมมนุษย์ ผู้เขียนเรียกนักโบราณคดีกลุ่มนี้ว่า “นักศึกษาความคิด(Ideationist)” ซึ่งเชื่อว่า ความเข้าใจวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่ามนุษย์คิดอะไร จึงต้องพยายาม “ถอดรหัสมโนทัศน์(cognitive code)ของเขาให้ได้”[50] ในทางปรัชญาแล้วคำว่า “cognitive code” น่าจะเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงกระบวนการบูรณาการทางความคิดของมนุษย์ตั้งแต่ความระมัดระวัง ความคิด ความรู้ การเรียนรู้ไปจนถึงการตัดสินใจ ซึ่งโดยภาพรวมแล้วหมายถึงการสำนึกรู้(cognition) ซึ่งจะลึกซึ้งมากกว่าการอธิบายเพียงว่าเป็นการ “ถอดรหัสมโนทัศน์” ซึ่งน่าจะตรงกับภาษาอังกฤษว่า “conception code”

การวงเล็บภาษาอังกฤษมากมายในหนังสือเล่มนี้ มีคุณค่าในแง่การเปิดโลกทางภาษาแก่ผู้อ่าน แม้บางคำ อาทิ “guess(การเดา การทำนาย)” อาจจะถูกมองว่า ไม่เห็นน่าจะต้องพิมพ์ใส่ในวงเล็บ แต่เมื่ออยู่คู่กับคำว่า ‘speculation(การคาดเดา การพยากรณ์อย่างมีหลักการ)” กลับทำให้บริบททางความคิดที่นำเสนอมีความน่าสนใจขึ้นมา[51]

-บทที่๓ ประวัติวิชาโบราณคดีโดยสังเขป
การค้นคว้าเกี่ยวกับความเป็นมาของมนุษย์ในโลกใหม่ เริ่มต้นเมื่อคนผิวขาวเดินทางไปพบคนพื้นเมืองซึ่งมีหน้าตาแตกต่างไปจากตน จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า “Who are the Indians?” [52] ประโยคคำถามนี้ผู้เขียนแปลแบบเก็บความเช่นเดิมว่า “คนพวกนี้เป็นใคร” โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า “คนพวกนี้” คือ “ชาวอินเดียน” การแปลลักษณะนี้จะปรากฏบ่อยมาก แม้เมื่อ กล่าวถึงนักวิชาการทั้งหลายแบบ “armchair scholars” ผู้เขียนก็ยังอดมิได้ที่จะเรียกแบบเสียดว่าเป็นพวก “นั่งในห้องแล้วนึกเอาเอง”[53] ซึ่งเห็นได้ชัดว่า คำว่า”pseudoarchaeology” ก็ดี คำว่า“armchair scholars”ก็ดี ล้วนเป็นคำพูดที่มาจาก “ขี้ปากฝรั่ง”แท้ๆ และหากจะมองด้วยความเป็นธรรมแล้ว การทำงานวิจัยทางวิชาการมีทั้งแบบ “documentary research” และ “field research” ซึ่งผู้วิพากษ์ก็นับถือกระบวนการทำงานทั้งสองพวกอย่างไม่น้อยหน้ากว่ากันสักเท่าใด จึงขอเรียกกลุ่ม armchair scholars” ว่าเป็นพวกนักวิจัยเชิงเอกสารมากกว่าจะชี้หน้าว่า “เป็นพวกนั่งเทียน” และในอดีตพวก “armchair scholars” ก็เคยสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นในการอธิบายเรื่องราวทางโบราณคดีมาเป็นระยะๆ

ผู้วิพากษ์อดจะคิดอย่างสนุกๆไม่ได้ว่า การเรียกชื่อสกุลของ“Frederic W. Putnam”นักโบราณคดีชาวอเมริกันคนหนึ่งในยุคบุกเบิกว่า “พุทนัม”[54]ของผู้เขียน ฟังกี่ครั้งๆก็มีสำเนียงคล้ายชื่อของชาวศรีลังกามากกว่าจะเป็นชื่อของชาวอเมริกัน

-บทที่๔ โบราณคดีตามแนวคิดทฤษฎีประวัติวัฒนธรรม

เมื่อผู้เขียนกล่าวถึงวิธีการศึกษาการแพร่กระจาย(diffusion approach) ซึ่งเป็นทฤษฎีทางมานุษยวิทยาอีกสำนักคิดหนึ่ง มีนักวิชาการเด่นๆ ได้แก่ ฟรีดิช ราทเซล(Friedrich Ratzele) และฟรานซ์ โบแอส(Franz Boas) นักวิชาการกลุ่มนี้ไม่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน พวกเขาพยายามค้นหา“cultural traits”หรือที่ผู้เขียนเรียกในภาษาไทยว่า “รูปแบบของลักษณะบางอย่างของวัฒนธรรม” ซึ่งอาจสืบทอดมาถึงกลุ่มชนรุ่นหลังตามแนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการ แต่ไม่พบ พวกเขาเชื่อว่าวัฒนธรรมแต่ละวัฒนธรรมมีลักษณะเฉพาะ และวัฒนธรรมหลักๆมีจุดเริ่มต้นที่ใดที่หนึ่งแล้วแพร่กระจายไปยังที่อื่น โดยจะผ่านการอพยพเคลื่อนย้ายของประชากร หรือผ่านการแพร่กระจายทางความคิดก็ได้[55] ผู้วิพากษ์เห็นว่า “cultural traits” น่าจะแปลให้กระชับว่า“ลักษณะทางวัฒนธรรม” มากกว่า

การรักษาความหมายของคำสำคัญเป็นหน้าที่ของนักวิชาการ เมื่อผู้เขียนกล่าวว่า “วัฒนธรรมนั้นมีความต่อเนื่องจากอดีตจนปัจจุบัน” แล้ววงเล็บต่อท้ายว่า (cultural continuity) [56] ทั้งนี้หากไม่คิดมากก็จะไม่ติดใจอะไร แต่ผู้วิพากษ์อดจะรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้เมื่อเห็นว่า ผู้เขียนแปลความหมายแบบขยายความเกินคำ

การวิพากษ์ประเด็นเรื่องการใช้คำสำคัญ(key words)ในบทที่๕ ทฤษฎีหน้าที่นิยมในวิชาโบราณคดี บทที่๖ ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมในวิชาโบราณคดี บทที่๗ โบราณคดีใหม่ บทที่๘ ทฤษฎีระดับกลางในงานโบราณคดี บทที่๙ โบราณคดีหลังกระบวนการ บทที่๑๐ เพศสถานะกับโบราณคดี และบทที่๑๑ ทฤษฎีผู้กระทำในวิชาโบราณคดีนั้น ผู้เขียนจะขอไม่กล่าวถึงอีก เพราะคงจะมีลักษณะไม่แตกต่างจากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่าใดนัก

-บทที่๑๒ บทสรุป
ในบทสรุปนี้ผู้วิพากษ์จะไม่กล่าวถึงการใช้คำสำคัญ หากแต่จะชี้ว่าสำหรับมือสมัครเล่นแล้วการเขียนบทสรุปเปรียบเสมือนยาขมหม้อใหญ่ที่จำต้องฝืนกินเพื่อรักษาโรค และจะไม่กินก็ไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้วิพากษ์เห็นว่า บทสรุปที่ดีจะต้องมีการลำดับเนื้อความทั้งหมด พร้อมด้วยข้อเสนอแนะต่อเรื่องนั้นๆให้จบภายใน ๓–๑๐ หน้าเป็นอย่างน้อยตามความเหมาะสม เพื่อทบทวนประเด็นสำคัญและจุดประกายความคิดแก่ผู้อ่าน

ในบทสรุปของหนังสือเรื่อง “โบราณคดี: แนวคิดและทฤษฎี”นี้ ผู้เขียนอ้างความเห็นของนักวิชาการชาวตะวันตกบางคน เช่น Brian M. Fagan, Green and Doershuk, Newmann and Sanford etc. มาเป็นข้อตอกย้ำทางแนวคิด อาทิ อ้างความเห็นของ Brian M. Fagan ตอนหนึ่งว่า ความหลากหลายของทฤษฎีอาจเกิดจากความแตกต่างของวิธีคิดและความพยายามในการพิสูจน์แนวคิดใหม่ๆ และการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อภาพสังคมและวัฒนธรรมในอดีตให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยยังคงรักษาวัตถุประสงค์หลักคือ ๔ ประการ ได้แก่ การศึกษาและอธิบายหลักฐานโบราณคดีทั้งในด้านเวลาและสถานที่ การสร้างภาพชีวิตของมนุษย์ในอดีต การศึกษากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และการเข้าใจร่องรอยที่เปรียบเสมือนบันทึกทางโบราณคดีหรือความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของมนุษย์กับวัฒนธรรมทางวัตถุ[57]

แนวคิดของนักวิชาการดังกล่าวที่ยกมาเป็นคำอธิบายที่น่าสนใจ แต่บทสรุปควรจะเป็นพื้นที่ ซึ่งผู้เขียนต้องสรุปด้วยตนเองมากกว่า ประเด็นที่ต้องการจะชี้ให้เห็นก็คือ แม้ข้อความที่ยกมาอ้างอิงจะเลิศลอยเพียงใดก็ตาม แต่เมื่ออยู่ในบทสรุปแล้ว ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องอ้างแหล่งที่มาเลยแม้แต่น้อย เพราะกระบวนการอ้างอิงควรจะจบลงอย่างสิ้นเชิงแล้วก่อนที่ผู้เขียนจะ “จั่ว” หัวเรื่องว่าเป็น “บทสรุป”

๓.๓ การถ่ายทอดแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีเปรียบเทียบกับบทความของมิเชลล์ เฮกมอน
หนังสือเล่มนี้เป็นกระแสทางวิชาการโบราณคดีที่น่าท้าทายชิ้นหนึ่ง และมิอาจปฏิเสธจุดแข็งในเนื้อหาที่ผู้เขียนลำดับให้เห็นเกี่ยวกับทฤษฎีทางโบราณคดีอย่างเป็นกระบวนการได้ กล่าวคือ ภายใต้การอ้างอิงงานเขียนของโจน อาร์.แมคกีและริชาร์ด แอล. วอร์มส์(Jon R. McGee and Richard L. Warms)และนักวิชาการบางท่าน ผู้เขียนจำแนกทฤษฎีทางโบราณคดีออกเป็น ๓ ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ ระดับกลางและระดับสูง ทฤษฎีระดับต่ำ(low - level theory) หมายถึง การตั้งข้อสังเกตที่ได้จากการทำงานโดยตรงในภาคสนาม ทฤษฎีระดับกลาง (middle – level theory) หมายถึง การเชื่อมโยงสมมติฐานเฉพาะเรื่องเข้ากับทฤษฎี หรือการอธิบายกฎ(แนวคิด)ทั่วไปเกี่ยวกับระบบสังคมวัฒนธรรมของมนุษย์เข้ากับหลักฐานทางโบราณคดี หรือการพยายามเชื่อมโยงข้อมูลจากทฤษฎีระดับล่างเข้ากับสมมติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีต .และทฤษฎีระดับสูง (high – level theory) หรือทฤษฎีทั่วไป(general theory) หมายถึง การเสนอกรอบแนวความคิด(framwork) ที่เป็นแนวทางในการอธิบายสังคมมนุษย์โดยรวม อาทิ การปรับตัวของมนุษย์ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมหรือด้านชีววิทยา.[58]

ผู้เขียนชี้ว่า ทฤษฎีทางโบราณคดีอาจศึกษาได้หลายแง่มุม แต่ก็เว้นที่จะกล่าวถึงคำว่า “epistimological framework” เมื่อระบุว่า “หนังสือเล่มนี้จะมองแนวคิดทฤษฎีทางโบราณคดีหลายแง่มุม ตั้งแต่ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ทฤษฎีในกรอบของการค้นหาหรืออธิบายสิ่งที่เรารู้ (ว่าเรารู้ได้อย่างไร) (epistimological framework) และการวิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎี”[59]

คำว่า“epistimological framework”หรือ “กรอบคิดหรือขอบเขตทางด้านญาณวิทยา” นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางมาแล้วไม่น้อยกว่านับสิบปี[60] น่าเสียดายที่ผู้เขียนมิได้กล่าวถึงให้ชัดเจนกว่านี้

ผู้เขียนอธิบายถึงทฤษฎีสำคัญๆทางโบราณคดีจำนวน ๘ ทฤษฎีเป็นอย่างน้อย ได้แก่ ทฤษฎีประวัติวัฒนธรรม ทฤษฎีหน้าที่นิยมในวิชาโบราณคดี ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม โบราณคดีใหม่ ทฤษฎีระดับกลางในงานโบราณคดี ทฤษฎีโบราณคดีหลังกระบวนการ เพศสถานะกับโบราณคดี[61] การวิพากษ์การถ่ายทอดแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีของผู้เขียนในส่วนนี้ ผู้วิพากษ์ขอนำประเด็นจากบทความของมิเชลล์ เฮกมอน (Michelle Hegmon)นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The American Antiquity เมื่อ ค.ศ.๒๐๐๓ มาเป็นเครื่องมือ

มิเชลล์ เฮกมอนชี้ว่า ทฤษฎีทางโบราณคดีของอเมริกาเหนือ มีลักษณะมุ่งสร้างความชัดเจนของประเด็นคำถามต่างๆทางการวิจัย มากกว่าจะชี้ชัดหรือถกเถียงเกี่ยวกับฐานะตัวตน(position)ของทฤษฎี เธอไม่ปฏิเสธว่าทฤษฎีบางอย่างก็มีแนวคิดชัดเจน เช่น ทฤษฎีนิเวศวิทยาวิวัฒนาการ(Evolutionary Ecology) ทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรม(Behavioral Archaeology)และทฤษฎีโบราณคดีวิวัฒนาการสำนักดาร์วิน (Darwinian Archaeology) ซึ่งนักโบราณคดีส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือเรียกทฤษฎีเหล่านี้ว่า“กลุ่มแนวคิดแบบ processual - plus” [62] นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีเพศสภาวะ(Gender) ทฤษฎีผู้กระทำ(Agency/ practice) ทฤษฎีสัญลักษณ์และความหมาย(Symbols and meaning) ทฤษฎีวัฒนธรรมทางวัตถุ(Material culture) และทฤษฎีที่มุ่งศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของชาวพื้นเมือง(Native perspectives)ด้วย

เปรียบเทียบการอธิบายแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีของผู้เขียนและเฮกมอน

ผู้เขียน(พ.ย.๒๕๔๗)
๑.ทฤษฎีประวัติวัฒนธรรม
๒.ทฤษฎีหน้าที่นิยมในวิชาโบราณคดี
๓.ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม
๔.โบราณคดีใหม่
๕.ทฤษฎีระดับกลางในงานโบราณคดี
๖.ทฤษฎีโบราณคดีหลังกระบวนการ
๗.เพศสถานะกับโบราณคดี
๘.ทฤษฎีผู้กระทำในวิชาโบราณคดี
๙………………………………………….

Michelle Hegmon(2003)
๑.ทฤษฎีนิเวศวิทยาวิวัฒนาการ(Evolutionary Ecology)
๒.ทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรม(Behavioral Archaeology)
๓.ทฤษฎีโบราณคดีวิวัฒนาการสำนักดาร์วิน (Darwinian Archaeology)
๔.ทฤษฎีสัญลักษณ์และความหมาย(Symbols and meaning)
๕.ทฤษฎีวัฒนธรรมทางวัตถุ(Material culture)
๖.ทฤษฎีที่มุ่งศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของชาวพื้นเมือง(Native perspectives)
๗.ทฤษฎีเพศสภาวะ(Gender)
๘.ทฤษฎีผู้กระทำ(Agency/ practice)
๙.ทฤษฎีกระบวนการพิเศษ(processual plus)
ขณะที่เฮกมอนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความชัดเจนของประเด็นคำถามต่างๆทางการวิจัยมากกว่าจะชี้ชัดหรือถกเถียงเกี่ยวกับฐานะตัวตน(position)ของทฤษฎี แต่ผู้วิพากษ์มีวัตถุประสงค์ในระดับที่ต่ำกว่า คือ เพื่อชี้ให้เห็นแนวโน้มอันอาจจะเกิดขึ้นจากการทำความเข้าใจกับเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปดังนี้

ทฤษฎีประวัติวัฒนธรรม
เฮกมอนมิได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับประวัติวัฒนธรรม แต่ก่อนจะกล่าวถึงแนวคิดนี้ ผู้วิพากษ์มีข้อสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า เหตุใดผู้เขียนจึงแปลคำ“culture history” ว่า “ประวัติวัฒนธรรม” [63] ทั้งๆที่มีคำว่า “ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม”ใช้ทั่วไปแล้ว

เหตุที่ตั้งข้อสังเกตเช่นนั้นก็เพราะผู้วิพากษ์เห็นว่า นักวิชาการทุกสาขาวิชาชีพต่างก็มี “อัตตะ-ego” ลึกเร้นแฝงอยู่ในความรู้สึกอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ในทัศนะของผู้วิพากษ์อัตตะมิเพียงไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ มิหนำซ้ำยังทำให้นักวิชาการมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในวิชาชีพหรือ “field”ทางวิชาการของตนอีกด้วย ซึ่งถือเป็น “อัตตะ” ฝ่ายดี แต่“อัตตะ”อีกส่วนหนึ่ง เป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำที่มีกิเลสหรือโมหะแห่งความลุ่มหลงในวิชาชีพปนเปื้อนยากจะสลัดให้หลุดพ้น ซึ่งมนุษย์ก็มีกันอยู่ถ้วนทั่วทุกตัวคน

มิเชล เฮกมอน (Michelle Hegmon) ได้ตีแผ่ให้เห็น “ego” ของนักโบราณคดีอย่างตรงไปตรงมา[64] ผู้วิพากษ์เห็นว่าเธอคงไม่รอฟังถ้อยแถลงออกตัวของนักวิชาการคนใดในทำนองว่า “ข้าพเจ้าเป็นนักวิชาการที่เปิดกว้างทางความคิดมากที่สุด” หรือ “ข้าพเจ้าพร้อมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นทุกเรื่อง” หรือ “ข้าพเจ้าไม่มีอัตตะ” เป็นต้น

ในทัศนะของผู้วิพากษ์ หาก “social history” แปลว่า “ประวัติศาสตร์สังคม”แล้ว คำว่า “culture history” ก็มิควรจะแปลเป็นอื่นได้นอกจากคำว่า “ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม” และการที่ผู้เขียนแปลคำดังกล่าวว่า “ประวัติวัฒนธรรม” จึงดูราวกับว่า มิได้ใส่ใจต่อความภาคภูมิใจในวิชาชีพของนักวิชาการสาขาอื่น

นอกจากนี้หลักการของวิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือ การเน้นศึกษาวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ ข้อสังเกตประการต่อมา คือ การใช้คำว่า “culture history” ในการศึกษาวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์นั้นจะมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด เนื่องจากการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์มีขอบเขตชัดเจนว่า เป็นการศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ในสมัยที่มีตัวอักษรใช้แล้ว การนำคำว่า “culture history” มาใช้ในบริบทของการศึกษาเรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์จึงเป็นคำถามที่พึงใคร่ครวญ ในกรณีนี้ผู้วิพากษ์นึกถึงคำว่า “prehistoric culture” ซึ่งอาจถูกนำมาใช้แทนได้อย่างความเหมาะสม

ผู้เขียนระบุว่าประวัติวัฒนธรรม(culture history) “ดูเหมือนจะเป็นแนวทางศึกษา (approach)หรือวิธีการทำงานโบราณคดีมากกว่าจะเป็นทฤษฎี” โดยเน้นที่การสร้างหรือจัดลำดับวัฒนธรรมของมนุษย์ตามเวลาหรือความเก่าแก่ แนวคิดหรือกระบวนทัศน์เกี่ยวกับประวัติวัฒนธรรมมีมานานพอๆกับประวัติวิชาโบราณคดี และนักโบราณคดีหลายคนกล่าวว่าประวัติวัฒนธรรมเป็นกระบวนทัศน์หลักแรกสุดของวิชาโบราณคดี[65]

การนำเสนอของผู้เขียนมีข้อขัดแย้งอยู่ในตัวเองจากความพยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงความชัดเจนของวิธีคิดนี้ กล่าวคือ จากย่อหน้าข้างต้นผู้เขียนระบุว่า “แนวคิดหรือกระบวนทัศน์เกี่ยวกับประวัติวัฒนธรรมมีมานานพอๆกับประวัติวิชาโบราณคดีและนักโบราณคดีหลายคนกล่าวว่าประวัติวัฒนธรรมเป็นกระบวนทัศน์หลักแรกสุดของวิชาโบราณคดี”[66] ในย่อหน้าต่อมาได้ขยายความว่า “ประวัติวัฒนธรรมเป็นกระบวนทัศน์ที่ก่อตัวและเป็นที่สนใจในหมู่นักโบราณคดีในราวสองทศวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่๒๐และเสื่อมความนิยมในราวทศวรรษที่๑๙๖๐“[67]

หากคำกล่าวนำของผู้เขียนยุติลงเพียงแค่นั้น ก็จะไม่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงใดๆ แต่เมื่อผู้เขียนกล่าวเสริมว่า “ …แต่ผู้เขียนเห็นว่าแนวคิดเกี่ยวกับประวัติวัฒนธรรมมีความเป็นมาเก่าแก่กว่านั้น อย่างน้อยก็ตั้งแต่ประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สันขุดเนินดินในเขตที่ดินของเขาในปี๑๗๘๔..”[68]

ผู้วิพากษ์เห็นว่าเจฟเฟอร์สันเพียงแต่ “รายงาน(บันทึก)” ให้เห็นถึงลักษณะการทับถมของชั้นดินเท่านั้น มิได้ลำดับให้เห็นแนวคิดเกี่ยวกับการเน้นหรือสร้างกระบวนทัศน์เพื่อจัดลำดับวัฒนธรรมของมนุษย์ตามเวลาหรือความเก่าแก่แต่อย่างใด การที่ผู้เขียนระบุว่า การขุดค้นของเจฟเฟอร์สันเป็นการขุดค้นตามชั้นดินครั้งแรกในโลกใหม่นั้น น่าจะเป็นเกียรติยศสูงสุดเพียงพออยู่แล้ว ส่วนการจัดลำดับยุคสมัยทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก ได้แก่ ยุคหิน ยุคสำริดและยุคเหล็กเมื่อประมาณค.ศ.๑๘๑๖ ควรจะเป็นการริเริ่มอย่างแท้จริงของคริสเตียน ทอมเซน ทั้งนี้ผู้เขียนเองก็ระบุอยู่แล้วว่า การกล่าวถึงการลำดับในบันทึกของเจฟเฟอร์สันไม่ค่อยจะชัดเจนนัก[69]

ผู้เขียนกล่าวถึงวิธีการศึกษาแบบประวัติวัฒนธรรม ๔ ประการ ตั้งแต่หน้า๖๒ถึงหน้า๘๑ ได้แก่ การศึกษาการแพร่กระจาย(diffusionism approach) การสืบย้อนประวัติสายตรง(direct historical approach) วิธีการตรวจสอบด้วยชั้นดิน(stratigraphic approach)และวิธีการจัดจำแนกรูปแบบ(typological and classificatory approach) และสรุปว่า แม้“แนวคิดทฤษฎีประวัติวัฒนธรรม” จะได้รับความนิยมมากระหว่างค.ศ.๑๙๑๐–๑๙๔๐ แต่ก็ไม่เคยหายไปจากงานโบราณคดี อีกทั้งยังมีความจำเป็นเบื้องต้นต่อการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีด้วยในฐานะ “กระดูกสันหลังของวิชาโบราณคดี”[70]

ผู้วิพากษ์มีความโน้มเอียงที่ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับการอธิบายของฟาแกน(Brian M. Fagan)เมื่อกล่าวถึงการแพร่กระจาย(diffusion)ในฐานะของทฤษฎี(Diffusionism)[71] ซึ่งนักโบราณคดีใช้อย่างแพร่หลายและเป็นเอกเทศ เช่นเดียวกับการถูกนำไปใช้ในงานมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา มากกว่าจะกล่าวถึงในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทัศน์แบบประวัติวัฒนธรรม เนื่องจากทฤษฎีการแพร่กระจายวางอยู่บนภาพรวมที่เกี่ยวกับการอธิบายถึงแนวคิดเรื่องการค้า การอพยพ การติดต่อทางวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งการออกเดินทางเพื่อการสำรวจ(exploration)[72] เป็นต้น

ทฤษฎีหน้าที่นิยมในวิชาโบราณคดี ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมในวิชาโบราณคดีและทฤษฎีระดับกลางในวิชาโบราณคดี

ในขณะที่ผู้เขียนอธิบายถึงความเป็นมา ความหมายและขอบเขตของทฤษฎีหน้าที่นิยมในวิชาโบราณคดี ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมในวิชาโบราณคดีและทฤษฎีระดับกลางในวิชาโบราณคดีแบบแยกส่วนอย่างชัดเจน แต่ในบทความของเฮกมอนได้กล่าวแบบรวมๆ เมื่อผู้วิพากษ์เลือกที่จะนำเนื้อหาในบทความของเฮกมอนมาเป็นเครื่องมือทางวิชาการ จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงทฤษฎีทั้งสามในที่เดียวกันด้วย

ทฤษฎีหน้าที่นิยมในวิชาโบราณคดี ผู้เขียนลำดับเรื่องราวให้ทราบว่า ทฤษฎีนี้เกิดจากวิจารณ์งานโบราณคดีตามแนวคิดแบบประวัติวัฒนธรรมของเทเลอร์(Walter W. Taylor)ว่า เน้นการพรรณนาและสร้างลำดับอายุสมัยวัฒนธรรมมากเกินไปจนคล้ายจะเป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งจริงๆแล้วผู้วิพากษ์ก็เห็นด้วยว่าไม่น่าจะผิดนัก เนื่องจากเป็นกระแสวิชาการที่ดำรงอยู่ขณะนั้น เทเลอร์เสนอว่าในฐานะที่โบราณคดีเป็นส่วนหนึ่งของมานุษยวิทยา จึงควรศึกษาวัฒนธรรมในลักษณะเปรียบเทียบทั้งแบบหยุดนิ่งและเป็นพลวัติ ทั้งในแง่ของรูปแบบ หน้าที่และพัฒนาการอย่างเป็นองค์รวม[73] ผู้เขียนระบุเสริมว่ามีนักโบราณคดีหลายคนกล่าวสอดคล้องกับเทเลอร์ อาทิ มาลินอฟสกี(Bronislaw Malinowski) ซึ่งเน้นทฤษฎีหน้าที่นิยมเชิงจิตวิทยาเน้นการอธิบายครอบคลุมไปถึงปัจเจกบุคคล และอัลเฟรด แรดคลิฟฟ์-บราวน์(Alfred R. Radcliffe-Brown) ซึ่งประยุกต์ทฤษฎีโครงสร้างนิยมของเอมิล เดอร์ไฮม์(Émile Durkheim, 1858-1917: อ่านแบบฝรั่งเศสว่า เอมิล ดูร์ไคหม์)นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสในการเสนอทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยม(structural functionalism)

ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยม(structural functionalism)เน้นว่า สังคมมนุษย์มีโครงสร้างหน้าที่หลายส่วน และแต่ละส่วนก็ทำงานสอดประสานกับส่วนอื่นๆเพื่อรักษาสมดุลหรือเสถียรภาพของสังคมให้ราบรื่น[74]
ผู้เขียนอ้างแนวคิดของแรดคลิฟฟ์ –บราวน์ที่ว่า สังคมมนุษย์มีลักษณะคล้ายคลึงกับสังคมสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตทั่วไป คือ มีโครงสร้างทางสังคมซึ่งประกอบด้วยการทำหน้าที่ที่สัมพันธ์กัน นักมานุษยวิทยาจึงควรพยายามค้นหาส่วนประกอบต่างๆที่รวมกันขึ้นเป็นโครงสร้างของสังคม เพื่อตรวจสอบว่าส่วนประกอบนั้นมีบทบาทหน้าที่อย่างไรในแต่ละสังคมหรือมีส่วนจรรโลงสังคมอย่างไร เขาเชื่อว่าสังคมมนุษย์มีโครงสร้างที่สังเกตได้ มิได้มีลักษณะแบบนามธรรมเหมือนวัฒนธรรม แนวคิดของแรดคลิฟฟ์ บราวน์ได้รับความนิยมระหว่าง ค.ศ.๑๙๓๐–๑๙๖๐[75]

ผู้เขียนชี้ว่า นักโบราณคดี อาทิ แซลมอน(Merrillee Salmon)นำแนวคิดเชิงทฤษฎีหน้าที่นิยมมาใช้ในการอธิบายหลักฐานโบราณคดี และเปลี่ยนมุมมองในการศึกษาโบราณวัตถุ จากการมองว่า โบราณวัตถุเป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์แต่ละยุค มาเป็นการพิจารณาว่า โบราณวัตถุมีฐานะเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ หรือเป็นหลักฐานในการอธิบายวัฒนธรรมในอดีตของมนุษย์ ดังนั้นการศึกษาทางโบราณคดีตามแนวคิดทฤษฎีหน้าที่นิยมจึงมุ่งศึกษาโบราณวัตถุในฐานะที่เป็นสื่อบอกพฤติกรรมของมนุษย์ และศึกษารูปแบบการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในลักษณะที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมเพื่ออธิบายให้เห็นพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งนิยมกันมากตั้งแต่ทศวรรษ๑๙๔๐–๑๙๖๐ และนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน[76]

ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมในวิชาโบราณคดี ผู้เขียนเกริ่นถึงความเป็นมาว่า มีรากฐานต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ สมัยการออกเดินทางสำรวจดินแดนและสมัยล่าอาณานิคมของชาวยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่๑๕–๑๖ การค้นพบดินแดนและคนพื้นเมืองทำให้นักสำรวจและนักคิดสนใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมและกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในดินแดนอื่นๆของโลก [77]

ผู้เขียนกล่าวว่า ในคริสต์ศตวรรษที่๑๙ นักวิชาการชาวอังกฤษสองคน คือ เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์(Herbert Spencer)และชาร์ลส์ ดาร์วิน(Charles Darwin) สนใจศึกษาประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจัง สเปนเซอร์เสนอความคิดว่าสังคมมนุษย์ในโลกมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายไปสู่ลักษณะที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และเรียกแนวคิดนี้ว่า “universal evolution” เขาชี้ว่าสังคมอารยะมีศีลธรรมจรรยามากกว่าสังคมป่าเถื่อน ทฤษฎีของสเปนเซอร์เน้นวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม ขณะที่ทฤษฎีของดาร์วินเน้นวิวัฒนาการทางชีววิทยา[78]

ผู้วิพากษ์ขอสลับเนื้อหาในส่วนของทฤษฎีระดับกลางในงานโบราณคดีมากล่าวถึงก่อนแนวคิดโบราณคดีใหม่ เพื่อจะทำให้สามารถนำเนื้อหาในบทความของเฮกมอนมาตรวจสอบได้ง่ายยิ่งขึ้น

ทฤษฎีระดับกลางในงานโบราณคดี ผู้เขียนนำข้อมูลจากราบบ์และกูดเยียร์(Mark L. Raab and Albert C. Goodyear)ในบทความชื่อ “Middle-Range Thoery in Archaeology: A Critical Review of Origins and Applications” มาอธิบายว่า ทฤษฎีนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาในทศวรรษ๑๙๔๐ โดยนักสังคมวิทยาชื่อโรเบิร์ต มอร์ตัน(Robert K. Morton) เพื่ออธิบายลักษณะหรือพฤติกรรมทางสังคมที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมให้เห็นจริงและสามารถทดสอบได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ จากนั้นกลุ่มนักวิชาการที่เรียกตนเองว่า “นักโบราณคดีใหม่หรือนักโบราณคดีกระบวนการ” จึงนำมาประยุกต์ใช้ในงานโบราณคดีประมาณทศวรรษ๑๙๗๐[79] นอกจากนี้ผู้เขียนยังอภิปรายเกี่ยวกับ “cultural traits” ซึ่งยังไม่ชัดเจนนักเมื่อเทียบกับคำอธิบายอย่างเกาะติดจริงจังของเฮกมอน[80]

ผู้เขียนกล่าวว่า ทฤษฎีระดับกลางเกิดจากความพยายามของนักโบราณคดีกลุ่มนี้ในการเชื่อมโยงข้อมูลจากทฤษฎีระดับล่าง(low level theory)เข้ากับสมมติฐานหรือมโนทัศน์เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีต โดยพวกเขาเห็นว่าการมองหลักฐานทางโบราณคดีตามแนวทฤษฎีระดับล่างมีลักษณะหยุดนิ่ง อาทิ การอธิบายโบราณวัตถุได้เพียงแค่ว่า เป็นอะไร อายุเท่าไร มีกี่รูปแบบ เป็นต้น นักโบราณคดีควรยกระดับการตีความหลักฐานโบราณคดีด้วยการอธิบายให้เห็นพลวัติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีต ทฤษฎีนี้เปรียบเสมือนพื้นที่ระหว่างหลักฐานโบราณคดีที่มีลักษณะหยุดนิ่งกับพติกรมของมนุษย์ซึ่งมีลักษณะเคลื่อนไหว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “bridging theory” หรือ “middle range theory(MRT)”[81] ผู้เขียนกล่าวว่าในแง่วิธีวิทยาการศึกษาทางโบราณคดีตามแนวทฤษฎีระดับกลางเน้นกระบวนการศึกษาที่เป็นระบบ สามารถทดสอบได้(replicability)และอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลเช่นเดียวกับการทดลองวิทยาศาสตร์ และวิธีการที่นิยมใช้กันคือ โบราณคดีทดลองหรือที่ผู้เขียนเรียกสั้นๆว่า “การทดลอง(experimental archaeology) โบราณคดีเชิงพฤติกรรม(behavioral archaeology)และการศึกษาทางชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดี(ethnoarchaeology) นักโบราณคดีระดับกลางรุ่นบุกเบิกและมีชื่อเสียงโดดเด่น ได้แก่ ลูอิส บินฟอร์ด(Luis Binfordและไมเคิล ชีฟเฟอร์(Michael Schiffer) [82]

ทั้งนี้ ผู้เขียนชี้ให้เห็นปัญหาเชิงทฤษฎีในส่วนของทฤษฎีวิวัฒนาการวัฒนธรรมในวิชาโบราณคดีและทฤษฎีระดับกลางในงานโบราณคดีอย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน

บทความของเฮกมอนมิได้กล่าวถึงทฤษฎีหน้าที่นิยมทางโบราณคดี ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมในวิชาโบราณคดีและทฤษฎีระดับกลางในงานโบราณคดีแบบตรงๆ หากแต่นำเสนอในส่วนของทฤษฎีพิสูจน์ชัดเชิงอัตลักษณ์แล้ว ๓ ทฤษฎี(Three Self-Identified Perspectives) และทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรม

ในส่วนของทฤษฎีพิสูจน์ชัดเชิงอัตลักษณ์แล้ว ๓ ทฤษฎีเธออธิบายว่า ทฤษฎีแรกคือ ทฤษฎีนิเวศวิทยาวิวัฒนาการ (Evolutionary Ecology) หรือ ทฤษฎีวิทยาศาสตร์วิวัฒนาการ(Evolutionary Science) ทฤษฎีนี้มีความสัมพันธ์กับความหลากหลายทางพฤติกรรมในช่วงเวลาที่ผ่านมาตามทัศนะของเคลลี(Kelly: 2000, 64) แนวคิดของทฤษฎีนิเวศวิทยาวิวัฒนาการ รู้จักกันในทฤษฎีนิเวศวิทยาพฤติกรรมของมนุษย์(human behavioral ecology: HBE) อันเกี่ยวข้องกับการปรับใช้ทฤษฎีนิเวศวิทยาวิวัฒนาการกับมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์ ทฤษฎีนี้พยายามนำเสนอแนวคิดแบบนิเวศวิทยาวัฒนธรรม(cultural ecology)ของจูเลียน สจวร์ด(Julian Steward:1955) ซึ่งประกอบด้วยฐานคิดของทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างเข้มข้น ดังปรากฏอ้างอิงในบทความของ Winterhalder and Smith (2000:51) เฮกมอนชี้ให้เห็นว่าอย่างน้อยในงานโบราณคดีของอเมริกาเหนือ ทฤษฎีนิเวศวิทยาวิวัฒนาการถูกนำมาใช้กันมาก เพื่อศึกษากลุ่มชนเก็บหาของป่าและล่าสัตว์(hunters-gatherers)หรือกลุ่มชนขนาดเล็กที่มีความก้าวหน้าเรื่องการเพาะปลูก (small-scale horticulturalists) ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับหลักฐานทางโบราณคดีในแคลิฟอร์เนียหรือGreat Basin และกลวิธีต่างๆในการแสวงหาอาหารยังคงถูกใช้อย่างต่อเนื่องจนถึงสมัยประวัติศาสตร์

งานของKelly(2001)ใช้ข้อมูลจาก Carson Sink (ในรัฐNevada) เพื่อประเมินค่าแบบจำลองของการตั้งถิ่นฐานและการย้ายถิ่นฐาน และยังมีงานวิจัยของBroughton and O’connell (1999: 154-156) ซึ่งเน้นแนวคิดเรื่องการแผ่กว้างของอาหารและทางเลือกในการล่าสัตว์(diet breadth and prey choice)[83] ตามทัศนะของเฮกมอน นักโบราณคดีหลายคนที่ใช้ทฤษฎีนิเวศวิทยาวิวัฒนาการ ดูเหมือนจะเปิดกว้างต่อวิธีการแสวงหาคำอธิบายอื่นๆเช่นกัน อาทิ แม้งานของเคลลี่(2000) จะมีแนวโน้มในการนำทฤษฎีโบราณคดีสำนักดาร์วิน(Darwinian archaeology)มาใช้ แต่เขาเสนอว่า แนวคิดหลายอย่างที่มีพื้นฐานจากทฤษฎีนิเวศวิทยาวิวัฒนาการและทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรม อาจถูกใช้ผสมผสานกับทฤษฎีโบราณคดีสำนักดาร์วินได้ และเขาได้ใช้ทฤษฎีการสำนึกรู้เชิงพฤติกรรม(behavioral insight)มาอธิบายการแสดงออกทางบุคลิกภาพ เพื่อพัฒนาทฤษฎีนิเวศวิทยาวิวัฒนาการในหลักฐานเครื่องมือหินเป็นการเฉพาะด้วย

เฮกมอนกล่าวถึงทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรมว่า ริเริ่มขึ้นในปีค.ศ.๑๙๗๑ โดยนักวิชาการ ๓ คน คือ Reid, Schiffer และRathje แต่กระนั้นก็ดี จนถึงปีค.ศ.๑๙๙๕ ก็มีแต่ Michael Schiffer รวมถึงกลุ่มลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงานที่มหาวิทยาลัยอะริโซนาเท่านั้น ที่ค่อนข้างผูกพันกับทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรม

ตามบทความของชิฟเฟอร์(๑๙๙๙) ที่เฮกมอนอ้างถึงนั้น ทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรม สนใจความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของมนุษย์กับวัฒนธรรมทางวัตถุทุกสมัยและทุกสถานที่ตามชื่อทฤษฎี ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรม จึงรวมถึงการศึกษาวัฒนธรรมทางวัตถุสมัยใหม่ และวิถีทางพฤติกรรมที่ทำให้เกิดหลักฐานโบราณคดีด้วย แต่ไม่รวมถึงแนวคิดเชิงนามธรรม

ทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรมอาจเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในการพัฒนาแนวคิดทางวิธีวิทยาต่างๆ(methodologies) อาทิ การศึกษาการเกิดหลักฐานโบราณคดี(formation processes)ของชิฟเฟอร์(๑๙๘๗) และประวัติศาสตร์การเกิดหลักฐานโบราณคดี(artifact life histories)ในปี ค.ศ.๑๙๙๕ ซึ่งช่วยให้สามารถทำความเข้าใจกับหลักฐานทางโบราณคดีและช่วยให้สามารถสร้างเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมในอดีตของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ได้

อย่างไรก็ดี เฮกมอนเห็นว่า นักโบราณคดีที่สนใจทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรมนั้น มุ่งอธิบายพฤติกรรมและประเด็นต่างๆ ได้แก่ ความหมาย(ชิฟเฟอร์และมิลเลอร์: ๑๙๙๙) พิธีกรรม(วอลเกอร์: ๒๐๐๒ วอลเกอร์และลูเซโร:๒๐๐๐) และสังคมที่ซับซ้อน(ลามอตตาและชิฟเฟอร์: ๒๐๐๑)อย่างเด่นชัดด้วย ดังเห็นจากความต้องการที่จะพัฒนาแนวคิดเพื่ออธิบายความหลากหลายของหลักฐานโบราณคดี อาทิ ชิฟเฟอร์และสคีโบ(๑๙๙๗) สนใจอธิบายอิทธิพลองค์ประกอบทางพฤติกรรมของผู้ผลิต(producers) รวมทั้งสิ่งต่างๆจากกระบวนการทางสังคมและการต่อรองทางสังคม (social processes and negotiations) ที่ส่งผลต่อลักษณะทางการแสดงออกของหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งทำเสร็จแล้ว

เฮกมอนชี้ให้เห็นข้อเสนอของชิฟเฟอร์ซึ่งเน้นว่า ทั้งทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรมและทฤษฎีอื่นๆ ต่างก็เป็นแนวทางดีที่สุดในการเสนอปัญหาทางโบราณคดี โดยเขาพยายามจะสร้างการเชื่อมโยงทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรมกับแนวอื่นคิดอื่นๆ

เฮกมอนเห็นว่าท้ายที่สุดแล้ว แม้นักวิชาการบางคนในกลุ่มทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรมจะได้พัฒนาหรือร่างทฤษฎีเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน แต่ความรู้ทางวิธีวิทยาและทฤษฎีโบราณคดีเชิงพฤติกรรม ก็ถูกนำมาผสมผสานกับแนวคิดทางโบราณคดีอื่นๆอีกหลายแนวคิด รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการวิจัยแบบองค์รวม(accumulations research)ด้วย[84]

อย่างไรก็ดี หากจะกล่าวโดยภาพรวมแล้วพบว่า ผู้เขียนทำการบ้านในส่วนของทฤษฎีหน้าที่นิยมในวิชาโบราณคดี ทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมในวิชาโบราณคดีและทฤษฎีระดับกลางในวิชาโบราณคดีได้ดีมาก จึงยังไม่พบข้อถกเถียงใดๆในขณะนี้

โบราณคดีใหม่(The New Archaeology)หรือโบราณคดีกระบวนการ(processual archaeology)
ผู้วิพากษ์เห็นด้วยที่ผู้เขียนระบุว่า ทฤษฎีหรือกระบวนทัศน์ใหม่ๆทางโบราณคดีมักเกิดจากการวิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎีเก่า จากนั้นก็มีทฤษฎีใหม่เป็นทางเลือก และทฤษฎีใหม่ที่เข้ามาก็มิได้แทนที่แทนทฤษฎีเก่า หากแต่มีส่วนส่งเสริมซึ่งกันและกัน อาทิ ทฤษฎีประวัติวัฒนธรรมอาจมีข้อด้อยที่เน้นการลำดับอายุสมัยทางวัฒนธรรมมากเกินไป จนมองข้ามบทบาทหน้าที่ของโบราณวัตถุ ทฤษฎีหน้าที่นิยมจึงเข้ามาสนับสนุนในส่วนนี้ เมื่อทฤษฎีหน้าที่นิยมถูกวิจารณ์ว่า มองสังคมในลักษณะที่หยุดนิ่ง ทฤษฎีวิวัฒนาการจึงถูกนำเข้ามาประยุกต์ใช้ และทฤษฎีต่างๆก็ถูกใช้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน[85]

โบราณคดีใหม่ เกิดในทศวรรษ๑๙๖๐ เนื่องจากความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการศึกษาโบราณวัตถุของนักโบราณคดีรุ่นก่อน(ทศวรรษ๑๙๑๐–๑๙๖๐) ซึ่งเน้นการระบุ(identify) พรรณนา(describe) และจัดลำดับอายุสมัย(order)ของวัฒนธรรมมากเกินไป โดยไม่ให้ความสนใจลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมอื่นๆของโบราณวัตถุ ด้วยเหตุนี้ลูอิส บินฟอร์ด(Luis Binford)และเพื่อนเสนอว่า นักโบราณคดีควรนำวิธีการศึกษาที่เป็นวิทยาศาสตร์และเปิดเผยชัดเจนมาใช้ในการทำงานทางโบราณคดี และควรสนใจวัฒนธรรมในลักษณะที่เป็นกระบวนการมากกว่าการจัดลำดับอายุสมัยและพรรณนาวัฒนธรรม ผู้เขียนระบุว่าในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้สนใจศึกษา อธิบายและตีความทางวัฒนธรรมอย่างเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กันบ้างแล้ว อาทิ วอลเตอร์ เทเลอร์(ทฤษฎีหน้าที่นิยมและการศึกษาวัฒนธรรมด้วยการตั้งสมมติฐานแล้วทดสอบสมมติฐานนั้น) วิลเลียม โรบินสันและอัลเบิร์ต สปอลดิง (การศึกษาวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบด้วยการใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์หลักฐานโบราณคดี) โจเซฟ คาลด์เวลล์ (สนใจนิเวศวิทยาวัฒนธรรม) และกอร์ดอน วิลลี(ศึกษาการตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นระบบครั้งแรก) เป็นต้น [86]

ผู้เขียนอ้างงานเขียนของ Bruce G. Trigger เรื่อง “A History of Archaeological Thought” เมื่อระบุว่าแนวคิดของนักโบราณคดีในยุโรปบางคน อาทิ เกรแฮม คลาร์ก(Greham Clark, 1907-1995)ชาวอังกฤษก็มีลักษณะเป็นโบราณคดีใหม่เช่นกัน กล่าวคือเขาเสนอความคิดว่าวัฒนธรรมเป็นเสมือนระบบการปรับตัวของมนุษย์ให้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยนักโบราณคดีต้องเข้าใจถึงสภาพการคงอยู่และการทับถมของโบราณวัตถุประเภทต่างๆในแหล่งโบราณคดีว่าอาจจะไม่เหมือนกัน นักโบราณคดีจึงมีข้อจำกัดในการศึกษา [87] และปัจจัยที่ทำให้กระแสของ “โบราณคดีใหม่หรือโบราณคดีกระบวนการ” แพร่หลายมากยิ่งขึ้นคือการค้นพบวิธีการกำหนดอายุด้วยแบบRediocarbon Dating(Carbon14)ในช่วงปลายทศวรรษ๑๙๔๐ ของวิลลาร์ด เอฟ. ลิบบี(Willard F. Libby) และการค้นพบวิธีการกำหนดอายุโบราณวัตถุแบบ accelerator mass spectrometry(AMS) ทำให้การกำหนดอายุหลักฐานโบราณคดีน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น[88]

ผู้เขียนกล่าวว่าโบราณคดีใหม่ “ไม่มีอะไรใหม่” โดยอ้างอิงบทความของรัศมี ชูทรงเดชเรื่อง “โบราณคดียุคโลกานุวัตร: ตัวอย่างจากสำนักคิดอเมริกัน” เมื่อกล่าวถึงลักษณะสำคัญของโบราณคดีใหม่ว่า โบราณคดีใหม่ไม่ละทิ้งกระบวนทัศน์วิวัฒนาการ เมื่อต้องอธิบายสาเหตุการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม โบราณคดีใหม่เน้นการศึกษาวัฒนธรรมทุกแง่มุม โบราณคดีใหม่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับวัฒนธรรม โบราณคดีใหม่สนใจเปรียบเทียบความแตกต่างหรือความคล้ายคลึงของวัฒนธรรมและปัจจัยผลักดัน และโบราณคดีใหม่เน้นการประยุกต์ใช้วิธีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ สถิติ การควบคุมตัวแปรและการสุ่มตัวอย่างในการศึกษา[89]

ผู้เขียนกล่าวถึงการวิจารณ์งาน “โบราณคดีใหม่”ว่าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิในเรื่องเรื่องเกี่ยวกับการอธิบายหรือตีความระบบสังคมที่เกิดขึ้นในอีต ได้แก่ ระบบเครือญาติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงโอกาสที่จะผิดพลาดของการทดสอบสมมติฐานโดยการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วย ซึ่งข้อวิจารณ์เหล่านี้เป็นที่มาของการเกิดแนวคิดทางโบราณคดีแบบหลังกระบวนการ(post processual archaeology)ในเวลาต่อมา[90]

โบราณคดีใหม่ในทัศนะของเฮกมอนนั้น เธออธิบายอย่างรวบรัดว่า ทฤษฎีโบราณคดีใหม่ในยุคทศวรรษ๑๙๖๐sและต้นยุคทศวรรษ๑๙๗๐s มีแนวคิดแบบสนับสนุนวิธีการทางวิทยาศาสตร์(scientific approaches) ทำให้บางทีก็เรียกกลุ่มนี้ว่า พวกปฏิฐานนิยม (positivists)[91] ซึ่งพยายามค้นหากฎเกณฑ์ทางวิชาการเพื่อให้ยอมรับกันทั่วไป(general laws) นักโบราณคดีสำคัญในกลุ่มได้แก่ บินฟอร์ด(๑๙๖๔) และวัตสันกับเพื่อนร่วมงาน(๑๙๗๑)

โบราณคดีหลังกระบวนการ
ผู้เขียนกล่าวว่า เอียน ฮอดเดอร์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษเป็นผู้บัญญัติคำว่า “โบราณคดีหลังกระบวนการ” เป็นคนแรกเมื่อค.ศ.๑๙๘๕ โบราณคดีหลังกระบวนการเป็นกระบวนทัศน์ทางโบราณคดีที่เกิดขึ้นในทศวรรษ๑๙๘๐ โดยมีที่มาจากแนวคิดกระแสหลักแบบหลังสมัยใหม่(Post modern) ซึ่งแพร่หลายอยู่ก่อนแล้วในทศวรรษ๑๙๖๐

ผู้เขียนอ้าง David H. Thomas ในงานเขียนของเรื่อง “Archaeology: Down to Earth”เพื่ออธิบายว่า “post modern” เป็นการเคลื่อนไหวที่เปรียบเสมือนยาแก้พิษทางวิชาการสำหรับผู้ที่รับแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์มาเกินขนาด และอ้างงานเขียนของธงชัย วินิจจะกูลจากงานเขียนชื่อ “ลืมโคตรเหง้าก็เผาแผ่นดิน” ในการขยายความว่า “โพสท์ โมเดิร์น”เป็นกระแสท้าทายความคิดความเชื่อของโลกสมัยใหม่หรือกระแสความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์หรือปฎิฐานนิยม(positivism)และเป็นแนวทางในการรับรู้และเข้าใจสังคมมนุษย์แนวทางหนึ่ง การที่โพสท์ โมเดิร์นเข้ามาแทนที่ความคิดแบบโมเดิร์นนิสม์ เนื่องจากหลังสงครามโลกทั้งสองครั้ง ทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนมาก ผู้คนจึงเกิดความไม่แน่ใจต่อแนวคิดแบบโมเดิร์น แนวคิดแบบ“โพสท์ โมเดิร์น” จึงเป็นความเคลื่อนไหวทางเลือกใหม่ในการมองโลก สังคมและสรรพสิ่ง[92] ทั้งปวง [93]

ผู้เขียนอธิบายว่า วิธีการของแนวความคิดแบบโพสท์ โมเดิร์น คือ การรื้อสร้าง(deconstruction)อันมีที่มาจากการวิจารณ์วรรณกรรม และการรื้อสร้างในทัศนะของโพสท์ โมเดิร์น หมายถึง การลดทอนบทบาท และลดทอนการผูกขาดสิทธิและอำนาจของผู้ผลิตงานลง แล้วเปิดโอกาสให้มีการตีความจากมุมอื่นๆด้วย ความคิดดังกล่าวทำให้นักโบราณคดีในยุโรป โดยเฉพาะนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้นำสาระจากหลักบางส่วนของโพสท์โมเดิร์นมาใช้ในการตีความและอธิบายหลักฐานทางโบราณคดี จนกลายเป็นแนวคิดแบบ “post processual archaeology”หรือ “แนวคิดโบราณคดีแบบหลังกระบวนการ”

ผู้เขียนได้เปรียบเทียบแนวคิดโบราณคดีกระบวนการกับโบราณคดีหลังกระบวนการ ดังนี้[94]
โบราณคดีกระบวนการ
๑.เน้นกฎทั่วไปตามแนวทฤษฎีวิวัฒนาการ ไม่เน้นการศึกษาแบบประวัติศาสตร์เฉพาะกรณี
๒.ต้องการค้นหากฎสากลทางวัฒนธรรมซึ่งอาจช่วยให้เข้าใจสังคมทั้งในอดีตและปัจจุบัน
๓.เน้นการใช้หลักการแบบวิทยาศาสตร์ในการอธิบายหลักฐานโบราณคดี เน้นวัตถุวิสัย(objectivity)ในการทดสอบหรือตรวจสอบข้อสังเกต
๔.เน้นความเป็นกลาง เที่ยงตรงและมีจรรยาบรรณ ใช้มุมมองแบบภววิสัย ไม่ใช้มุมมองแบบอัตวิสัยในการศึกษา
๕.นิยามวัฒนธรรมว่าเป็นระบบการปรับตัวของมนุษย์ เน้นการปรับตัวภายนอก(extrasomatic means of adaptation) จึงมุ่งให้ความสนใจแก่สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและเศรษฐกิจ เป็นสำคัญ ส่วนระบบความคิด และศาสนาเป็นเพียงส่วนประกอบ
๖.เป็นแนวทางการศึกษาที่ใช้มุมมองจากปรากฏการณ์ภายนอก(etic phenomina) คือ ศึกษาวัฒนธรรมจากกาสังเกตการณ์ในฐานะคนนอกมุมเข้าไปข้างใน

โบราณคดีหลังกระบวนการ
๑.ปฏิเสธกฎทั่วไปตามแนวทางทฤษฎีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม และวิจารณ์ว่า โบราณคดีกระบวนการใช้ลัทธิเชื้อชาติเป็นเกณฑ์ในการจัดลำดับทางวัฒนธรรม ซึ่งกำหนดให้วัฒนธรรมตะวันตกอยู่สูงสุด
๒.ปฏิเสธการค้นหากฎสากลเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งไม่มีอยู่จริง เพราะสิ่งที่นักโบราณคดีกระบวนการพยายามสรุปเป็นเพียงการตีความเท่านั้น
๓.ปฏิเสธวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาสังคมวัฒนธรรม และประกาศว่าการการกำหนดกฎเกณฑ์ข้อบังคับในการศึกษา วิจัยและตีความเป็นลักษณะของเผด็จการอันนำไปสู่การทำลายวิธีการศึกษาแบบอื่นๆ นอกจากนี้นักโบราณคดียังไม่ควรทดสอบสอบสิ่งต่างๆ เพราะการทดสอบมิได้ให้คำตอบเกี่ยวกับสังคมมนุษย์ในอดีต และสิ่งที่ได้จากการทดสอบ เป็นสิ่งที่เกิดจากสมมติฐานของนักโบราณคดี ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต
๔.ปฏิเสธความเป็นกลาง เที่ยงตรง ไม่เชื่อว่ามุมมองแบบภววิสัยจะเกิดขึ้นจริงในใจผู้ศึกษา เพราะมนุษย์มีจิตใจอ่อนไหวโดยธรรมชาติ จึงอาจมีมุมมองแบบอัตวิสัยแทรกอยู่ในการอธิบายหลักฐานโบราณคดี วิธีการอธิบายแบบอัตวิสัย(เน้นประสบการณ์จากภายในความคิด) มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อการตีความอดีตของมนุษย์ นอกจากนี้ความหมายที่มาจากการศึกษาหลักฐานโบราณคดีล้วนมีลักษณะการเมืองแฝงอยู่ คือเป็นความหมายที่เกิดจากปัจจุบันซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อนและมีเรื่องการเมืองและศีลธรรมผสมผสานอยู่ในการตัดสินใจให้ความหมายของสิ่งที่ศึกษาอยู่ด้วย
๕.ปฏิเสธการมองวัฒนธรรมว่าเป็นระบบการปรับตัว แต่เห็นว่าสังคมมนุษย์ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายทางความคิด มีกลุ่ม มีพรรคพวก มีความขัดแย้ง มีชนชั้นในสังคม แต่ละกลุ่ม แต่ละครอบครัว แต่ละคนก็ไม่จำเป็นต้องมีจุดหมายในชีวิตเหมือนกัน และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม อาจจเกิดจากปัจจัยภายใน มิใช่ปัจจัยภายนอกเสมอไป
๖.ปฏิเสธมุมมองจากปรากฏการณ์ภายนอก การเข้าใจสังคมมนุษย์อย่างแท้จริงต้องใช้มุมมองจากจิตใจภายในของคนที่เราศึกษา มิใช่มุมมองของผู้ศึกษาเอง ดังนั้นโบราณคดีหลังกระบวนการจึงเน้นบทบาทของโบราณวัตถุในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ผู้เขียนอธิบายเพิ่มเติมว่า สาระหลักของกระบวนทัศน์นี้เน้นที่ระบบคิด(ideanation paradigm)และมุ่งวิพากษ์วิจารณ์กระบวนทัศน์แบบโบราณคดีใหม่(โบราณคดีกระบวนการ)และทฤษฎีโบราณคดีระดับกลางโดยตรง โบราณคดีหลังกระบวนการแบ่งออกเป็น ๒ ขั้ว คือ ขั้วที่๑ เน้นระบบความคิดจิตใจ(มองพฤติกรรมของมนุษย์จากข้างใน) ขั้วที่๒ เน้นลักษณะวัตถุนิยม(มองพฤติกรรมนุษย์จากปัจจัยภายนอก) และทั้งสองขั้วต่างก็วิพากษ์กันเองจนเกิดแนวความคิดแตกแขนงออกไปมากมาย[95]

สำหรับเฮกมอนแล้ว เธอกล่าวถึงโบราณคดีหลังกระบวนการว่า แนวคิดทางโบราณคดีแบบหลังกระบวนการ( post-processual )ปฏิเสธรูปแบบของพัฒนาการทางสังคมและแนวคิดเรื่องวัฒนธรรม/ นานาสังคม(culture/ societies) ในฐานะที่มีการคงอยู่ของเจตนารมณ์หรือความต้องการ(will or need) แต่เน้นในเรื่องของปัจเจกบุคคล(individuals) ตัวแทน(agency)และแรงผลักดัน (impetus)แทน เช่นเดียวกันนักโบราณคดีกลุ่มทฤษฎีหลังกระบวนการหลายคน(Shennan: 1993) ที่ชี้ชัดปัญหาต่างๆด้วยกรอบความคิดของทฤษฎีวิวัฒนาการ แม้ว่าพวกเขามักจะตรวจสอบแนวความคิดนี้ตามความจำเป็น มากกว่าจะปฏิเสธที่รูปแบบ(typologies)ไปโดยสิ้นเชิง(Earl and Johnson: 1987)

เฮกมอนกล่าวว่า ข้อเขียนระยะแรกๆของแนวคิดแบบpost-processual archaeology (โดยเฉพาะในงานของHodder: 1982, Hodder ed.:1982 และShanks and Tilley: 1987a : 1987b) ตอกย้ำถึงวิธีการที่แตกต่างอย่างชัดเจนของการตีความ(interpretation)และวิชาประวัติศาสตร์(history) ถึงแม้แนวคิดในการตีความ(เกี่ยวกับมนุษย์)จะยังคงนำมาซึ่งการถูกโต้แย้งโดยตลอด แต่กลุ่มแนวคิดแบบโบราณคดีหลังกระบวนการ(post-processual)ก็เน้นถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่บังเอิญซ้อนทับอยู่กับกระบวนการศึกษากรณีเฉพาะทั้งทางตรงและทางอ้อม

เฮกมอนยกตัวอย่างงานของบราวน์(Braun:1991)ในการได้เสนอข้อถกเถียงที่ว่า ทำไมเครื่องปั้นดินเผาในเขตมิดเวสท์ วูดแลนด์(Midwestern Woodland)จึงถูกตกแต่ง คำถามนี้อาจทำความเข้าใจได้ในฐานะของกรอบแห่งการก่อตัวแบบพิเศษในท้องถิ่นและในประวัติศาสตร์ สิ่งที่มีความเป็นธรรมดายิ่งกว่านั้นก็คือ นักโบราณคดีเชิงกระบวนการล้วนแต่เคยให้ความสนใจอย่างยิ่งต่อกรณีเฉพาะมาแล้วทั้งสิ้น เช่น เรื่องความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในบริบทที่มีขนาดใหญ่ขึ้น(อาทิงานของ Knight: 1982, Stepponaitis 1981, ดู trigger: 1989a, 368) อันเป็นวิธีการซึ่งปัจจุบันถูกนำไปใช้ในฐานะของลำดับชั้นทางทฤษฎี(theoretical spectrum)

โบราณคดีหลังกระบวนการ(post-processual archaeology) ให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์(symbols)และความหมาย(meaning) ขณะที่โบราณคดีเชิงกระบวนการ(processual archaeology)ระยะแรกๆ ก็เคยอ้างประเด็นการสำนึกรู้(cognition)และความคิด(ideas)อย่างระมัดระวังยิ่ง อาทิ แนวคิด“ideotechnic” ในงานของบินฟอร์ด (1962 ) เป็นต้น

แต่นักโบราณคดีหลังกระบวนการกลับประกาศอย่างชัดเจนว่า ความหมาย(meaning)เป็นสิ่งที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งใน”ถังขยะ(trash)”และในพิธีกรรม

เฮกมอนอ้างข้อเสนอของRobb(1998:331)ว่า “การตั้งคำถามมิใช่ว่าจะจำกัดอยู่แต่เพียงเมื่อได้ค้นพบสัญลักษณ์ทางโบราณคดี หากแต่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีการค้นพบวัตถุทางวัฒนธรรม ซึ่งแม้จะมิใช่สัญลักษณ์ทางโบราณคดีก็ตาม ” เธอเห็นว่าทุกวันนี้สัญลักษณ์และความหมาย(symbols and meaning)ปรากฏอยู่ทั่วไปในงานของกลุ่มนักโบราณคดีเชิงกระบวนการ(รวมถึงโบราณคดีเชิงพฤติกรรมด้วย, ดู Shiffer and Miller: 1999) เช่นเดียวกับงานของนักโบราณคดีหลังกระบวนการ(ทัศนะที่แตกต่างจากนี้ดู Brown:1997, Robb: 1988 ส่วนทัศนะของนักโบราณคดีชาวอเมริกันเหนือดู Byers :1999 , Gamble et al 2001, Ortman: 2000, Van Nest et al 2001, Whalen and Minnis 2001) ตามความเห็นของRobb (1998) เขาได้ชี้ชัดลงไปถึงลักษณะของแนวคิดโบราณคดีหลังกระบวนการว่า “สัญลักษณ์มีฐานะบ่งบอกความหมาย(the symbols as tokens approach) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเน้นบทบาท(role)ในการสื่อสาร” เฮกมอนกล่าวว่า มีผลงานวิจัยจำนวนมาก(ส่วนใหญ่เป็นงานค้นคว้าของนักโบราณคดีเชิงกระบวนการ)ที่เน้นเรื่องพัฒนาการศักยภาพทางสัญลักษณ์และการสำนึกรู้ของมนุษย์ (อาทิ งานของ Lindly and Clark: 1990, Renfrew and Scarre: 1998, Renfew and Zubrow: 1994) โดยมุ่งเน้นไปที่ภูมิภาคของโลกเก่า(the Old World)[96]

เพศสถานะกับโบราณคดี
ผู้เขียนใช้คำเรียก “Gender” ว่า “เพศสถานะ” อันเป็นกระบวนทัศน์ทางโบราณคดีที่พัฒนาขึ้นเมื่อประมาณปลายศตวรรษที่๒๐ และอธิบายว่า “เพศสถานะ (gender)”[97] ในทางโบราณคดี มานุษยวิทยา หรือทางวิชาการทั่วไป หมายถึง อัตลักษณ์ทางสังคมของเพศต่างๆ (หญิงหรือชาย หรือกระเทย หรือเกย์) ซึ่งประกอบด้วยบทบาทที่แต่ละคนในสังคมถูกคาดหวังว่าจะแสดงตามเพศของตน เช่น ในสังคมอีสานผู้หญิงควรจะรู้จักการทอผ้าหรือตำหูก ส่วนผู้ชายก็ถูกคาดหวังว่าจะเป็นผู้นำครอบครัว เป็นต้น เพศสถานะจึงเป็นเรื่องทางวัฒนธรรมที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เพศสถานะแตกต่างจากเพศ(sex)ซึ่งหมายถึง ความแตกต่างทาง ชีววิทยาของคน เช่น ความแตกต่างระหว่างระบบฮอร์โมน ลักษณะโครโมโซม และลักษณะทางกายภาพของเพศหญิงและเพศชาย เป็นต้น[98]

ผู้เขียนอธิบายถึงประเด็นหลักในการศึกษาเพศสถานะในงานโบราณคดี ๔ ประเด็น ประเด็นแรกคือ การศึกษาวัฒนธรรมด้วยอคติของบุรุษแบบ “androcentriism” ซึ่งเชื่อว่าผู้ชายเป็นศูนย์กลางของสิ่งต่างๆและผู้ชายมีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมแต่ผู้เดียว บทบาทของเพศหญิงเป็นเพียงส่วนเสริมเท่านั้น[99] ประเด็นที่สอง คือ การเลือกปฏิบัติกับเพศหญิงในสังคมวิชาชีพโบราณคดี ทำให้นักโบราณคดีในยุโรปและอเมริกายุคแรกส่วนใหญ่มักเป็นชาย ประเด็นที่สาม นักโบราณคดีหญิงส่วนใหญ่เสนอว่า การศึกษาเกี่ยวกับเพศสถานะในหลักฐานโบราณคดีควรไดีรับความสนใจมากขึ้นถ้าต้องการเข้าใจสังคมวัฒนธรรมในอดีตอย่างรอบด้าน ได้แก่ กิจกรรมต่างๆที่ประกอบโดยเพศหญิงหรือชาย ตำแหน่งเชิงเปรียบเทียบในระบบการปกครองและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ติดมากับเพศหญิงและเพศชาย ประการที่สี่ การวิจารณ์องค์ความรู้ที่ผ่านมามักจะมีอคติของผู้ชายแฝงมาด้วย โดยนักวิชาการกลุ่มสิทธิสตรีบางคนกล่าวว่า ความรู้ทางโบราณคดีในอดีตมักแฝงความเชื่อว่า ผู้ชายเป็นเพศที่เหนือกว่า(phallocentrism) ทำให้ความรู้ดังกล่าวถูกนำเสนอออกมาผ่านกระบวนการคิดและกระทำโดยผู้ชาย เพื่อสร้างความชอบธรรมของผู้ชาย ซึ่งอาจสะท้อนออกมาจากการใช้ภาษา เช่น “แข็งแรง” “ทรงอำนาจ” ฯลฯ ผู้หญิงจึงถูกบีบทางอ้อมให้คิดและเขียนอย่างผู้ชาย แต่ปัจจุบันสถานการณ์เช่นนี้ลดลง เนื่องจากชายหญิงสามารถคิดและเขียนได้อย่างเป็นอิสระ[100]

ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นข้อถกเถียงที่ปรากฏในทฤษฎีเพศสถานะเช่นกัน แต่ในที่นี้จะขอนำเนื้อหาการถกเถียงทางความคิดในบทความของเฮกมอนมาอธิบายเพิ่มเติม[101] กล่าวคือ เฮกมอนเห็นว่าโบราณคดีเพศสภาวะมีกระบวนทัศน์เป็นโบราณคดีแบบกระบวนการพิเศษ(processual –plus archaeology)และมีความเปิดกว้างทางโบราณคดี อันบ่งบอกถึงลักษณะปัจจุบันหลายๆอย่างของ วงการโบราณคดีในอเมริกาเหนือ

ความสนใจทางด้านโบราณคดีเพศสภาวะเริ่มมีพัฒนาการแบบเดียวกับแนวคิดของกลุ่มpost-processualismในทศวรรษ๑๙๘๐s ทั้งสองแนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสทฤษฎีเดียวกันอย่างชัดเจน บางคนอาจเห็นว่าโบราณคดีเพศสภาวะเป็นส่วนหนึ่งของโบราณคดีแบบหลังกระบวนการ(อาทิ Hodder:1991) ขณะที่บางคนอาจแย้งว่า แนวทางของทั้งสองทฤษฎีนั้นมีลักษณะแตกต่างกันแบบคู่ขนาน ซึ่งบางทีอาจได้รับอิทธิพลด้านความคิดและความรู้สึกต่อทิศทางของทฤษฎีหลังกระบวนการ(postprocessual)ก็ได้(ดูWylie : 1992)

เฮกมอนกล่าวว่า หากมองข้ามความสัมพันธ์ระยะแรกที่มีต่อโบราณคดีหลังกระบวนการแล้ว การเพิกเฉยเป็นเวลานานต่อการศึกษาเรื่องเพศสภาวะทางโบราณคดี กลับแปรเปลี่ยนมาเป็นความนิยมอย่างใหญ่หลวงในช่วงปลายทศวรรษ๑๙๘๐

ตามความคิดของเฮกมอน ทุกวันนี้โบราณคดีเพศสภาวะเกือบจะเป็นกระแสความคิดหลักในมุมมองทางวิชาการของหลายๆทฤษฎี แม้ว่าจะยังคงมีความน่าเคลือบแคลงและมีข้อพิจารณาที่ยังไม่เหมาะสมเท่าที่ควรก็ตาม งานจำนวนมากของแนวคิดนี้ เป็นของนักวิจัยชาวอังกฤษซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่ต่างๆทุกมุมโลก แต่นอกเหนือไปจากนี้แล้ว แนวคิดเรื่องสตรีเพศนิยมและการวิจัยด้านเพศสภาวะกลับได้รับความนิยมน้อยกว่าในประเทศอังกฤษมาก(ดูCoudart: 1998)

ในทัศนะของเฮกมอน แก่นแท้ของทฤษฎีโบราณคดีเพศสภาวะ คือ มโนทัศน์ที่มีความโน้มเอียงในการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสิทธิสตรี(feminist concept) งานหลายชิ้นในระยะแรกมีมุมมองด้านการวิพากษ์และมุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับบุรุษเพิกแต่เฉยต่อสตรีแบบ “androcentric bias” (ดูงานของ Watson และ Kennedy)อย่างชัดเจน

เมื่อความใส่ใจในแนวคิดเรื่องเพศสภาวะของอเมริกาเหนือมีมากขึ้น หนังสือก็ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาอย่างมากมาย โดยเน้นทั้งเรื่องผู้หญิงและเรื่องของทุกเพศ รวมถึงสัมพันธภาพระหว่างเพศด้วย
นักวิชาการบางคนเสนอว่า โบราณคดีเพศสภาวะเป็นวิถีการหาของความรู้เกี่ยวกับอดีตแบบใหม่ สเปคเตอร์ (ดูSpector: 1991, 1993) ได้ใช้วิธีด้าน“ชาติพันธุวรรณา-ethnography)เพื่ออธิบายเกี่บวกับการตกแต่งสิ่ว(awl)และการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยสาวของชนเผ่าดาโกตา(Dakota)

งานของสเปคเตอร์เป็นยิ่งกว่าเพียงแค่เรื่องเล่าในอดีต เพราะเป็นตัวอย่างที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้นเกี่ยวกับแนวคิดแบบ “hermeneutic approach” [102] ในวงการโบราณคดีของอเมริกาเหนือ(ดูการทบทวนPreucel:1995) จากการตรวจสอบเมื่อเร็วๆนี้ของConkey and Gero(1997)เน้นให้เห็นความสำคัญของทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิสตรี(feminist theory)และการวิพากษ์แนวคิดสิทธิสตรีทางวิทยาศาสตร์ในการทำงานโบราณคดี รวมถึงประเด็นผู้กระทำ(agency)ในการผลิตความรู้ของโครงการวิจัยและการตระหนักในเรื่องความไม่ชัดเจน

ทฤษฎีผู้กระทำในวิชาโบราณคดี
ผู้เขียนกล่าวว่า ทฤษฎีผู้กระทำ(agency theory) ปรากฏขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับทฤษฎีโบราณคดีแบบหลังกระบวนการหรือประมาณปลายทศวรรษ๑๙๗๐–๑๙๘๐ จากการผสมผสานทฤษฎีทางสังคมหลายอย่างรวมกัน เช่น “social theory” และ “practice theory” โดยมีจุดเน้นความสนใจร่วมกันในเรื่อง บทบาทหรือการกระทำของ“ปัจเจกบุคคล” “ชนชั้น” หรือ “กลุ่มสังคมบางกลุ่ม” ที่มีพลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม หรือก่อผลรุนแรงถึงขั้นเกิดการปฏิวัติทางสังคมได้ หรือไม่ก็เป็นเรื่องของแนวคิดการกระทำทางสังคม(social agent)ที่เน้นการต่อสู้ ไม่ยอมจำนน ไม่เชื่อตามกฎระเบียบทางสังคมอย่างเคร่งครัดโดยไม่ตั้งคำถามใดๆก่อน นักโบราณคดีจึงมักอ้างอิงงานของนักวิชาการสำนักโพสท์ โมเดิร์นนิสม์ อาทิ คาร์ล มาร์กซ์ แมกซ์ เวเบอร์ เอมิล ดูร์ไคม์ โดยเฉพาะปิแอร์ บูร์ดิเยอร์และแอนโธนี กิดเดนส์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาของทฤษฎีผู้กระทำ”[103]

จากการอ้างอิงงานเขียนของจันทนี เจริญศรีเรื่อง “โพสต์โมเดิร์นกับสังคมวิทยา” และงานเขียนของแมทธิว จอห์นสัน “Matthew Johnson” เรื่อง “Conceptions of Agency in Archaeological Interpretation” ทำให้ผู้เขียนระบุว่า ทฤษฎีผู้กระทำมักถูกนำไปใช้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงในบริบทของสังคมสมัยใหม่ แต่นักโบราณคดีบางคนได้นำไปปรับใช้ เพื่ออธิบายสังคมวัฒนธรรมของสังคมในอดีตอันไกลโพ้น โดยเฉพาะในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับผู้กระทำ(structure-agent relationship) ซึ่งเน้นว่าผู้กระทำสามารถกระทำการใดๆที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมได้อย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันผลการกระทำใดๆ จะมีความหมายต่อสังคมได้ก็ต่อเมื่อมีโครงสร้างรองรับ ทั้งสองส่วนจึงเสริมซึ่งกันและกัน[104] นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้กล่าวถึงกรอบแนวคิดและทฤษฎีผู้กระทำในวิชาโบราณคดี ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ทฤษฎีผู้กระทำในงานโบราณคดี รวมทั้งได้สรุปและกล่าวถึงทิศทางข้างหน้าของทฤษฎีผู้กระทำด้วย[105]

จากทัศนะที่มีต่อทฤษฎีผู้กระทำ เฮกมอนเห็นว่าเธอและนักโบราณคดีทั้งหลายต่างก็พอใจที่จะอ้างงานของ Bourdieu(1977) งานของGiddens(1984)และงานของOrtner(1984)ในเรื่องการกระทำ(practice)และผู้กระทำ(agency) [106]

เฮกมอนเห็นว่า ทฤษฎีทางสังคมข้างต้นส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อวงการโบราณคดีในอเมริกาเหนือ เนื่องจากเป็นแรงบันดาลใจของการสร้างแนวความคิดการตั้งถิ่นฐานของประชากรในอดีต (ซึ่งมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมหลายวัฒนธรรมมากกว่าระบบหลายระบบ)

ความนิยมนี้ยังนำมาสู่ปัญหาทางแนวคิดบางอย่าง ปัญหาประการที่หนึ่ง คือ การเน้นย้ำเรื่องผู้กระทำในประเด็นการแยกตัวออกมาจากโครงสร้างและการปฏิบัติมากเกินไป แม้Clarkจะระบุว่า ไม่มีเรื่องของความแปลกแยกด้านมณฑลความคิดของ“ทฤษฎีผู้กระทำ”ก็ตาม(2000: 97) ประการที่สอง คือ สมการดั้งเดิมของผู้กระทำ(agents)มีแนวคิดแบบปัจเจกบุคคลตะวันตกและการขาดความระมัดระวังที่มีต่อการพิจารณาเรื่องสัมพันธ์ของการเป็นบุคคล( personhood ดูClay: 19992, Gillespie: 2001, Strathern: 1981)

แม้ว่าจะมีรากเหง้าอยู่ในทฤษฎีทางสังคม แต่นิยามของผู้กระทำ(agency)ก็ถูกนำมาอยู่ด้านหน้าของทฤษฎีดังกล่าว โดย Giddensให้ความหมายของ “agency” ว่า หมายถึง “ความสามารถของปัจเจกบุคคลในการทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม” ผู้กระทำ(agency)เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์.ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ปัจเจกบุคคลเป็นผู้กระทำ โดยปัจเจกบุคคลนั้นสามารถกระทำการได้แตกต่างกันออกไป (Giddens: 1984, 9)

ขณะที่ DobresและRobb(2000: 8-9) อธิบายความหมายของ “agency”แคบกว่าว่า หมายถึง “คุณภาพของการกระทำ(action)ที่สำคัญทางสังคม” อย่างน้อยสำหรับGiddensแล้ว agency มีความเชื่อมโยงกับโครงสร้าง(structure)เสมอ และแม้ Giddens มองว่า “structure” และ “agency” จะมีความสัมพันธ์กันแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในระยะแรกๆเขาเคยย้ำให้เห็นว่า“structure” ถูกสร้างและสืบเนื่องกันครั้งแล้วครั้งเล่า(perpetuated)ได้อย่างไร เขาเรียกกระบวนการนี้ว่า “การก่อตัวเป็นโครงสร้าง-structuration”

ขณะที่ Bourdieu (1977, 1990) และOrtner (1984) เน้นว่า การกระทำ(practice) ซึ่ง Ortnerอ้างถึง เกือบจะเป็นอะไรก็ได้ที่คนทำแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง การกระทำ(practice)มีรากลึกอยู่ในรูปของโครงสร้าง(structure) ผู้กระทำ(agents) และการดำเนินการผลิตซ้ำ(reproduce)หรือเปลี่ยนแปลงรูปทรงของโครงสร้างโดยผ่านการกระทำ

อย่างไรก็ดี การพิจารณาแนวคิดเรื่องผู้กระทำ กลับลืมรากเหง้าข้างต้น(ตามข้อสังเกตของWeissner: 2002) และเปรียบเทียบแนวคิดผู้กระทำด้วยกลวิธีต่างๆ(strategies)หรือเจตนา(intention)ที่มิอาจระงับได้อันมีต่อผลความสนใจของปัจเจกบุคคล ทำให้การกระทำ(practice)และผู้กระทำ(agency)มีความเกี่ยวข้องคล้ายๆกับกระบวนการทางแนวความคิด(conceptualized processes)

นิยามของทั้งสองคำเน้นด้านที่แตกต่างกันของกระบวนการเหล่านี้ โดยผู้กระทำ(agency)ตามข้อเสนอของเฮกมอนนั้น หมายถึง ความสามารถ(capability)ที่อยู่หลังฉากมากกว่า ความสามารถนี้อาจรวมถึงแรงกระตุ้น(motivation)ด้วย ในทางตรงกันข้าม การกระทำ(practice)หมายถึงสิ่งที่มนุษย์ทำโดยตรง

เมื่อเน้นความสนใจมาที่การกระทำ(practice)มากกว่าผู้กระทำ(agency)แล้ว จะเห็นได้ว่าการกระทำ(practice) นำมาซึ่งภาพของพลวัติและมีความเป็นมนุษย์ในกิจกรรมต่างๆ และทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล(individuals) สถาบัน(institutions)และโครงสร้าง(structure)ได้มากกว่าด้วย(ดู Dobres and Robb: 2000, 4-5)

ความจริงที่นักโบราณคดีมักให้ความสนใจต่อแนวคิดเรื่องผู้กระทำเพียงอย่างเดียวคือ การเสนอว่าความเข้าใจต่อทฤษฎีผู้กระทำ(practice theory)อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการย้อนกลับของความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างการกระทำ(practice) ผู้กระทำ (agency) และโครงสร้าง(structure)นั้น เฮกมอนเห็นว่าบางครั้งก็มีลักษณะเหมือนแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น(overlooked)

การพิจารณาข้อถกเถียงเรื่องผู้กระทำ(agency)ในอเมริกาเหนือ บางทีก็มักเป็นเรื่องตำแหน่งผู้นำ(leadership)และความไม่เท่าเทียมกัน(inequality) อาทิงานของ Phaketat (1994) ยกเหตุผลมาสนับสนุนข้อเสนอเรื่องความสำคัญของลัทธิแนวคิดที่ถูกครอบงำจากชนชั้นนำ(elite – controlled ideology)และลัทธิแสดงนัยยะทางสัญลักษณ์(symbolism)เมื่อเกิดสังคมชนเผ่าทั้งหลาย(chiefdoms)แถบมิสซิสซิปปี c]tได้เสนอว่า การกระทำ(practices)ของสามัญชนกับผู้ก้าวขึ้นเป็นชนชั้นนำ(emergent elite) ส่งผลต่อการสร้างเนินดินแห่งมิสซิสซิปปีและระบบชนชั้นในสังคม(social hierarchies)อย่างไร(Phaketat: 2000) แม้ว่าจุดสิ้นสุดของสังคมชนเผ่าที่มีอำนาจมากจะมิได้เกิดจากผู้กระทำทั้งหมด(all agents) แต่Phaketat ยืนยันว่า การกระทำทั้งหลายอยู่บนพื้นฐานของโครงสร้างที่ก่อตัวขึ้น (established structure) เมื่อขนาดเปลี่ยนแปลงไป โครงสร้างดังกล่าวก็เปลี่ยนรูปด้วย Phaketat จึงมุ่งเสนอเค้าโครงของทฤษฎีการกระทำ-practice theory (ซึ่งมิได้เป็นเพียงผู้กระทำ)และให้เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า เป็นสิ่งที่มากกว่าการควบคุมของชนชั้นผู้นำ[107]

นอกจากนี้เฮกมอนยังกล่าวถึงทฤษฎีเกี่ยวกับความหมายและสัญลักษณ์ ทิศทางของทฤษฎีกระแสหลัก การเปลี่ยนแปลงของการใช้คำสำคัญ(key words)และญาณวิทยาในทางโบราณคดีอย่างน่าสนใจซึ่งยังไม่สามารถนำมากล่าวรวมในที่นี้อย่างเหมาะสมได้

๓.๔ คุณค่าที่มีต่อการศึกษาวิชาโบราณคดี
ผู้วิพากษ์เห็นว่า หนังสือเล่มนี้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการปูพื้นฐานในการเรียนรู้แนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีสำหรับนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป โดยเฉพาะด้านการเรียนการสอนเพื่ออธิบายให้ทราบถึงพัฒนาการและความเคลื่อนไหวของวิชาโบราณคดีในประเทศตะวันตก รวมถึงกรอบคิดและทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้อง

ในทัศนะของผู้วิพากษ์ สำหรับนักโบราณคดีรุ่นเก่าๆบางท่าน แม้จะมีประสบการณ์คร่ำหวอดกับทำงานในพื้นที่จริงเป็นเวลานาน และไม่เคยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆทางโบราณคดี ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีระดับต่ำ ทฤษฎีระดับกลาง หรือทฤษฎีระดับสูงว่ามีลักษณะที่แท้จริงเป็นอย่างไรนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องพะวักพะวนหรือละล้าละลังต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางแนวคิดหรือทฤษฎีทางสังคมและวัฒนธรรมอันหลากหลาย เพราะการทำงาน “จริงๆ” ทางโบราณคดีในประเทศไทยปัจจุบัน มิได้วางอยู่บนขอบข่ายและองค์ประกอบของแนวคิดและทฤษฎีทางสังคมและวัฒนธรรมแต่เพียงแง่มุมเดียว ยังมีปัจจัยด้านการบริหาร การจัดการ งบประมาณ การบูรณะ การอนุรักษ์ การจัดการมรดกวัฒนธรรม การประชาสัมพันธ์ การสื่อสาร การท่องเที่ยว ผลประโยชน์ ค่าเช่าที่ดินกรมศิลปากร ค่าเข้าชมโบราณสถาน การตรวจสัมปทานเหมือง โรงโม่หิน ฯลฯ เป็นองค์ประกอบที่จะต้องเผชิญโดยตลอดของการปฏิบัติงานประจำวัน ท่ามกลางบุคลากรที่มีอยู่น้อย การนำทฤษฎีทางวิชาการโบราณคดีมาใช้ในการปฏิบัติงานวิจัย จึงเปรียบเสมือนเป็นเรื่องในอุดมคติที่เกิดขึ้นกับชุมชนนักโบราณคดีกลุ่มเล็กๆไม่กี่คนในกรมศิลปากรและแม้แต่ในมหาวิทยาลัยศิลปากร เนื่องจากการทำงานวิจัยยุคสมัยและบางเรื่องยังต้องคำนึงว่าจะสามารถนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมได้หรือไม่ในสภาวะที่มีเอกสารและหลักฐานต่างๆชัดเจนอยู่แล้ว

มิหนำซ้ำ ผู้วิพากษ์ยังเห็นว่า แนวคิดของบางทฤษฎี อาทิ ทฤษฎีใหม่ล่าสุดอย่างทฤษฎี “ผู้กระทำ”ยังอาจย้อนกลับมาหมกมุ่นอยู่กับบทบาทของ “ผู้นำหรือผู้กล้า” โดยที่นักวิชาการสมัยใหม่เองก็อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า รากเหง้าเดิมของการศึกษาปัจเจกบุคคลลักษณะนี้ อาจสัมพันธ์กับทฤษฎีวีรบุรุษ ซึ่งเคยรู้จักกันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว

๔.บทสรุปและข้อคิดเห็น
ผู้เขียนมีความตั้งใจและมีอุตสาหะในการทำงานอย่างน่ายกย่อง และสมควรเป็นแบบอย่างแก่ชุมชนวิชาการ การนำเสนอเรื่องราวทางแนวคิดและทฤษฎีชี้ให้เห็นประวัติและความเป็นมาอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งยังมีภาพถ่าย แผนภูมิ แผนผังและข้อมูลที่เกี่ยวข้องมากมาย ทำให้สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ไม่ยากนัก

อย่างไรก็ดี แผนภูมิบางส่วนมิได้แปลเป็นภาษาไทยและมีการอ้างอิงหนังสือหรือตำราภาษาอังกฤษมากเกินความจำเป็น โดยขณะที่อ้างงานเขียนของนักวิชาการ(ไทย)สาขามานุษยวิทยาบางคนเกินความพอดี แต่กลับอ้างอิงงานเขียนรวมถึงผลงานวิจัยของนักโบราณคดีไทยน้อยมาก ทั้งๆที่ควรหยิบมาวิพากษ์ และตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวอย่างที่ผู้เขียนกล่าวถึง เพราะการค้นพบสำคัญทางโบราณคดีจำนวนไม่น้อยที่นักวิชาการหลายคนมีประสบการณ์ทางตรง หลายคนมีประสบการณ์ทางอ้อม และตัวอย่างเหล่านั้นน่าจะช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นทางด้านแนวคิดและทฤษฎีเชิงการประยุกต์ใช้ได้ชัดเจนกว่าตัวอย่างในประเทศตะวันตกทั้งหลาย ประเด็นนี้อาจชี้ให้เห็นจุดอ่อนในการเข้าถึงเหตุการณ์และเอกสารวิชาการโบราณคดีในแหล่งโบราณคดีต่างๆของประเทศไทยในหนังสือเล่มนี้

ผู้วิพากษ์มีโอกาสพูดคุยแบบสั้นๆกับผู้เขียนเกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งท่านยอมรับว่า “หนังสือ โบราณคดี: แนวคิดและทฤษฎี” ยังขาดเนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ๆที่เพิ่งจะมีการตีพิมพ์เผยแพร่ เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาในบทความของเฮกมอนก็พบว่า ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงแนวคิดบางเรื่องเท่าที่ควร อาทิ ญาณวิทยา(Epistimology)ทางโบราณคดี ในฐานะเครื่องมือแสวงหาความรู้และความจริง รวมถึงทฤษฎีกระบวนการพิเศษ(processual plus)เป็นต้น

อิสระทางวิชาการเป็นคำพูดสวยหรู จำเป็นต้องแสดงออกมาให้เห็นประจักษ์ แต่ผู้วิพากษ์เห็นว่าคำๆนี้ น่าจะหมายถึงการใช้ความคิดแบบนอกกรอบหรือนอกจารีตดั้งเดิมเชิงสร้างสรรค์ จากจุดนี้ ผู้วิพากษ์ขอ “โหวต” ไม่เห็นด้วยกับการใช้ “คำแบบอิสระ” ของนักวิชาการท่านใด ซึ่งถ่ายทอดความคิดและคำอธิบายแบบใช้คำฟุ่มเฟือย หวือหวา รุนแรง นอกอัญประกาศหรือโน้มเอียงไปในทางใช้คำซ้อนความ และละเลยคำบางคำซึ่งมีใช้อยู่แล้วโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม อาทิ ใช้คำว่า“ลุ่มลึก” แทนคำว่า “ลึกซึ้ง” หรือ คำ “ปรับปรน” “ปรุงเปลี่ยน” ฯลฯ สำหรับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ผู้วิพากษ์แลเห็นการใช้ถ้อยคำสำนวนบางคำแบบกระชับ แต่คำสำคัญบางคำก็อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง และบางครั้งก็ละคำหรือรวบคำแบบละไว้ในฐานที่เข้าใจมากเกินไป

การทำงานวิจัยในงานโบราณคดีสาขาก่อนประวัติศาสตร์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ทฤษฎี เป็นกรอบคิดในการตอบคำถาม โดยทัศนะส่วนตัวแล้วผู้วิพากษ์เห็นว่า การทำวิจัยบางเรื่องซึ่งมีหลักฐานเอกสารจำนวนมาก อาทิ การวิจัยในสาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องนำแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีมาเป็นกรอบในการทำวิจัยก็ได้

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่ผู้วิพากษ์ได้ใช้ความพยายามอย่างหนักในการวิพากษ์หนังสือเล่มนี้ เพื่อให้เกิดสาระในส่วนที่คิดว่ายังบกพร่อง แต่ก็มิอาจเทียบได้กับความอุตสาหะของผู้เขียนในการเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ ผู้วิพากษ์เชื่อว่า หนังสือเล่มนี้อาจเป็นตำนานอีกชิ้นหนึ่งที่นักเรียนโบราณคดีทุกคนต้องศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อปูพื้นฐานและเป็นแนวทางในการเรียนรู้ทางด้านแนวคิดและทฤษฎีทางโบราณคดีต่อไป

๕.บรรณานุกรม
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ. นิทานโบราณคดี. กรุงเทพฯ: คลัง
วิทยา, ๒๕๑๗.
ธิดา สาระยา. (ศรี) ทวารวดี. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๘.
รัศมี ชูทรงเดช. โบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน. (กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์, ๒๕๔๗
ศรีศักร วัลลิโภดม. แอ่งอารยธรรมอีสาน. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๓๓.
……………. สยามประเทศ: ภูมิหลังของประเทศไทยตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์จนถึงสมัยกรุง
ศรีอยุธยาราชอาณาจักรสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๓๙.
สว่าง เลิศฤทธิ์. โบราณคดี แนวคิดและทฤษฎี. กรุงเทพฯ: โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮาส์,
๒๕๔๗.
สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา. น้ำ: บ่อเกิดวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๙.
สุริยา สมุทคุปติ์. วิธีคิดของคนไทย: พิธีกรรม : ‘ข่วงฝีฟ้อน’ ของ ‘ลาวข้าวเจ้า’ จังหวัด
นครราชสีมา. นครราชสีมา: สมบูณ์การพิมพ์, ๒๕๔๐.
อมรา พงศาพิชญ์. วัฒนธรรม ศาสนาและชาติพันธุ์: วิเคราะห์สังคมไทยแนวมานุษย
วิทยา. ( พิมพ์ครั้งที่๕). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑
.……….ความหลากหลายทางวัฒนธรรม: กระบวนทัศน์และบทบาทในประชาสังคม.
(พิมพ์ครั้งที่๒). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓.
Fagan, Brian M. Archaeology: A brief Introduction. (Eighth Edition). New Jersey. Upper
Saddle River, 2003.
Hegmon, Michelle. “Setting Theoretical Egos Aside: Issues and Theory in North American Archaeology.” American Antiquity. Special Section Mapping the Terrain of American Archaeology. 68(2), 2003.
Higham, Charles and Rachanie Thosarat, Prehistoric Thailand: From Settlement to Sukhothai. Bangkok: River Book, 1994 .
McIntosh, Jane. The Practical Archaeologist.(Second edition). Hong Kong: Facts On File, Inc. 1999.
Orser, Jr, Charles E. . Historical Archaeology, Upper River New Jersey: Pearson Education, 2004.

WWW.edictionary.com/ theory.

[1] Brian M. Fagan. Archaeology: A brief Introduction. (Eighth Edition). (New Jersey. Upper Saddle River, 2003), p.4.
[2] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. นิทานโบราณคดี. (กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, ๒๕๑๗). หน้า -ข-
[3] ผู้วิพากษ์ถอดรหัสนามแฝงนี่ได้ว่า “จะหมื่นบ๊อง” ซึ่งคงจะแฝงนัยะเจ็บๆ สนุกสนาน ครึกครื้นตามแบบอย่างของพวกโบราณคดีกระมัง
[4]Jane McIntosh. The Practical Archaeologist.(Second edition). ( Hong Kong: Facts On File, Inc.} 1999.), p.2.
[5] Jane McIntosh. Ibid.
[6] อมรา พงศาพิชญ์. วัฒนธรรม ศาสนาและชาติพันธุ์: วิเคราะห์สังคมไทยแนวมานุษยวิทยา. ( พิมพ์ครั้งที่๕). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑. และ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม: กระบวนทัศน์และบทบาทในประชาสังคม. (พิมพ์ครั้งที่๒). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓.
[7] อมรา พงศาพิชญ์. ความหลากหลายทางวัฒนธรรม: กระบวนทัศน์และบทบาทในประชาสังคม. (พิมพ์ครั้งที่๒). (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓) หน้า๒๒–๒๖. ดูรายละเอียดใน ธิดา สาระยา. (ศรี) ทวารวดี. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๘. ศรีศักร วัลลิโภดม. แอ่งอารยธรรมอีสาน. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๓๓. ศรีศักร วัลลิโภดม. สยามประเทศ: ภูมิหลังของประเทศไทยตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาราชอาณาจักรสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๓๙. สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา. น้ำ: บ่อเกิดวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๙..
[8] ฉัตรทิพย์ นาถสุภาและพรพิไล เลิศวิชา. วัฒนธรรมหมู่บ้านไทย. (กรุงเทพฯ: เดือนตุลาการพิมพ์, ๒๕๔๑), หน้า ๓และหน้า๓๐ เป็นต้น
[9] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. “จากประวัติศาสตร์หมู่บ้านสู่ทฤษฎีสองระบบ” ปาฐกถาสุภา ศิริมานนท์ ครั้งที่๑๓ จัดโดยศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๕ เลา ๑๓.๐๐–๑๕.๐๐ น. สถาบันราชภัฏสุรินทร์จัดพิมพ์เนื่องในวาระครบรอบ ๖๐ ปี ศาสตราจารย์ ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสภา พ.ศ.๒๕๔๕. หน้า ๑๕–๓๗.
[10] สุริยา สมุทคุปติ์. วิธีคิดของคนไทย: พิธีกรรม : ‘ข่วงฝีฟ้อน’ ของ ‘ลาวข้าวเจ้า’ จังหวัดนครราชสีมา (นครราชสีมา: สมบูณ์การพิมพ์, ๒๕๔๐), หน้า๕๗–๑๑๕.
[11] Charles Higham and Rachanie Thosarat, Prehistoric Thailand: From Settlement to Sukhothai. (Bangkok: River Book, 1994 ), 144-173.
[12] ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยมเน้นว่าสังคมมนุษย์มีโครงสร้างหน้าที่หลายส่วน แต่ละส่วนก็ทำงานสอดประสานกับส่วนอื่นๆ เพื่อรักษาสมดุลหรือเสถียรภาพของสังคมไว้ให้ราบรื่น, สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๘๗.
[13] อมรา พงศาพิชญ์. วัฒนธรรม ศาสนาและชาติพันธุ์: วิเคราะห์สังคมไทยแนวมานุษยวิทยา. ( พิมพ์ครั้งที่๕).(กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑) หน้า๑๑๘.และอมรา พงศาพิชญ์. ความหลากหลายทางวัฒนธรรม: กระบวนทัศน์และบทบาทในประชาสังคม. (พิมพ์ครั้งที่๒). (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๑๑–๑๒.
[14] Charles Higham and Rachanie Thosarat, Ibid., 173-175.
[15] ผู้สอนวิชา Theories in Archaeology ของภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในภาคเรียนที่๒ ปีการศึกษา ๒๕๔๘.
[16] รัศมี ชูทรงเดช. โบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์, ๒๕๔๗), หน้า๒๑.
[17] รัศมี ชูทรงเดช. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๒.
[18] หน้าเดียวกัน.
[19] รัศมี ชูทรงเดช. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๒–๒๓.
[20] รัศมี ชูทรงเดช. เรื่องเดียวกัน. หน้า๒๖–๒๘.
[21] สว่าง เลิศฤทธิ์. แบบเสนอโครงการวิจัยประกอบการขอรับทุนอุดหนุนการวิจัยเรื่อง “พัฒนาการของความซับซ้อนทางสังคมและการเมืองจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในเขตที่ราบลุ่มทางตะวันตกของภาคกลาง.
[22] คือทฤษฎีที่มุ่งผสมผสานแนวคิดทั่วไปของกลุ่มโบราณคดีกระบวนการ(processaul archaeology) เข้ากับทฤษฎีของกลุ่มโบราณคดีหลังกระบวนการ(post-processual)
[23] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า (๙)
[24] ๒๐ ปีเศษมาแล้ว อาจเป็นบ้านคูบัว อ.เมือง จ.ราชบุรีหรือบ้านโนนป่าหวาย อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี
[25] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๒๔๑
[26] สว่าง เลิศฤทธิ์. โบราณคดี แนวคิดและทฤษฎี. (กรุงเทพฯ: โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮาส์, ๒๕๔๗),. หน้า (๘)
[27] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน.
[28] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน.
[29] สว่าง เลิศฤทธิ์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒
[30] Jane McIntosh. Op.cit., p.2.
[31] Charles E. Orser, Jr. Historical Archaeology. (Upper River New Jersey: Pearson Education, 2004), p.1.
[32] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒.
[33] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒.
[34] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๓๐ และหน้า ๑๐๔–๑๑๐.
[35] Francis Bacon. “Knowledge is power” www.google.com/ brainyquote.
[36] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้าปกหลังด้านนอก.
[37] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๔.
[38] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๖.
[39] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๘.
[40] เรื่องเดียวกัน. หน้า ๘.
[41] เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๒.
[42] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๒๑.
[43] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๒๑, ๒๖, ๒๗, ๓๒ และ๓๓
[44] WWW.edictionary.com/ theory.
[45] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๑–๒๒
[46] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน.
[47] Michelle Hegmon. Op.cit. p.213.
[48] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๕
[49] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๓๐.
[50] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๓๒.
[51] สว่าง เลิศฤทธิ์. หน้า ๒๖.
[52] สว่าง เลิศฤทธิ์. หน้า ๔๖.
[53] สว่าง เลิศฤทธิ์. หน้า ๔๘.
[54] สว่าง เลิศฤทธิ์. หน้า ๕๒.
[55] สว่าง เลิศฤทธิ์. หน้า ๖๒.
[56] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๗๙.
[57] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๑๔.
[58] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๒–๒๖.
[59] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๖.
[60] เกี่ยวข้องกับวิชาญาณวิทยา(epistimology)อันเป็นปรัชญาสาขาหนึ่ง ว่าด้วยการศึกษาเรื่องความรู้ซึ่งพยายามจะตอบคำถามพื้นฐานว่า อะไรคือความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างความรู้ที่แท้จริง(true knowledge) กับความรู้ที่ไม่จริง(false knowledge)
[61] ผู้วิพากษ์เลือกที่จะใช้คำว่า “ทฤษฎีเพศสภาวะ”
[62] คือทฤษฎีที่มุ่งผสมผสานแนวคิดทั่วไปของกลุ่มโบราณคดีกระบวนการ(processaul archaeology) เข้ากับทฤษฎีของกลุ่มโบราณคดีหลังกระบวนการ(post-processual)
[63] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๔.
[64] Michelle Hegmon” Setting Theoretical Egos Aside: Issues and Theory in North America Archaeology” Special Section Mapping the Terrain of Americanist Archaeology. American Antiquity, 68(2), 2003, pp.213-243.
[65] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๕๕
[66] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน.
[67] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๕๖.
[68] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. ควรกล่าวด้วยว่าผู้เขียนสะกดชื่อของบุคคลสำคัญผู้นี้คลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย ที่ถูกต้องควรเป็น “โธมัส เจฟเฟอร์สัน(Thomas Jefferson)” ดูสว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๔๙.
[69] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๕๖–๕๗.
[70] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๘๑.
[71] Brian M. Fagan. Op. cit. p.19.
[72] Brian M. Fagan. Ibid.
[73] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๘๓–๘๔
[74] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๘๗.
[75] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๘๙–๙๐
[76] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๙๐–๙๒.
[77] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๙๙
[78] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๐๐–๑๐๑
[79] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๔๙.
[80] Michelle Hegmon. Op.cit., p.216.
[81] ผู้วิพากษ์ไม่สนับสนุนการใช้คำย่อในวิชาการประวัติศาสตร์และโบราณคดี การใช้คำย่อแบบนี้นิยมมากในกลุ่มสาขาวิชาการบริหารและการจัดการธุรกิจ ซึ่งชอบอธิบายเรื่องง่ายๆให้เป็นเรื่องยาก
[82] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๑๕๐.
[83] Michelle Hegmon. Op. cit., pp.214-215.
[84] Michelle Hegmon. Op.cit., pp.215-215.
[85] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๑๒๙.
[86] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๓๐–๑๓๑.
[87] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๓๒.
[88] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๓๔–๑๓๕.
[89] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๑๓๙–๑๔๐.
[90] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๔๔.
[91] แนวคิดนี้ เชื่อในความรู้สูงสุดที่จากประสาทสัมผัสที่สามารถชั่ง ตวง วัดได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แนวคิดนี้พัฒนามาจากกลุ่มประจักษ์นิยมหรือประสบการณ์นิยม(empiricist) กลุ่มแนวคิดแบบpositivist นี้พัฒนามาจากแนวคิดของพวก empiricist หรือพวก ประสบการณ์นิยม ซึ่งเชื่อในประสาทสัมผัสคือ ตา หู จมูก ลิ้น และสัมผัสเท่านั้น ยังไม่พัฒนาไปถึงขั้นการตรวจสอบได้ด้วยวิธีการชั่ง ตวงและวัด ทางวิทยาศาสตร์
[92] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๖๕.
[93] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๖๔–๑๖๕.
[94] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๖๖–๑๖๙.
[95] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. ๑๖๓.
[96] Michelle Hegmon. Op. cit., p.217.
[97] เมื่อกล่าวถึง “gender” หนังสือของผู้เขียน ผู้วิพากษ์จะคงคำว่า “เพศสถานะ”ไว้และชื่นชมคำแปลนี้ แต่เมื่อกล่าวถึง “gender” ในบทความของเฮกมอน ผู้วิพากษ์จะใช้คำว่า “เพศสภาวะ” เนื่องด้วยเบื้องต้นนั้น ขาดความรอบคอบในการตรวจสอบคำแปลจากภาษาอังกฤษ(the state of being masculine, feminine, neuter or queer.) จึงต้องขอใช้คำนี้แบบตามน้ำไปพลางๆ
[98] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๘๙.
[99] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๙๐–๑๙๑.
[100] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๑๙๐–๑๙๖
[101] Michelle Hegmon” op.cit., pp..218-219.
[102] ทฤษฎีนี้สนใจเกี่ยวกับการตีความและการทำความเข้าใจtext บนพื้นฐานของการเป็นtext และบางครั้งการตีความผู้กระทำ(agent) ก็ถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับทฤษฎีนี้ด้วย
[103] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า๒๐๑–๒๐๒.
[104] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๐๓–๒๐๔.
[105] สว่าง เลิศฤทธิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๐๕–๒๑๒.
[106] Michelle Hegmon. Op. cit., p.219.
[107] Michelle Hegmon. Ibid., pp. 219-222.