จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มายาคติเรื่องความกล้าหาญทางวิชาการกับผลประโยชน์และความเป็นปึกแผ่นของชาติบ้านเมือง

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร ทหารกัมพูชาในพื้นที่พิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาที่บริเวณปราสาทพระวิหาร ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.bangkokpost.com/

ผู้เขียนเห็นด้วยกับผู้รู้ที่บอกว่า “ประวัติศาสตร์ทำให้ทราบรากเหง้าของความเป็นชาติและสามารถวิเคราะห์นิสัยใจคอของคนแต่ละชาติได้”

วิวาทะเรื่อง ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นของปลอม เมื่อพ.ศ.2530 ดูเหมือนจะเป็นแม่แบบที่ทำให้งานวิจัยหลายชิ้นเจริญรอยตามในเชิง Anti-thesis การศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและโบราณคดีของนักวิชาการยุคบุกเบิกก่อนหน้านั้น บางเรื่องผู้เขียนก็เคยได้ยินอดีตผู้บังคับบัญชา คือ อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ พูดว่า “เรื่องอะไรที่ไม่มีประโยชน์ต่อบ้านเมือง คุณจะไปศึกษาทำไม”

เหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาระหว่างวันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ 2554 ทำให้นักข่าวช่อง3 ถามเด็กสาววัยรุ่นว่ารู้สึกอย่างไร เธอตอบว่า “หน้าที่ของชาวบ้านคือ ต้องหนีภัย จะต้องหนีอีกนานเท่าไร อยากให้กลับเหมือนเดิม”

การขัดแย้งกันเรื่องชายแดนเป็นเหตุปกติวิสัยในโลก การลาดตระเวนร่วมกันและการกินข้าวด้วยกันของทหารทหารรวมถึงผลประโยชน์การค้าชายแดนเป็นเรื่องมายา เป็นเรื่องหลอกกัน หากเกิดความขัดแย้งกันจนถึงขั้นใช้กำลังปะทะนั่นแหละจึงจะเป็นเรื่องจริง เพราะเจ็บจริง ตายจริง เสียหายจริง และต้องเตรียมพร้อมที่จะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นเช่นกัน

มีการระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการและผู้รู้สาขาต่างๆออกเผยแพร่ตามสื่อวิทยุและโทรทัศน์อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเมื่อวันเสาร์ที่12 กุมภาพันธ์ 2554 ทีวีดาวเทียมช่องสปริงนิวส์(ขออภัยหากจำผิด)ออกอากาศสดการเสวนาปัญหาดังกล่าวกับนักวิชาการ จำนวน 3 ท่าน มีใจความสังเขปดังนี้

ดร.มรกตฯ ระบุว่า “ไทยยอมรับแผนที่ค.ศ.1907(พ.ศ.2450)ของฝรั่งเศสมานานแล้ว จนกระทั่งสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามรัฐบาลไทยจึงปฏิเสธและเรียกร้องดินแดนคืน( หมายถึงในปีพ.ศ.2483)” และชี้ว่าประเทศไทยยอมรับสิทธิของฝรั่งเศส(และต่อมา คือ กัมพูชา)เหนือปราสาทพระวิหารอยู่แล้ว


คำกล่าวที่ว่าทำไมประเทศไทยถึงเพิ่งจะปฏิเสธแผนที่ค.ศ.1907 ในสมัยจอมพลป. พิบูลสงครามนี้สำคัญมากเพราะเป็นการตั้งคำถามโดยมองข้ามสภาวการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศในสมัยรัชกาลที่5 อันเป็นยุคที่สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ที่ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังไล่ต้อนลูกแกะสยามเข้ามุมก่อนที่จะรุมแทะพื้นที่ของสยามไปได้มากกว่าพื้นที่ที่มีอยู่ในปัจจุบันของประเทศไทย



การที่ต้องเสียพื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงกับเสียมราฐ ศรีโสภณและพระตะบอง เพื่อแลกจังหวัดจันทบุรีและตราดกลับคืนมา จึงเป็นเหมือนฝันร้ายที่ทำให้ทางการสยามยังไม่สบโอกาสที่จะปฏิเสธแผนที่ดังกล่าวในช่วงเวลาที่กล่าวถึงไปแล้วนั่นเอง



ในเวลาต่อมา การเพลี่ยงพล้ำตกเป็นรองของเยอรมนีในสมรภูมิที่ยุโรปทำให้ฝรั่งเศสอ่อนแอ ทำให้รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามภายใต้การสนับสนุนของมหาอำนาจชาติเดียวของเอเชียขณะนั้น คือ ญี่ปุ่น กล้าที่จะปฏิเสธอำนาจของฝรั่งเศสและเรียกร้องดินแดนเขมรฝ่ายในกลับคืนมาเป็นผลสำเร็จระยะหนึ่ง และก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากหากมีคำถามว่า ทำไมกัมพูชาเพิ่งจะมางอแงในตามแนวชายแดนทางด้านศรีสะเกษและสุรินทร์ เพราะพฤติกรรมทางประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ของแต่ละชาติชาติมันล้อกันมาโดยตลอด

ถ้าเข้าใจไม่ผิด การเสนอความเห็นของดร.มรกตฯ ทำให้ รศ.ดร.พิชายฯ เปรยออกว่า “นักวิชาการบางคนอาจได้รับทุนวิจัยจากภายนอกทำให้เสนอความเห็นและยกหลักฐานขึ้นมาแสดงแบบเห็นอกเห็นใจฝ่ายเขมร”
ซึ่งทำให้ดร.มรกตกล่าวในตอนท้ายของการเสวนาว่า “นักวิชาการจำเป็นต้องมีอิสระในการเสนอความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา”

ผู้เขียนเห็นด้วยกับการมีความกล้าหาญและมีอิสระทางวิชาการ แต่นักวิชาการก็ควรจะมีวิจารณญาณด้วยเช่นเดียวกันว่า อิสรภาพทางความคิดและการแสดงออกจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์และความเป็นปึกแผ่นของประเทศชาติหรือไม่ในอนาคต

ครั้งหนึ่งมีนักวิชาการไทยซึ่งมีชื่อเสียงระดับนานาชาติเคยกล่าวผ่านสื่อทีวีดาวเทียมว่า “คนที่มีความคิดแบบชาตินิยม ...(เป็นคน)...ใฝ่ต่ำ” ทั้งๆที่ท่านก็ทิ้งมาตุภูมิไปเสพสุขอยู่ในสหรัฐอเมริกาจนอาจได้กรีนการ์ดเรียบร้อยไปแล้ว กระนั้นผู้เขียนก็เห็นด้วยอีกนั่นแหละหากเป็นชาตินิยมที่ว่านั้นเป็นชาตินิยมแบบ Nazism คือ หลงเชื่อว่าเชื้อชาติของตนบริสุทธิ์กว่าชนชาติอื่น จนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในอดีตสมัยสงครามโลกครั้งที่2 ระหว่างพ.ศ.2483-2488

แต่ชาตินิยมเชิงสร้างสรรค์ก็มีหลายรูปแบบที่ถูกซ่อนไว้ โดยอธิบายเพียงด้านเดียวให้ดูน่ากลัว ตัวอย่างชาตินิยมเชิงสร้างสรรค์ อาทิ ชาตินิยมในด้านการบริโภคสินค้าพื้นเมืองเพื่อลดปัญหาขาดดุลทางการค้า เคยช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับหลายประเทศมาแล้ว ชาตินิยมด้านการสร้างเสริมความเข้มแข็งทางมรดกวัฒนธรรมก็ทำให้เกิดความหลากหลายทางด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว และชาตินิยมในการหวงแหนมาตุภูมิซึ่งปลูกฝังกันในหมู่ทหารรั้วของชาติ ก็ทำให้ลูกหลานไทยมีแผ่นดินเกิดแผ่นดินตายกันมาถึงทุกวันนี้


เมื่อไทยเสียอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารให้กับประเทศกัมพูชา ในปีพ.ศ. 2505 หมาดๆ จึงไม่น่าแปลกใจว่า อดีตชาวนาและอดีตทหารกองหนุนอย่าง ลุงบัวลอย ชูเวช ถึงกับออกปากอยากจะเข้าไปจัดการกับผู้นำของฝ่ายตรงข้าม

การที่นักวิชาการแสดงทัศนะออกมาอย่างซื่อๆ ว่า การแสดงความคิดเห็นทางวิชาการอย่างมีอิสระเป็นความกล้าหาญของนักวิชาการ แม้ความเห็นนี้จะน่าชื่นชม แต่ถ้าเป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เพราะอาจจะถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้เป็นอาวุธย้อนกลับมาบ่อนทำลายผลประโยชน์ของชาติในวันใดวันหนึ่งก็ได้

ผู้เขียนเห็นว่า นักวิชาการควรจะตระหนักสักเล็กน้อยด้วยซ้ำว่า บรรดาฝ่ายตรงข้าม คือ สมเด็จ ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา กับ ฯพณฯ ฮอ นำ ฮง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศนั้น แม้จะเป็นมิตรประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งที่กระทบกับผลประโยชน์ของชาติตนคราวใด พวกท่านเหล่านั้นเคยแสดงความคิดเห็นแบบซื่อๆ ใสๆ ตรงไปตรงมาโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาวกัมพูชาบ้างหรือไม่


นักวิชาการ(รวมถึงสื่อมวลชนไทยบางค่าย)พึงสำเหนียกบ้างว่า ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็นต่อกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาของผู้นำและสื่อมวลชนของประเทศเพื่อนบ้านนั้น พวกเขาคำนึงถึงผลประโยชน์ของกัมพูชา หรือ ผลประโยชน์ของประเทศไทย

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

ชื่อจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ อ่านว่า สะ-หริด หรือ สะ-ริด ?

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ในช่วงปลายสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ ๒ ในเอเชีย) พ.สมานคุรุกรรมได้เล่าถึงบทบาทของทหารไทยในกองทัพพายัพตอนหนึ่งจากบันทึกของพลตรีหลวงหาญสงครามว่า เมื่อประมาณปลายเดือน มกราคม ๒๔๘๗ พลโท จิระ วิชิตสงคราม แม่ทัพพายัพคนใหม่มีคำสั่งให้พลตรีหลวงหาญสงครามกับพันเอกหลวงเกรียงเดชพิชัย ผู้บัญชาการกองพลที่ ๔ ไปพบที่เมืองพยาค และสั่งการให้ส่งเชลยทหารจีนไปพบกับผู้บัญชาการกองพลที่ ๙๓ ของจีน ซึ่งตั้งประจัญกันคนละฝั่งแม่น้ำ เพื่อเจรจายุติการรบ เพราะการที่ประเทศไทยต้องเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นเกิดจากสถานการณ์บังคับ เมื่อกลับมาแล้วพลตรีหลวงหาญสงครามจึงให้หาธงขาวเขียนภาพจับมือไขว้ให้ร้อยตำรวจโท ธานี สุนทรกิจ ล่ามภาษาจีน เขียนหนังสือตามใจความข้างต้นและให้จ่านายสิบหนึ่งนายกับพลทหารจีนที่เป็นเชลยสามนายกับเสบียงอาหารพอกินได้สองวันเดินทางไปยังเมืองมะ พร้อมด้วยนายทหารฝ่ายเสนาธิการ นายทหารคนสนิทและหน่วยคุ้มกันเพื่อสมทบกับ พันโท ประยูร สุคนธทรัพย์(ยศขณะนั้น) ผู้บังคับการกองพันทหารราบซึ่งยึดเมืองมะและรักษาชายแดนแม่น้ำลำให้ร่วมเดินทางไปยังเมืองลา จากนั้นจึงส่งชุดเชลยศึกให้ลุยข้ามน้ำไปยังฝั่งเขตแดนจีนและให้พันโท ประยูร สุคนธทรัพย์จัดหมู่รับข่าวไว้ที่ชายฝั่งแม่น้ำลำ[1] เรื่องราวทางการทหารและการเมืองระหว่างประเทศในสงครามมหาเอเชียบูรพามีเนื้อหาโดยละเอียดในหนังสือประวัติการรบของทหารไทยในสงครามมหาเชียบูรพา ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียงจากหลักฐานประวัติศาสตร์ และบันทึกคำให้สัมภาษณ์ของอดีตนายทหารที่มีประสบการณ์รบจริงในสงครามข้างต้น หนังสือดังกล่าวจัดทำโดย คณะกรรมการจัดทำหนังสือประวัติการรบของทหารไทยในสงครามมหาเอเชียบูรพา ของกองบัญชาการทหารสูงสุด(ปัจจุบัน คือ กองบัญชาการกองทัพไทย)

พันโท ประยูร สุคนธทรัพย์ ได้รับราชการสืบมาจนกระทั่งได้รับพระราชทานยศสุดท้ายเป็นพลเอกและเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม

ขณะที่รับราชการเป็นภัณฑารักษ์ของกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร กรมการศึกษาวิจัย(ปัจจุบัน คือ กรมยุทธศึกาทหาร) กองบัญชาการทหารสูงสุด ผู้เขียนได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการจัดทำหนังสือประวัติการรบของทหารไทยในสงครามมหาเอเชียบูรพา โดยมีพลเอกประยูร สุคนธทรัพย์ในวัย 84-85 ปีรับหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการฯ ท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง พูดจาเสียงดังฟังชัดสมเป็นชายชาติทหาร และมีเมตตาต่อผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง
ผู้เขียนสังเกตว่า พลเอกประยูร สุคนธทรัพย์ท่านมักจะสวมแหวนวงใหญ่ลักษณะคล้ายแหวนเงิน และเหลือบมองบ่อยๆด้วยความสนใจ และนึกในใจ(ตามประสาคนมีตาแต่หามีแววไม่) แหวนหลวงพ่อของท่านประธานวงนี้ช่างใหญ่โตดีจัง
พลเอกประยูรท่านคงจะสังเกตเห็นแววตาสอดรู้สอดเห็นของบริวารคนนี้ ท่านจึงเมตตาเล่าความเป็นมาของแหวนวงดังกล่าวให้ฟังว่า แหวนวงนั้นเป็น “แหวนตราจอมพล” ทำจากทองคำขาว ซึ่งบรรดาพ่อค้าประชาชนร่วมกันทำขึ้นเมื่อประมาณปีพ.ศ.2500 เศษๆ เพื่อมอบให้แก่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรีด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในผลงานการปราบปรามอาชญากรรมให้สงบอย่างราบคาบด้วยความเด็ดขาด จนเป็นที่มาของคำกล่าวเปรียบเปรยทุกครั้งเมื่อเห็นความหย่อนยานของผู้รักษากฎหมายว่า “เรื่องอย่างนี้ถ้าเป็นสมัยจอมพลสฤษดิ์ละน่าดู” แต่จอมพลสฤษดิ์ ไม่รับ และมอบให้แก่พลเอกประยูร สุคนธทรัพย์แทน
ขณะนั้นพลเอกประยูร สุคนธทรัพย์ ดำรงตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ถามท่านว่า “พี่ยูร ผมจะให้พี่ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม พี่จะรับหรือไม่” พลเอกประยูร สุคนธทรัพย์ กล่าวปฏิเสธตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมด้วยความถ่อมตน เพราะเห็นว่าจะต้องรับภารกิจเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย ท่านจึงขอรับหน้าที่เป็นเพียงรองปลัดกระทรวงกลาโหมเท่านั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงมอบแหวนจอมพลวงดังกล่าวให้แก่ท่าน และพลเอกประยูร สุคนธทรัพย์ก็ได้สวมแหวนดังกล่าวติดนิ้วมาโดยตลอดจวบจนวาระสุดท้ายเมื่อพ.ศ.2542

ประเด็น คือ พลเอกประยูร สุคนธทรัพย์เรียกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นบุคคลร่วมสมัยของท่านว่า “จอม-พน สะ-ริด ธะ-นะ-รัด”อย่างชัดเจนโดยตลอด ผู้เขียนจึงใคร่บันทึกความทรงจำนี้ไว้เพื่อเป็นอนุสาวรีย์อันยั่งยืนอีกด้านหนึ่งของท่านพลเอกประยูร สุคนธทรัพย์และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

[1] พ.สมานคุรุกรรม, เรื่องเล่าจากอดีต (๑๐) ต่วยตูน ธันวาคม ๒๕๔๖ ปักษ์แรกมุมประวัติศาสตร์ห้องสมุด ๒๑-๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ อ้างจาก http://www.bloggang.com/viewblog

เทพีธาเลีย(Thalia)ที่พระราชวังบางปะอิน

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

เทพีธาเลียเป็นเทพีแห่งเรื่องราวสนุกสนาน(Comedy) มือขวาถือม้วนกระดาษ มือซ้ายถือหน้ากากตัวตลก

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

(ร่าง)ประติมากรรมรูปเทพีแห่งศิลปวิทยาการที่ตึกไทยคู่ฟ้า( 9 Muses )

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

9 muses คือ เทพีแห่งศิลปวิทยาการ 9 นางที่มีบทบาทในการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินนักปรัชญาและคนทั่วไป เทพีทั้ง 9 ประกอบด้วย เทพีคลีโอ(Clio) เทพียูเทปี(Euterpe) เทพีธาเลีย( Thalia) เทพีเมลโปเมนี(Melpomeni) เทพีเทิร์ฟซิคอเร( Terpsichore) เทพีอีเรโต(Erato) เทพีโปลีมเนีย( Polymnia) เทพียูเรเนีย(Eurania/Ourania) และเทพีคอลลิโอเป(Calliope) บริเวณหน้าโถงบันไดทางขึ้นสู่ชั้นสองของตึกไทยคู่ฟ้า เคยเป็นเวทีแสดงละครเรื่องขุนช้าง และวิวาห์พระสมุทรในสมัยรัชกาลที่ 6


ประติมากรรมรูปเทพีอะธีน่า ทางเบื้องขวาของบันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

เทพีอะเธน่า
เทพีแห่งชัยชนะ(เทพีไนกี-Niki)
เทพีไนกี เป็นธิดาแห่งเทพพาลลัส (Pallas) เทพแห่งปัญญาและนักรบ และเทพีสติกซ์(Styx) เทพีแห่งความเกลียดชัง อาฆาตแค้น เป็นพระขนิษฐาของเทพคราตอส (Cratos) เทพแห่งพละกำลัง เทพีไบอา (Bia) เทพีแห่งอำนาจและความรุนแรง และเทพซีลุส(Zelus) เทพแห่งการต่อสู้ เทพีไนกี้และเหล่าเทพพี่น้องเป็นผู้รับใช้ของเทพซุส (Zeus) ตามตำนานเทพ เทพีสติกซ์นำพวกนางมาช่วยเหลือเทพซุสในศึกกับยักษ์ไททัน เทพีไนกี้ทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถม้าศึก ตำนานเทพปกรณัมโรมันเรียกว่า เทพีวิคตอเรีย (Victoria) ปีกของเทพีไนกี้เป็นสัญลักษณ์ของลักษณะอันรวดเร็วแห่งชัยชนะ เทพีไนกี้ได้รับการบูชาร่วมกับเทพีอะธีนา (Athena) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดหลังจากมีชัยชนะเหนือชาวเปอร์เชียนในสงครามมาราธอน (Battle of Marathon 490 ปีก่อนคริสตกาล) รูปปั้นของเทพีอาธีน่าแห่งพาร์ธีนอสในวิหารพาร์ธีนอน (Parthenon) ที่กรุงเอเธนส์(Athens) มีเทพีไนกี้กำลังยืนอยู่บนมือของนาง ศูนย์กลางวิหารพาร์ธีนอน(สร้างเมื่อราว 410 ปีก่อนคริสตกาล) ยังรวมเอาสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพีอาธีน่า ไนกี้ไว้ด้วยกัน (ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.wikipedia.com/)

เทพีธาเลีย(Thalia)
ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือของบันไดโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า สวมมงกุฎทำจากเถาไอวี่ สวมรองเท้าคีบ ติดล้อแบบรองเท้าสเก็ต น่าจะเป็นเทพีธาเลีย(Thalia) ผู้เป็นเทพยดาแห่งเรื่องตลก เรื่องสนุกสนาน (Comedy) และเทพีแห่งบทกวีเกี่ยวกับชนบท (Bucolic Poetry) ซึ่งในเทพปกรณัมกรีกระบุว่า สัญลักษณ์ของเทพีองค์นี้ คือ หน้ากากตัวตลก (Comic mask) พวงมาลัยทำจากเถาไอวี่(ivy wreath) และไม้ต้อนแกะ(shepherd's staff)
เทพีธาเลียสวมมงกุฎทำจากเถาไอวี่

เถาไอวี่สด(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.magnoliathailand.com/ )

ประติมากรจงใจสร้างเทพีธาเลียให้สวมรองเท้าติดล้อ เพื่อให้เห็นบรรยากาศของความสนุกสนานโดยอาจมีแรงบันดาลใจจากการที่ในช่วงประมาณกลางพุทธศตวรรษที่25กีฬาโรลเลอร์สเกต กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรปและอเมริกา เห็นแล้วนึกถึงความสุขสันต์หรรษาในยุครัฐบาลเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าภายใต้การนำของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวันภาพสเกตช์ของเทพีธาเลียจากประติมากรรมสลักหินอ่อนนูนต่ำของกรีก ชื่อ "Muses Sarcophagus" กำหนดอายุอยู่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่2 ปัจจุบันอยู่ที่พิพธภัณฑ์ลูฟวร์(Via Ostiense - Louvre)
ประติมากรรมรูปเทพียูเรเนีย (Eurania) เทพีแห่งดาราศาสตร์ ตั้งอยู่บนชั้น 2 ตึกไทยคูฟ้า เห็นได้ชัดเจนเมื่อประติมากรสร้างเป็นรูปสตรีกำลังเหาะอยู่เหนือรูปโลก
Urania เทพีแห่งโหราศาสตร์ (Astronomy) มีสัญลักษณ์ คือ ลูกโลกแห่งสวรรค์ (Celestial globe)
รูปเทพีองค์อื่นๆที่ผู้เขียนกำลังศึกษาและเปรียบเทียบลักษณะทางประติมานวิทยา
ประติมากรรมหนึ่งใน 9 เทพีแห่งศิลปวิทยาการที่ตึกสันติไมตรี

ประติมากรรม1 ใน 9 เทพีแห่งศิลปวิทยาการที่ตึกสันติไมตรี
ประติมากรรม 1ใน9 ของเทพีแห่งศิลปวิทยาการ

ประติมากรรม1ใน9ของ เทพีแห่งศิลปวิทยาการ
ภาพลายเส้นประติมากรรมต้นแบบเทพีองค์อื่นซึ่งนำมาใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบ
คลีโอ เทพีแห่งความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ คือ ม้วนหนังสือ (Scroll)



Erato เทพีแห่งเรื่องโคลงรักใคร่รัญจวนใจ(Erotic Poetry) สัญลักษณ์คือ พิณมอลเลอร์ (Maller lyre)


Euterpe เทพีแห่งโคลงเพลง (Lyrical Poetry) สัญลักษณ์ คือ ขลุ่ยคู่ (Double flute)

Polyhymnia เทพีแห่งเพลงบวงสรวง (Sacred Song) ลักษณะเด่น คือ การนุ่งห่มแบบมิดชิด(Veiled and pensive)
Calliope เทพีแห่งโคลงมหากาพย์ (Epic Poetry) สัญลักษณ์คือ เชิงเทียน(Wax table)

Terpsichore เทพีแห่งการเต้นรำ (Dance) สัญลักษณ์ คือ พิณ (Lyre)
Melpomene เทพีแห่งเรื่องเศร้า (Tragedy) สัญลักษณ์ คือ สวมหน้ากากที่แสดงใบหน้าเศร้าหมองและมาลัยเถาไอวี่ (Tragic mask, ivy )wreath) ภายลายเส้นประติมากรรมต้นแบบจากเรื่องเทพปกรณัมของกรีก
"Muses Sarcophagus" shows nine Muses and their attributes, marble, early 2nd century AD, Via Ostiense - Louvre

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ความเรียงเรื่อง "ฮั้วดีที่สุด" ของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชนชาติกวางสี

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

เมื่อกลางเดือนตุลาคม 2553 ผู้เขียนมอบหมายให้นักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวจีนจากมหาวิทยาลัยแห่งชนชาติกวางสี มณฑลกวางสี ที่มาศึกษาในภาควิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับ “มหาขันทีเจิ้งเหอ” เพื่อนำเสนอหน้าชั้นเรียนและทำบันทึกเป็นความเรียงย่อๆ เผยแพร่ในเวบบล็อกจัดการความรู้ (KM Web Blog) วิชา ธุรกิจการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว (HT306) ของแต่ละคน

นักศึกษาจีนคนหนึ่งชื่อ น.ส.โต้หยินผิง เสนอความเรียง ชื่อ “ฮั้ว ดีที่สุด” โดยวิเคราะห์ความหมายรากศัพท์ที่ผสมผสานอยู่ในชื่อของ “มหาขันทีเจิ้งเหอ” เชื่อมโยงกับคำสอนในลัทธิขงจื้อ ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า คำว่า “เหอ” ในชื่อของ “เจิ้งเหอ” ตรงกับเสียง “ ฮั้ว” ในภาษาแต้จิ๋ว แปลว่า “การสมานฉันท์” ซึ่งตรงกับอุดมการณ์ 1 ใน 5 ของการพัฒนาประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นอกจากนี้ยังแปลว่า “ปาก” หมายถึง “การมีสิทธิ์ที่จะพูด” ส่วนคำว่า “เจิ้ง” มีเสียงพ้องกับชื่อคัมภีร์แห่งทางสายกลาง(โจงยง)

นางสาวโต้หยินผิงสรุปว่า “โจง” แปลว่า ธรรมชาติแห่งชีวิต เมื่อดำรงอยู่อย่างถูกกาลเทศะก็เรียกว่า เหอ แปลว่า สมานฉันท์กลมกลืน

โจง คือ ฐานสำคัญของฟ้าดิน เหอ คือ หลักพึงปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติจนกลมกลืนกับธรรมชาติเป็นอย่างดีแล้ว ฟ้าและดินก็จะอยู่ในตำแหน่งของตน สรรพสิ่งก็จะเจริญเติบโตตามธรรมชาติ

แนวคิดในความเรียงเรื่อง “ฮั้วดีที่สุด” นี้ นอกจากจะยึดหลักความสมดุลในธรรมชาติและวัฒนธรรมแบบ “หยิน-หยาง” แล้ว ยังสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนาและศาสตร์แห่งลมและฟ้าในตำราฮวงจุ้ยด้วย

ในขณะที่สังคมจีนถือว่าการ “ฮั้ว” กัน เป็นเรื่องดีทั้งเชิงสังคมและเชิงธุรกิจ สังคมการเมืองไทยกลับต่อต้านการฮั้วทั้งเชิงการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม โดยถือว่าเป็นสิ่งเลวร้าย

ดังนั้น ท่ามกลาง “ความไม่นิ่ง”ทางการเมืองของไทย และท่ามกลาวการกู่ก้องร้องหาความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติกันอยู่ปาวๆของนักการเมืองทั้ง 3 ฝ่าย (รัฐบาล เหลืองและแดง) หากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก้าวออกมาจาก “จุดปะทะวงใน” และมองย้อนกลับเข้าไปในสมรภูมิแห่งความขัดแย้งทางความคิดและการเมืองเสียบ้างสักระยะหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้ได้คิดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะสร้างความสมานฉันท์ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงขึ้นเสียทีในบ้านเมืองเรา ตามแนวคิดของการ “ฮั้ว” กัน ดังเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วในสังคมจีน

“.....อย่าดึงดื้อ ถือเด่นเป็นคนพาลในสันดานจงเป็นชนคนดี...”[1]

เนื้อหาในความเรียงสั้นๆ เรื่อง “ฮั้วดีที่สุด” ของนางสาวโต้หยินผิง

ขงจื๊อกล่าวว่า "ประโยชน์แห่งนิติธรรมเนียนนั้น ให้ถือหลักแห่งการฮั้ว(สมานฉันท์) เป็นสำคัญ" (จากวาทวิจารณ์ขงจื้อ หมวด ๑) โดยนับแต่ยุคขงจื้อเป็นต้นมา ชาวจีนก็ได้ให้ความหมายของคำว่า ”和”หรือ“ ฮั้ว”(อ่านเป็นเสียงแต้จี๋ว)ในความหมายที่ดี และคำว่า “和谐”ซึ่งหมายถึง การสมานฉันท์และความกลมกลืนก็ได้กลายเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของชาวจีน ปัจจุบัน “การสร้างสังคมแห่งความสมานฉันท์ในระบบสังคมนิยม ” ยังถือเป็นหนึ่งในห้าแห่งการปฏิบัติเพื่อยกระดับการบริหารประเทศโดยทั่วหน้าอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย

มีผู้รู้วิเคราะห์ คำว่า “和 -ฮั๊ว ” ประกอบด้วยคำว่า “ต้นข้าว ” และ “ปาก ” หมายความว่า “ทุกๆคนมีอันจะกิน ” ส่วนคำว่า “ 谐” ประกอบด้วยคำว่า “พูด ”และ “ทั้งหลาย ” หมายความว่า “ท่านทั้งหลายล้วนมีสิทธิ์พูด ” ซึ่งเป็นการอธิบายที่สร้างสรรค์มาก แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่คนเราใฝ่ฝันและพยายามแสวงหานั้น คือ สภาพสังคมสมานฉันท์นั่นเอง

“โจงยง ” หรือ “คำภีร์แห่งทางสายกลาง ” กล่าวไว้ว่า “ก่อนการปรากฏแห่งอารมณ์ ได้แก่ ปิติยินดี โมโหโทโส โศกเศร้าและสุขสบายนั้น โจง ( แปลว่า ธรรมชาติแห่งชีวิต) เมื่อปรากฏได้อย่างเหมาะสมถูกกาลเทศะ เรียกว่า เหอ (แปลว่า สมานฉันท์กลมกลืน) โจง คือ ฐานสำคัญของฟ้าดิน เหอ คือ หลักการซึ่งทุกชีวิตพึงปฏิบัติ เมื่อสามารถปฏิบัติจนบรรลุถึงขึ้นสมัครสมานกลมกลืนกับธรรมชาติเป็นอย่างดีแล้ว ฟ้าและดินต่างก็จะอยู่ในตำแหน่งของตน สรรพสิ่งก็จะเจริญเติบโตตามธรรมชาติ” การให้อารมณ์ทั้งสี่ดังกล่าวปรากฏให้เข้ากับ สิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว ถือว่าเป็นการให้ความเคารพต่อกฎแห่งชีวิตทั้งปวง ทั้งยังเป็นการให้ความเคารพต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคมด้วย

คำผสมที่ประกอบด้วยคำว่า “เหอ ” มีจำนวนมากเพื่อแสดงความหมายที่ดี เช่น สันติปรองดองมีความสุข สนิทสนมกลมเกลียว ท่าทีอ่อนโยนสุขภาพอ่อนโยน เมตตาและอ่อนโยน เหมาะสมได้สัดส่วนและความอบอุ่น เป็นต้น

“和 ”ในภาษาแต้จิ๋วอ่านว่า “ฮั้ว ”โดยไม่ทราบว่ามีการนำมาใช้ในภาษาไทยเมื่อใด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คำนิยาม คำว่า“ฮั้ว ” ดังนี้ ...................
ส่วนในเวบไชต์ภาษาไทยอธิบายคำ “ฮั้ว” ไว้ว่า การฮั้ว คือ การทำข้อตกลงในทางลับระหว่างบริษัทตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไป ที่ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ทั้งสองบริษัทได้ประโยชน์มากกว่าบริษัทอื่น ๆ หรือมากกว่าที่ควรจะได้รับ การฮั้วกันเกิดขึ้นในธุรกิจทุกระบบไม่ว่าเล็กหรือใหญ่

การอ้างอิง
[1] เนื้อร้องตอนหนึ่งในเพลง “มาลัยใบจันทร์” เนื้อร้องและทำนองโดย รอ.พิเศษ สังข์สุวรรณ อดีตศิลปินนักแต่งเพลง และผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์ในทีมงานของท่านมุ้ย