จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

รายงานการบูรณะพระปรางค์สามยอด พ.ศ.2537

รายงานการบูรณะโบราณสถานพระปรางค์สามยอด ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
ปีงบประมาณ 2537 (กรกฎาคม 2538)

เสนอ กรมศิลปากร
(ศึกษาเปรียบเทียบ ค้นคว้าและเรียบเรียงโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร)





















คำนำ
วิกฤตการณ์อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและความเจริญทางวัตถุอย่าไม่หยุดยั้ง เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เกิดการโยกย้ายถ่ายเทมวลสารประชากรและอื่นๆหลายกระแสโดยผ่านกระบวนการทางด้านการคมนาคม แม้ความหนาแน่นของการคมนาคมจะเป็นสิ่งบ่งชี้ระดับแห่งพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่เมื่อปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างและความมั่นคงของโบราณสถานอย่างรุนแรงแล้วองค์กรซึ่งรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ จำเป็นต้องรีบดำเนินการตรวจสอบป้องกันและแก้ไขโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้


ในอดีตนั้น โบราณสถานสำคัญของชาติจำนวนมากต่างก็ถูกคุกคามจากการขยายตัวของประชากรและสังคมเมือง อาทิ การสร้างอาคารคร่อมทับหรือแวดล้อมโบราณสถาน การตัดถนนและการสร้างทางรถไฟผ่านโบราณสถาน การดัดแปลงสภาพคูเมืองเชื่อมเข้ากับคลองชลประทาน การสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ การบุกรุกและรื้อโบราณสถานเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ด้วยความรู้เท่าไม่ถุงการณ์ ฯลฯ สาเหตุข้างต้นล้วนแต่ทำให้เกิดความสูญเสียโอกาสในการศึกษาหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปกรรมของอารยธรรมไทยทั้งสิ้น


กรมศิลปากรตระหนักถึงสภาวะอันน่าวิตกดังกล่าวจึงได้ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อป้องกันและอนุรักษ์มิให้มรดกศิลปวัฒนธรรมล้ำค่าของชาติถูกทำลายด้วยเงื่อนไขต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุรักษ์พระปรางค์สามยอด อันเป็นโบราณสถานใจกลางเมืองลพบุรี ซึ่งบ่งบอกถึงพัฒนาการของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี โบราณสถานแห่งนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขยายตัวของผังเมืองและความหนาแน่นของการจราจร ทั้งยานยนต์และรถไฟ อันมิได้ตระหนักถึงความอยู่รอดใดๆ ทำให้โครงสร้างบางส่วนของพระปรางค์ปริแยกอย่างน่าเกรงว่าจะทรุดพังลงมา หากมิได้เร่งรีบดำเนินการอนุรักษ์และบูรณะอย่างเหมาะสม


ขณะที่ลวดลายปูนปั้นของพระปรางค์วัดพระศรีมหาธาตุได้รับความเสียหายจากมูลนกพิราบ ส่วนพระปรางค์สามยอดก็ได้รับผลกระทบจากการรบกวนของลิงทั้งหลายที่ปีนป่ายหรืองัดแงะชิ้นส่วนต่างๆบนองค์ปรางค์ อาทิ ลวดลายปูนปั้น กลีบขนุนปรางค์ และศิลาแลงที่เสื่อมสภาพ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาจากการลักลอบนำชิ้นส่วนทางสถาปัตยกรรมออกไปจากองค์ปรางค์อย่างผิดกฎหมายด้วย ทำให้กรมศิลปากรต้องดำเนินการให้มีการอนุรักษ์โบราณสถานพระปรางค์สามยอดด้วยวิธีการต่างๆอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2469 เป็นต้นมา


ในปี พ.ศ.2536 ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุรศักดิ์ก่อสร้าง ได้รับมอบหมายจากกรมศิลปากรให้ดำเนินการบูรณะพระปรางค์หมายเลข 3 (ปรางค์ทิศเหนือ) แล้วเสร็จสมบูรณ์ด้วยดี ต่อมาในงบประมาณ 2537 ห้างฯ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบูรณะปรางค์หมายเลข 1 (ปรางค์ทิศใต้) และปรางค์หมายเลข 2 (ปรางค์ประธาน) ระหว่างเดือนตุลาคม 2537-กรกฎาคม 2538 พร้อมกันไปกับการขุดแต่งและขุดค้นเพื่อตรวจสอบชั้นดินทางโบราณคดีและศึกษาโครงสร้างรากฐานของโบราณสถานแห่งนี้


เนื่องด้วยการบูรณะโบราณสถานพระปรางค์สามยอดเป็นการดำเนินงานที่อยู่ในความสนใจอย่างยิ่งของมวลชน ห้างฯ จึงมีนโยบายให้บุคลากรทุกฝ่ายปฏิบัติงานอย่างรอบคอบรัดกุมเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรและทางฝ่ายราชการ โดยคำนึงถึงถึงปรัชญาในการสงวนรักษามรดกทางสถาปัตยกรรมของสภาระหว่างประเทศว่าด้วยอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (INTERNATIONAL COUNCIL ON MONUMENTS AND SITES) เจ็ดประการ ได้แก่ การป้องกันการเสื่อมสภาพ (PROTECTION) การสงวนรักษาภาพ (PRESERVATION) การอนุรักษ์ (CONSERVATION) การเสริมความมั่นคงแข็งแรง (CONSOLIDATION) การบูรณปฏิสังขรณ์ (RESTORATION) การฟื้นฟูสภาพตามเค้าโครงเดิมทางสถาปัตยกรรม (RECONSTRUCTION) และการรื้อแล้วประกอบคืนตามสภาพเดิม (ANASTYLOSIS) ภายใต้การควบคุมและแนะนำอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร


ห้างฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้จะมีประโยชน์ต่อการศึกษาเปรียบเทียบและเป็นแบบอย่างในการตัดสินใจดำเนินการอนุรักษ์และบูรณะโบราณสถาน เพื่อป้องกันและแก้ไขการคุกคามหรือการทำลายโบราณสถานสำคัญแห่งอื่นๆของชาติในโอกาสต่อไป

ผู้ร่วมงาน

1. นายสุรชัย ธรมธัช ผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุรศักดิ์ก่อสร้าง
2. นายเจตนพันธุ์ ธนะสุนทร นักโบราณคดี
3. นายพิทยะ ศรัวัฒนสาร นักโบราณคดี
4. นายกฤษฏา ตะก้อง ช่างสำรวจ
5. นายสัมพันธ์ สุขพัทธี ช่างศิลปกรรม
6. นายสุเมธ ทองสุก ผู้ช่วยช่างศิลปกรรม
7. นายธีระกุล สิงหะแสนยาพงษ์ ผู้ช่วยช่างสำรวจ
8. นายวินิต พูนเพิ่ม ช่างฝีมือแรงงาน
9. นายสมชาย คำแตง ช่างฝีมือแรงงาน
10. นายสุรชัย บุญโย ช่างฝีมือแรงงาน
11. นายลบ มาประโคน ช่างฝีมือแรงงาน
12. นายพินิจ คงทวี ช่างฝีมือแรงงาน
13. นายเจ้ย เกียรรัมย์ ช่างฝีมือแรงงาน
14. นายฉาย ขุนกลาง ช่างฝีมือแรงงาน
15. นายเตียน สมหมาย ช่างฝีมือแรงงาน
16. นายวันชัย ฤทธิ์เจริญ ช่างฝีมือแรงงาน
17. นายคูณ ปุนประโคน ช่างฝีมือแรงงาน
18. นายหลี ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา ช่างฝีมือแรงงาน
19. นายบุรินทร์ ภาสดา ช่างฝีมือแรงงาน
20. นายชาติ มหาดไทย หัวหน้าคนงาน
21. นางจินดา กำเนิดเพ็ชร คนงาน

บทนำ
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโบราณสถานพระปรางค์สามยอด
ที่ตั้ง
โบราณสถานพระปรางค์สามยอด เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ตั้งอยู่ที่ประมาณ พิกัด PS 741368 หรือที่ประมาณเส้นรุ้งที่ 14 องศา 47 ลิปดา 08 ฟิลิปดาเหนือ เส้นแสงที่ 100 องศา 36 ลิปดา 30 ฟิลิปดาตะวันออก ตามแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศ จังหวัดลพบุรี มาตราส่วน 1 : 50000 พิมพ์ครั้งที่ 1-RTSD ระวาง 5138 IV

พระปรางค์สามยอด เป็นโบราณสถานสำคัญ ตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีขอบเขตพื้นที่ตามแนวเขตรั้วโบราณสถานปัจจุบันประมาณ 2 ไร่เศษ

ทิศเหนือ เป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์มาลัยรามา และห้างทวีกิจ ระหว่างโรงภาพยนตร์มาลัยรามากับโบราณสถานพระปรางค์สามยอดมีทางเดินสาธารณะทอดยาวไปตามแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ทางเดินสาธารณะสายนี้ ชาวเมืองลพบุรีเคยเรียกว่า “ประตูผี” ใช้เป็นทางแห่ศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่วัดปาธรรมโสภณ ปัจจุบันคือถนนมโนราห์ กับถนนคูเมืองหรือถนนบนเมืองเส้นใดเส้นหนึ่ง และหากนำแผนที่ของวิศวกรชาวฝรั่งเศสมาเทียบประกอบการวิเคราะห์ก็จะพบว่า ทางเดินสายนี้เดิมถูกตัดเป็นแนวเส้นตรง มีจุดเริ่มต้นที่ประตูเมืองริมฝั่งแม่น้ำลพบุรีทางเหนือของศาลลูกศร ผ่านบ้านหลวงรับราชฑูตผ่านจวนเจ้าพระยาพระคลัง (อันเป็นที่ดินส่วนใหญ่ของคุณนายรุจี) ผ่านขึ้นไปยังพระปรางค์สามยอด จากนั้นก็จึงเป็นเส้นทางที่สามารถจะเดินทางไปด้านใดก็ได้ อาทิ หากไปทางตะวันออก ก็จะเป็นเมืองชั้นในด้านหน้าของพระราชอุทยานในสมเด็จพระนารายณ์ หากไปทางทิศเหนือก็จะเป็นประตูเมืองด้านตรงข้ามกับวัดตองปุ เป็นต้น
ทิศตะวันออก มีทางรถไฟตัดผ่านตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ถัดขึ้นไปเป็นถนนราชมนู อันเป็นถนนที่เชื่อมกับวงเวียนศาลพระกาฬทางด้านใต้ และทัศออกไปทางทิศตะวันออก เป็นสนามกีฬาของโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย
ทิศใต้ มีถนนวิชาเยนทร์ตัดผ่าน ตามแผนผังของฝรั่งเศส ถนนสายนี้เริ่มต้นที่ประตูเมืองฝั่งริมแม่น้ำลพบุรี ระหว่างวัดปืนกับจวนราชทูตเปอร์เซีย ผ่านบ้านหลวงรับราชทูต จวนเจ้าพระยาพระคลังกับปรางค์แขก ผ่านพระปรางค์สามยอดไปสิ้นสุดที่ศาลพระกาฬ ถนนวิชาเยนทร์นี้เป็นเส้นทางที่ขนานกับถนนมโนราห์กับถนนบนเมืองและถนนคูเมือง ปัจจุบันมีอาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ตลอดแนว
ทิศตะวันตก มีถนนพระปรางค์สามยอดตัดผ่านฝั่งตรงข่ามถนนมีอาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ตลอดแนว ถนนพระปรางค์สามยอดนี้ เป็นถนนที่ถูกตัดขึ้นใหม่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผ่านเนินพระปรางค์สามยอดทางด้านใต้ (จากถนนวิชาเยนทร์) ไปตัดกับถนนสุระสงครามที่บริเวณสี่แยกท่าโพธิ์ จัดเป็นทางคมนาคมสำคัญระหว่างจังหวัดลพบุรีกับจังหวัดสิงห์บุรี

การศึกษาความสัมพันธ์ของที่ตั้งโบราณสถานพระปรางค์สามยอดกับโบราณสถานอื่นๆ
ก่อนจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างโบราณสถานพระปรางสามยอดกับโบราณสถาน
อื่นๆในเมืองลพบุรี (แม้จะกล่าวไปบ้างแล้วก็ตาม) ขอประเมินคุณค่าของเอกสารสำคัญ (แผนที่ของวิศวกร
ฝรั่งเศสสมัยพระนารายณ์) ที่จะใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเนื้อหาในที่นี้เป็นเบื้องต้นสักเล็กน้อย


แผนผังเมืองละโว้หรือลพบุรีซึ่งจะใช้เป็นหลักฐานในการบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโบราณสถานพระปรางค์สามยอดและโบราณสถานสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนี้ เชื่อกันว่าถูกสำรวจและรังวัดขึ้นโดย นาย เดอ ลา มาร์ (M.DE LA MARE) วิศวกรฝรั่งเศสที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ประมาณปี พ.ศ.2223-2230) นาย เดอ ลา มาร์ ผู้นี้เคยบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับกบฏมักกะสันในปี พ.ศ.2230 อย่างละเอียด จากการสังเกตการณ์และสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์หลายคน ต่อมาแผนผังฉบับนี้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในบันทึกจดหมายเหตุการเดินทางของชาวฝรั่งเศสบางเล่ม


ลักษณะแผนผังเมืองลพบุรีของนาย เดอ ลา มาร์ นั้น ได้แสดงพื้นที่ขอบเขตกำแพงเมืองเพียง 2 ชั้น ภายในกำแพงเมืองได้ระบุที่ตั้งของอาคาร สถานที่ เส้นทางอย่างเป็นสัดส่วน มีการแสดงลักษณะลำน้ำและแนวป่าด้วย น่าเสียดายที่แผนผังมิได้ลงตำแหน่งของพระที่นั่งเย็น ซึ่งอยู่ห่างจากประตูเพนียดออกไปประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ แต่มีหลักฐานว่าสภาพแวดล้อมของพระที่นั่งเย็นขณะนั้นเป็นหนองน้ำและ ป่าไม้ มีพื้นที่กว้างประมาณสิบห้าหรือยี่สิบลิเออ (1 ลิเออ เท่ากับ 100 เส้น) เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด อาทิ ช้าง แรด เสือ กวาง และสมัน


แผนผังของนาย เดอ ลา มาร์ ใช้มาตราส่วนเป็นระบบวาของฝรั่งเศส หรือเรียกว่าตัว (TOISE) 1 ตัว เท่ากับ 180 เซนติเมตร หรือ 6 ฟุต (หรือ 2 เมตรโดยประมาณ) เมื่อนำแผนผังเมืองลพบุรีจากการสำรวจของกองโบราณคดี กรมศิลปากร ปรากฏว่าสามารถเทียบเคียงกันได้ด้วยดี (เนื่องจากมีการอ้างอิงแผนผังของเดอ ลา มาร์) ทำให้แลเห็นวิวัฒนาการและขอบเขตพื้นที่ของโบราณสถานในเมืองลพบุรีที่ถูกดัดแปลงในชั้นหลังได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ดังตัวอย่างเช่น แผนผังระบุว่า ประตูพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์มีเพียงด้านเหนือกับด้านใต้เพียงด้านละ 2 ประตูเท่านั้น แสดงว่าเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นจากเรือที่ประตูเมืองทางด้านตะวันตกริมแม่น้ำลพบุรี สมเด็จพระนารายณ์ทรงเสด็จเข้าสู่พระราชวังแห่งนี้ที่ประตูวังตรงข้ามกับวัดกวิศราราม และถนนหนทางส่วนใหญ่ในเมืองลพบุรีล้วนแต่ยังคงรักษาเส้นทางดั้งเดิมเอาไว้แบบทั้งสิ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่เดิมซึ่งน่าจะเป็นสนามหลวง หรือทุ่งพระเมรุของเมืองลพบุรี ทาง ด้านตะวันออกของพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์นั้น ปัจจุบันมีสภาพเป็นตึกแถวและสถานที่ราชการ มี พื้นที่ของสวนราชานุสรณ์เพียงบางส่วนเท่านั้นที่ยังคงเหลือร่องรอยดังกล่าวไว้ให้เห็น (ปัจจุบันคือที่ตั้งของหน่วยศิลปากรที่ 1 )

พระปรางค์สามยอด อยู่ห่างจากโบราณสถานปรางค์แขกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 400 เมตร อยู่ห่างจากพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุไปทางทิศเหนือประมาณ 500 เมตร อยู่ห่างจากศาลพระกาฬไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 120 เมตร

เมื่อได้สำรวจสภาพแวดล้อมทางกายภาพของพระปรางค์สามยอดจากที่สูง จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ โบราณสถานพระปรางค์สามยอดกับโบราณสถานพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ต่างก็ตั้งอยู่บนพื้นระนาบเดียวกันตามแนวแกนทิศเหนือกับทิศใต้อย่างน่าประหลาดใจ

ปรางค์แขกนั้น จากลักษณะทางสถาปัตยกรรมบ่งชี้ให้เห็นว่า ถูกสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 ลักษณะเป็นปรางค์ก่ออิฐ 3 องค์หันหน้าไปทางทิศตะวันออก รากฐานเดิมถูกดินทับถมเกือบถึงธรณีประตูขององค์ปรางค์อย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น หากมีการขุดแต่งหารากฐานเดิมจะช่วยให้การวิเคราะห์ลักษณะฐานของพระปรางค์สามยอดและฐานของพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมีความถูกต้องยิ่งขึ้น

พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุนั้น เชื่อกันว่ามีการสร้างขึ้นทับซ้อนบนรากฐานเดิม 2 สมัย กล่าวคือ สมัยแรกเป็นรากฐานพระปรางค์ส่วนล่าง (ปัจจุบันคือฐานไพที) สร้างประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 7 ครั้นมีการทรุดพังลงไปจึงได้มีการก่อพระปรางค์องค์ใหม่ขึ้นบนรากฐานเดิมเมื่อประมาณคริสตวรรษที่ 12 ลักษณะของพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงขนาดเล็กตั้งแต่ฐานขึ้นไป เมื่อมีการซ่อมแซมในชั้นหลังจึงมีการเสริมเรือนฐานด้วยอิฐฉาบปูนจนถึงยอดปรางค์ที่ทำด้วยหินทราย แต่ได้หักตกลงมาทางด้านใต้ของปรางค์เสียแล้ว


พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุนั้นจะประกอบไปด้วย ปรางค์ 3 องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกันเช่นเดียวกับพระปรางค์สามยอดและเทวสถานปรางค์แขกหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าสงสัยเนื่องจากรากฐานของโบราณสถานที่ก่อด้วยอิฐทางด้านเหนือและด้านใต้ของปรางค์นั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าจะรองรับโครงสร้างของสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเป็นปรางค์ได้ และถ้าหากจะมองว่าเป็นอาคารมุขที่ยื่นออกมาจากพระปรางค์ประธานก็ยังจะต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมอีกมากเช่นกัน

สภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์พระปรางค์สามยอดก่อนปี พ.ศ.2537
ก่อนที่โบราณสถานพระปรางค์สามยอดจะถูกแวดล้อมด้วยอาคารพาณิชย์ดังเช่นปัจจุบันนั้น ระหว่างปี พ.ศ.2483-2490 อันเป็นช่วงที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำริให้มีการวางผังเมืองใหม่ลพบุรีขยายออกไปทางทิศตะวันออกของเมืองเก่า สภาพแวดล้อมของพระปรางค์สามยอดมีลักษณะเป็นโบราณสถานที่ถูกปกคลุมด้วยเนินดินสูงเกือบถึงฐานไพทีหรือฐานบัวหงาย มีต้นไม้ต้นหญ้าปกคลุมค่อนข้างรก จากหลักฐานภาพถ่ายก่อนปี พ.ศ.2469 แสดงให้เห็นว่าหน้าบันทางทิศตะวันตกของพระปรางค์ด้านทิศเหนือได้หลุดร่วงลงมาบางส่วนแล้ว ทั้งนี้คงจะมีสาเหตุมาจากปรางค์องค์นี้ถูกลักลอดเอาทับหลังออกไป ขณะที่ซุ้มประตูทุกด้านยังมิได้ถูกปิดด้วยประตูไม้และลูกกรงเหล็กในระยะหลัง


จากการสัมภาษณ์ราษฎรในละแวกใกล้เคียงทำให้ได้ทราบว่า บริเวณซากวิหารทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของพระปรางค์นั้น แต่เดิมเป็นที่ทิ้งขยะของเทศบาลเมืองลพบุรีเป็นเวลานาน ทำให้การขุดแต่งบริเวณนั้นได้พบหลักฐานการรบกวนและความแปรปรวนจากร่องรอยกิจกรรมดังกล่าว ตั้งแต่ระดับผิวดินจนถึงระดับ 30 เซนติเมตรจากผืนดินเลยทีเดียว การตัดถนนพระปรางค์สามยอดทางด้านตะวันตกของโบราณสถานแห่งนี้ด้วยการขุดหน้าปรางค์ นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ข้อมูลว่า เคยมีขอทานเข้าไปฆ่ากันตายข้างในองค์ปรางค์เมื่อประมาณหลายสิบปีก่อน แต่ประเด็นนี้ไม่สำคัญเท่าใดนัก ปัญหาที่น่าวิตกก็คือการบุกรุกเข้าไปใช้โบราณสถานปิดวัตถุประสงค์ของเยาวชนชาวลพบุรีบางกลุ่มที่ติดสารระเหยประเภทกาวและสารทินเนอร์ในยามวิกาล เนื่องจากได้พบหลักฐานกระป๋องกาวตกอยู่จำนวนหนึ่งทางด้านตะวันออกขององค์ปรางค์ เป็นสิ่งบ่งชี้ให้คำนึงถึงปัญหาคุณภาพของสังคมที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพื้นที่โบราณสถานแห่งนี้

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานพระปรางค์สามยอด
โบราณสถานพระปรางค์สามยอด เป็นสถาปัตยกรรมทรงปรางค์สามองค์ที่ถูกสร้างขึ้นบนฐานค่อนข้างเตี้ย ตั้งอยู่บนเนินดินสูงจากผิวถนนประมาณ 3 เมตร ลักษณะของปรางค์ทั้งสามองค์ตั้งเรียงกันตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ปรางค์ประธาน (ปรางค์หมายเลข 2) สูงจากพื้นดินประมาณ 20 เมตร ปรางค์ทิศเหนือ (ปรางค์หมายเลข 3) และปรางค์ทิศใต้ (ปรางค์หมายเลข 1) เคยมีการค้นพบพระพุทธรูปศิลาทรายปางนาคปรกประดิษฐานในพระปรางค์หมายเลข 2 (ปรางค์ประธาน) ส่วนพระปรางค์หมายเลย 3 (ปรางค์ทิศเหนือ) พบประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลเกติเตศวรศิลาทราย และพระปรางค์หมายเลข 1 (ปรางค์ทิศใต้) พบรูปจำหลักนางปรัชญา ปารมิตรอันเป็นศักติ(ชายา)ของพระโพธิสัตว์อวโลเกติเตศวร ประดิษฐานอยู่ภายใน รูปเคารพทั้งสามเป็นประติมา กรรมที่ถูกสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพุทธนิกายมหายาน


จากหลักฐานรูปแบบและลวดลายที่ปรากฏในองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม รวมทั้งหลักฐานจากโบราณวัตถุและศิลาจารึกที่ปราสาทพระขรรค์ และอื่น ๆ ทำให้เชื่อกันว่าโบราณสถานพระปรางค์สามยอด เป็นศาสนสถานที่ถูกสร้างขึ้นมาประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ร่วมสมัยกับศิลปะภายในประเทศกัมพูชา


จากลักษณะรากฐานของพระปรางค์องค์ที่1 (ปรางค์ทิศใต้) ยกเว้นบันไดทางขึ้นมุขทิศใต้ น่าจะเป็นส่วนประกอบการทางสถาปัตยกรรมที่ยังไม่เคยถูกดัดแปลงแก้ไขหรือซ่อมแซมบูรณะดังนั้น เมื่อได้พิจารณารูปแบบของฐานพระปรางค์หมายเลข 1 ที่มุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือบริเวณบันไดทางขึ้นฉนวนระหว่างพระปรางค์หมายเลข 1 กับพระปรางค์หมายเลข 2 จะพบร่องรอยของการทำหลักฐานเป็นรูปหน้ากระดานอกไก่อยู่คั่นฐานบัวคว่ำด้านล่าง กับฐานบัวหงายด้านบนเอาไว้ แระพื้นที่บนฐานบัวหงายนี้อาจจะมีลักษณะเป็นฐานไพที ซึ่งใช้เดินประทักษิณโดยรอบปรางค์ทั้งสามองค์ต่อเนื่องกันไปกับฐานไพทีของพระปรางค์หมายเลข 2 และหมายเลข 3


ร่องรอยดังกล่าวอาจจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า การซ่อมฐานพระปรางค์หมายเลข2 และหมายเลข 3 เมื่อปี พ.ศ. 2469 – 2471 นั้น เป็นการซ่อมโดยยังดงรักษารูปแบบดั้งเดิมทางสถาปัตยกรรมของฐานพระปรางค์สามยอดเอาไว้ ดังจะเห็นว่าฐานหน้ากระดานอกไก่ที่คั่นฐานบัวคว่ำบัวหงายของพระปรางค์สามยอดนั่น มีลักษณะคล้ายกับฐานไพทีของพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุตุลพบุรี ทั้งฐานชั้นบนและฐานชั้นล่าง รวมทั้งมีลักษณะคล้ายกับฐานของซากโบราณสถานศิลาทรายทางด้านใต้นอกระเบียงคตพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุอีกด้วย


พระปรางค์แต่ละองค์จะมีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ทิศ แต่ละทิศล้วนมีบันไดทางขึ้นหรือร่องรอยของบันไดยื่นออกมา นอกจากนี้ ฉนวนที่เชื่อมปรางค์ทิศเหนือและทิศใต้เข้ากับปรางค์ประธานยังมีทางขึ้นและประตูทั้งด้านตะวันตกด้วย แต่น่าเสียดายประตูฉนวนบางด้านและหน้าต่างของมุขทิศถูกก่ออิฐบิดเสียแล้ว


ปัญหาที่ถูกนำมาพิจารณาขณะนี้คือรูแบบของบันไดทางขึ้นมุขทิศต่าง ๆ ภายหลังจากการซ่อมเมื่อปี พ.ศ. 2469 – 2471 นั้น มีลักษณะค่อนข้างกว้างกว่าและชันน้อยกว่ารูปแบบของบันไดทางขึ้นอาคารที่ได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมจากศิลปะขอม ซึ่งก็คงจะได้ข้อยุติว่าจะมีการดำเนินการไปต่ออย่างไรหรือไม่ในระยะอันใกล้นี้

โบราณสถานที่ก่อเสริมขึ้นใหม่
1.วิหารทิศตะวันออก
ลักษณะเป็นวิหารก่ออิฐถือปูน ขนาด 15 x 10 เมตร ก่อเชื่อมเข้ากับมุขทิศด้านตะวันออกของปรางค์หมายเลข2 (ปรางค์ประธาน) หลังคาทรุดพังลงมา หลักฐานจากการขุดแต่งได้พบว่า วิหารนี้มุงหลังคาด้วยกระเบื้องกาบกล้วย การเชื่อมวิหารกับปรางค์เข้าด้วยกันนั้นพบว่าช่างได้เจาะหน้าบันศิลาทรายของมุขทิศด้านตะวันออกเป็นร่องสำหรับสอดแปทำหลังคาลดชั้นร่องสอดแปนี้จะปรากฏอยู่บนหน้าบันของมุขทิศด้านตะวันออกและตะวันตกของปรางค์หมายเลข2และ3 มุขทิศด้านตะวันออกของปรางค์หมายเลข1 และจากการขุดแต่งบริเวณทิศของปรางค์แต่ละจุดข้างต้น ล้วนได้พบชิ้นส่วนของกระเบื้องมุงหลัวคาแบบกาบกล้วยในบริเวณดังกล่าวทั้งสิ้นลักษณะของการทำร่องสอดแปนอกจากจะปรากฏอยู่หน้าบันมุขทิศของพระปรางค์สามยอดแล้วยังปรากฏอยู่บนหน้าบันปรางค์รายของวัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย
2.ซากโบราณสถานด้านตะวันตกของปรางค์หมายเลข 2 (ปรางค์ประธาน)
ลักษณะเป็นเนินดินปกคลุมแนวรากฐานอิฐ ขนาด 10 x 8 เมตร ขุดพบร่องรอยของกระเบื้องมุงหลังคาแบบกาบกล้วยเช่นกัน
3.รากฐานวิหารด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปรางค์หมายเลข 3
ตั้งอยู่ห่างจากปรางค์หมายเลข 3 ประมาณ 20 เมตร ลักษณะเป็นเนินดินมีหญ้าปกคลุม ภายหลังหารขุดแต่งได้พบว่าเนินดินดังกล่าวเป็นรากฐานอาคาร ขนาด 8 x 15 เมตร รูปทรงสันฐานคล้ายกับวิหารด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน จากหลักฐานการขุดแต่งได้พบว่าผนังด้านสกัด (ด้านหุ้มกลอง) ทางทิศตะวันออกของวิหารหลังนี้ได้ทรุดตัวลงไปทางด้านตะวันตกทั้งแถบ พบกระเบื้องมุงหลังคาแบบเกล็ดเต่า ซ้อนกันเป็นจำนวนมาก


อาคารและรากฐานอาคารทั้งสาม น่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2231) ดังรูปแบบประตูและหน้าต่างมีลักษณะเป็นวงโค้งการใช้ผนังอาคารเป็นตัวช่วยในการรับน้ำหนักเครื่องบนของวิหาร โดยไม่ปรากฏร่องรอยของการทำเสารับโครงสร้างหลังคาภายในอาคารตามรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยโบราณ เป็นต้น

ลวดลายปูนปั้นที่พระปรางค์สามยอด
แม้โบราณสถานทั้งสามองค์จะมีขนาดลดหลั่นกัน โดยปรางค์ประธานมีขนาดสูงที่สุด ส่วนปรางค์ทิศเหนือกับปรางค์ทิศใต้มีความสูงน้อยกว่าดังได้กล่าวไปแล้ว แต่การตกแต่งลวดลายปูนปั้นของพระปรางค์ทั้งสามนั้น มีรูปแบบคล้ายคลึงกันมาก ความแตกต่างของลวดลายปูนปั้นอาจจะมีบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้คงจะเป็นผลมาจากการซ่อมแซมและปฏิสังขรณ์ในชั้นหลังนั่นเอง การศึกษาลวดลายปูนปั้นของโบราณสถานพระปรางค์สามยอดให้เข้าใจโดยทั่วไปนั้น ควรจำแนกและเปรียบเทียบลักษณะลวดลายตามองค์ประกอบของโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมทั้งสามองค์ออกเป็น 5 ส่วน โดยเริ่มจากส่วนล่างขึ้นไปด้านบนดังนี้
1.ลวดลายปูนปั้นที่เรือนธาตุส่วนล่าง
ประกอบด้วย ลายด้านล่างสุดเป็นลายหน้ากระดานรูปดอกไม้สี่กลีบในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือลายดอกซีกดอกซ้อน ถัดขึ้นไปเป็นลายใบไม้ม้วน ถัดขึ้นไปเป็นลายบัวคว่ำคั่นด้วยลวดบัว เหนือลวดบัวขึ้นไปทำเป็นลายดอกไม้ (คล้ายดอกบัว) ตั้งขึ้น มีลายเทพนมประดับที่มุม ลักษณะดังกล่าวข้างต้นเป็นรูปแบบการตกแต่งเรือนธาตุส่วนล่างของมุขทิศปรางค์แต่ละองค์ในขณะที่เรือนธาตุส่วนล่างของปรางค์นั้นเท่าที่ปรากฏหลักฐานลวดลายจะเริ่มด้วยลายบัวคว่ำ ถัดขึ้นไปเป็นลายใบไม้ม้วน ถัดขึ้นไปเป็นลวดบัว แล้วจึงเป็นรูปหน้าของอสูร ทรงมงกุฎแบบหน้านางยอดมงกุฎทำเป็นลายช่อดอกไม้ตั้งขึ้น ใบหน้าอสูรแต่ละหน้าจะถูกคั่นด้วยช่อดอกไม้ลักษณะแบบเดียวกัน อสูรมีใบหน้ากลม ตาโปน ปากแสยะ ทรงตุ้มหูลายดอกไม้ คิ้วอสูรมีลักษณะต่อกันเป็นรูปปีกกา แลดูถมึงทึง ทำให้ต้องนึกถึงประติมากรรมปูนปั้นศิลปะแบบทราวดี (แบบละโว้) ที่พบในเมืองลพบุรีและเมืองหริภุญไชย ลวดลายรูปหน้าอสูรมีสภาพเสียหายไปมากแล้วในปัจจุบัน
2.ลวดลายปูนปั้นที่เรือนธาตุส่วนบน (ระดับเดียวกับทับหลัง)
ประกอบด้วย ลวดบัวด้านล่างสุด ถัดขึ้นไปเป็นลวดลายพวงอุบะหรือลายช่อชัยพฤกษ์ทิ้งชายลง คั่นด้วยลวดบัว ถัดขึ้นไปทำเป็นลายดอกบัวตูมมีชั้นบัวหงายเรียงรายอยู่ด้านบน ถัดจากชั้นบัวหงายขึ้นไปเป็นลวดลายใบไม้ม้วน ถัดขึ้นไปเป็นลวดลายบัวหงายแบบบัวฟันยักษ์ ถัดจากบัวฟันยักษ์เป็นลายกลีบบัวซ้อนกันอย่างวิจิตร แล้วจึงเป็นลายก้นหอยอยู่ด้านบนของส่วนลวดลายชุดนี้
3.ลวดลายปูนปั้นเหนือเรือนธาตุส่วนบน (ระดับเดียวกับกรอบหน้าบันมุขทิศ)
ประกอบด้วย ลวดลายช่อชัยพฤกษ์ทิ้งชายลงเบื้องล่าง ถัดขึ้นไปเป็นลายดอกบัวตูมถัดขึ้นไปเป็นลายใบไม้ม้วน ถัดขึ้นไปเป็นลายบัวหงาย ถัดขึ้นไปเป็นลายประจำยามก้านเกี้ยว ถัดขึ้นไปเป็นลายบัวคว่ำ ถัดขึ้นไปเป็นลายใบไม้ม้วน ถัดขึ้นไปเป็นลายดอกบัวตูม แล้วจึงเป็นลายกระจังอยู่ด้านบนสุดของลวดลายชุดนี้
4.ลวดลายปูนปั้นบนชั้นเชิงบาตร (เหนือระดับสันหลังคามุขทิศหรือหลังคาฉนวน)
ประกอบด้วย ลวดลายหน้ากากมีเขี้ยวยึดช่อชัยพฤกษ์อยู่ภายในแถวหน้ากระดานลวดบัวบนและล่าง ถัดขึ้นไปเป็นลายดอกบัวตูม ถัดขึ้นไปเป็นชั้นบัวหงาย ถัดขึ้นไปเป็นลายหน้ากระดานบรรจุลายหงส์ (ลักษณะคล้ายคลึงกับหงส์ที่ปรากฏในเศษภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี และหงส์ในเศษภาชนะดินเผาเตาบ้านบางปูน) ถัดขึ้นไปเป็นลายประจำยามดอกซีกดอกซ้อน (ลายดอกไม้สี่กลีบในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน) ถัดขึ้นไปเป็นชั้นบัวหงาย และจึงเป็นชั้นหน้ากระดานดอกจันอยู่ด้านบนสุด
5.ลวดลายปูนปั้นบนหน้ากระดานใต้กลีบขนุนปรางค์แถวล่างสุด
สังเกตพบเพียงลวดลายดอกไม้สี่กลีบใหญ่คั่นด้วยกลีบขนาดเล็กอีก 4 กลีบ สลับกันภายในช่องกระจกเท่านั้น
นอกเหนือจากลวดลายปูนปั้นที่ตกแต่งอยู่ตามโครงสร้างส่วนต่างๆ ของพระปรางค์แล้วยังมีลวดลายที่น่าสนใจ ดังนี้
ซุ้มหน้าบันมุขทิศเหนือของปรางค์หมายเลข 3 ปั้นเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิ
ซุ้มหน้าบันมุขทิศตะวันออกของปรางค์หมายเลข 2 มีลวดลายจำหลักขนาดเล็กบนศิลาทรายรูปบุคคลประทับยืนกุมกระบองคล้ายกลีบขนุนปรางค์รูปบุคคลกุมกระบอง


ซุ้มหน้าบันระดับเหนือหลังมุขทิศตะวันออกของปรางค์หมายเลข 1 มีลวดลายปูนปั้นรูปมกรคายนาคห้าเศียรเป็นซุ้ม ภายในซุ้มตกแต่งเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิเหลือเพียงครึ่งองค์ลักษณะคล้ายพระพุทธรูปร่วมสมัยศิลปะบายนของกัมพูชา
ซุ้มหน้าบันทิศใต้ของปรางค์หมายเลข 3 ทำปลายซุ้มหน้าบันเป็นรูปมกรคายนาค ภายในมีรูปพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดเล็ก ประทับบนฐานบัวหงาย ลักษณะของพระพุทธรูปองค์นี้ วางพระหัตถ์บนเข่าคล้ายพระพุทธรูปศิลปะล้านนา แต่พระบาทนั้นไขว้กันหลวมๆ แบบพื้นเมืองภายใต้อิทธิพลทราวดี ส่วนรัดประคดนั้นทำเว้าลงแล้วหยักเป็นมุมแหลมตรงกลาง แลเห็นขอบชัดเจนตามแบบฉบับของศิลปะลพบุรี

ปรางค์หมายเลข 2 ทางด้านเหนือมีกลีบขนุนปรางค์รูปบุคคลแบบบุรุษอีกหนึ่งไว้ด้านบนแสดงกิริยาการเหาะไปในอากาศ (ชำรุด) ซึ่งปกติควรจะทำเป็นรูปท้าวกุเวรทรงคชสีห์หรือพระพรหมทรงหงส์ ทางทิศตะวันออกมีกลีบขนุนปรางค์จำหลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ด้านใต้เป็นรูปพระยมทรงโค ด้านตะวันตกเป็นรูปพระวรุณทรงหงส์


แนวความคิดในการติดตั้งกลีบขนุนปรางค์เท่าที่ปรากฏจากการศึกษากลีบขนุนปรางค์ที่ยังหลงเหลืออยู่พบว่า แต่ละด้านจะมีกลีบขนุนปรางค์รูปเทพประจำทิศตรงกลาง ขนาบข้างด้วยกลีบขนุนปรางค์รูปนักบวชกุมกระบองด้านละหนึ่งองค์ (ซ้าย-ขวา) และกลีบขนุนปรางค์รูปนักบวชกุมกระบองของแต่ละด้านจะถูกขนาบด้วยกลีบขนุนปรางค์รูปพญานาคที่มุมของหลังคาปรางค์ กลีบขนุนปรางค์ทุกชิ้นจะปรากฏร่องรอยการตกแต่งด้วยปูนปั้นอีกชั้นหนึ่งทั้งสิ้น


ที่น่าสนใจคือ การขุดพบกลีบขนุนปรางค์รูปนางเทพอัปสรทรงดอกบัว ? (ชำรุด ศีรษะหักหายไป) ตกอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกของปรางค์ประธานประมาณ 15 เมตร กลีบขนุนปรางค์นี้อาจอยู่บนตำแหน่งที่สัมพันธ์กับกลีบขนุนปรางค์รูปนักบวชกุมกระบองก็ได้ ดังจะพบว่าปราสาทหินเขาพนมรุ้งก็มีกลีบขนุนปรางค์รูปนางเทพอัปสร ? วางคั่นระหว่างกลีบขนุนปรางค์รูปนักบวชกับพญานาค


สำหรับเสาประดับกรอบประตูของพระปรางค์ทั้งสามองค์นั้น ทำด้วยศิลาทรายรูปแปดเหลี่ยม จำหลักเส้นลวดตลอดจากบนลงล่างแบบเสาประดับกรอบประตูในศิลปะบายนกัมพูชาที่โคนเสาจำหลักรูปฤาษีนั่งไขว้ขาประนมมือภายในซุ้มประดับด้วยรวยระกา โดยเสาบางท่อนมีการใช้ชิ้นส่วนกระเบื้องเคลือบสีเหลืองมาซ่อมด้วย ส่วนฤาษีโคนเสาอิงกรอบประตูที่ปราสาทเขาพนมรุ้งนั้นนั่งไขว่ห้างเอียงข้างหันหน้าออก มือถือคัมภีร์ ใบหน้าแสดงอาการยิ้มเล็กน้อย ไม่ถมึงทึงหรือเคร่งเครียดแต่อย่างใด


จากการศึกษาเปรียบเทียบในชั้นต้นนี้ได้พบว่า ลักษณะปลายซุ้มหน้าบันรูปมกรคายนาคที่โบราณสถานพระปรางค์สามยอดนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับลวดลายปูนปั้นรูปมกรคายนาคที่วัดล้มกลางเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังอาจโยงความสัมพันธ์ของซุ้มหน้าบันรูปมกรคายนาคของพระปรางค์สามยอดและพระปรางค์วัดล้ม เข้ากับบันไดรูปมกรคายนาคมีคนแคระแบกที่วัดธรรมิกราชอีกแห่งหนึ่งด้วย จะทำให้มองเห็นความเกี่ยวเนื่องจากศิลปกรรมของโบราณสถานในเมืองลพบุรีและเมืองพระนครศรีอยุธยาได้ดียิ่งขึ้น


สำหรับลวดลายการตกแต่งบนองค์ปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับลวดลายปูนปั้นที่พระปรางค์สามยอดค่อนข้างมาก จึงควรจะได้มีการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบทางศิลปะโดยละเอียด จะทำให้สามารถทราบวิวัฒนาการศิลปกรรมของเมืองลพบุรีได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป

บทที่ 1
สภาพโบราณสถานก่อนการบูรณะ
จากการศึกษารูปแบบทางสถาปัตยกรรม ทำให้สามารถแบ่งโบราณสถานพระปรางค์สามยอดออกเป็น 2 ส่วนดังนี้
ก.ส่วนที่หนึ่ง คือ พระปรางค์สามองค์ ตั้งอยู่บนฐานแยกต่างหากจากกัน ก่อด้วยศิลาแลงและศิลาทรายบางส่วน สร้างเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18
ข.ส่วนที่สอง คือ โบราณสถานก่ออิฐถือปูนที่ถูกสร้างเสริมขึ้นมาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์เป็นอย่างน้อย ได้แก่ ซากวิหารด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน (ปรางค์หมายเลข 2) รากฐานอาคารด้านตะวันตกของปรางค์ประธาน (ปรางค์หมายเลข 2) และรากฐานวิหารด้านตะวันตกเฉียงเหนือของพระปรางค์สามยอด

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม

ความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อศาสนสถาน ทำให้พระปรางค์สามยอดได้รับการอนุรักษ์ด้วยดีมาตั้งแต่ครั้งอดีต หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจนปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า สมเด็จพระนารายณ์แห่งราชวงศ์ปราสาททองโปรดเกล้าฯ ให้มีการซ่อมแซมและบูรณะพระอารามต่างๆ ในเมืองลพบุรีอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งในสมัยหลังทั้งราชบัณฑิตสภาและกรมศิลปากร รวมทั้งองค์กรท้องถิ่นอื่นๆต่างก็ให้ความสนใจในการอนุรักษ์พระปรางค์สามยอดอย่างต่อเนื่อง ทำให้โบราณสถานแห่งนี้มีองค์ปาระกอบทางสถาปัตยกรรมที่ค่อนข้างสมบูรณ์นับตั้งแต่บัวยอดปรางค์ ชั้นเชิงบาตร ชั้นหลังคาเรือนธาตุ และฐานพระปรางค์ แม้ในเวลาต่อมาปัจจัยต่างๆจะทำให้ชิ้นส่วนของหลังคาปรางค์บางอันหลุดตกลงมาบ้าง
องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพระปรางค์หมายเลข 1 มีดังนี้
1.กลศ (หินชั้นที่ 1-2)
คือ ส่วนยอดของหลังคาปรางค์ รูปร่างคล้ายไข่ผ่าครึ่งด้านหน้าตัดสูง 20 ซม. ทำจากศิลาทรายสีเทา 2 ชิ้นวางประกบกัน มีรูตรงกลาง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซม. ตั้งอยู่บนชั้นศิลาแลง 3-4 ก้อนอย่างหมิ่นเหม่ ชั้นศิลาแลงนี้แต่เดิมคงจะมีลักษณะเป็นรูปกลีบบัวหรือทรงฟักทอง (ทรงเฟือง)

2.กลุ่มบัวยอดปรางค์ แบ่งเป็น
- บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 (หินชั้นที่3-4) มีลักษณะเป็นชั้นบัวคว่ำบัวหงาย มีลวดบัวคั่น ทำจากศิลาแลงฉาบปูนขาวซึ่งหลุดร่วงไปเกือบหมดสิ้นแล้ว บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 ประกอบด้วยชั้นศิลาแลง 2 ชั้น สูงประมาณ 80 ซม.มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 170 ซม.องค์ประกอบบางส่วนของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 อาทิ กลีบบัวหงายรูปคล้ายลิ่ม และฐานบัวหงาย (คือส่วนที่เป็นบัวคว่ำ) หล่นหายไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากศิลาแลงแต่ละก้อนไม่ได้ถูกยึดด้วยเหล็กรูปตัวไอ
-บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2 (หินชั้นที่ 5 – 6) มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 280 ซม.ประกอบด้วย ชั้นศิลาแลง 2 ชั้น มีลักษณะเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงายเช่นกัน มีศิลาแลงหลุดตกลงไป 2 ชิ้น ทางด้านตะวันออกและตะวันตก
-บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1 (หินชั้นที่ 7-8) มีเส้นผ่าศูนย์กลางชั้นบนประมาณ 350 ซม.เส้นผ่าศูนย์กลางชั้นล่างประมาณ 400 ซม.ประกอบด้วยศิลาแลง 3 ชั้น

3.กลุ่มชั้นเชิงบาตรหรือชั้นบันแถลง (ชั้นหน้าบัน)
-ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 5 (บันแถลงชั้นที่5) (หินชั้นที่10-11-12) มีเส้นผ่าศูนย์กลางชั้นบนประมาณ 380 ซม.เส้นผ่าศูนย์กลางชั้นล่างประมาณ 370 ซม.ประกอบด้วยศิลาแลง 3 ชั้น
-ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 4 (บันแถลงชั้นที่4) (หินชั้นที่13-14) เส้นผ่าศูนย์กลางชั้นบนกว้างประมาณ 500 ซม.เส้นผ่าศูนย์กลางชั้นล่างกว้างประมาณ 480 ซม.
-ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 3 (บันแถลงชั้นที่3) มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 500 ซม.
-ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 2 (บันแถลงชั้นที่2) มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 550 ซม.
-ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 1 (บันแถลงชั้นที่1) มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 550 ซม.
ชั้นเชิงบาตรพระปรางค์หมายเลข 1 มีกลีบขนุนปรางค์เหลืออยู่เพียงด้านละ 1-2 ชิ้นเท่านั้น

4.หลังคามุมทิศ
หลังคามุขทิศด้านตะวันออก ด้านใต้ และด้านตะวันตกของพระปรางค์หมายเลข 1 มีกรอบหน้าบันลดชั้น 2 ชั้น (ช้อนกัน) ประกอบกด้วยศิลาแลงและศิลาทราย มุขทิศแต่ละด้านยื่นออกมาประมาณ 4 เมตร ส่วนมุขทิศเหนือมีลักษณะเป็นฉนวนเชื่อมกับพระปรางค์หมายเลข 2 มีกรอบหน้าบันเพียงชั้นเดียว

5.เรือนธาตุ
ถัดจาดหลังคามุขทิศลงมาเป็นเรือนธาตุของพระปรางค์และเรือนธาตุของมุขทิศ ทำลดชั้นย่อมุมออกไป ภายในเรือนธาตุเรียกว่า “ครรภคฟหะ” ประดิษฐานแท่นโยนิโทรณะ หรือแท่นประดิษฐานรูปเคารพ มีรางน้ำหันไปทางทิศเหนือ แต่เดิมเป็นที่ประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

6.ฐาน
ฐานของพระปรางค์หมายเลข 1 มีสภาพทรุดพัง แต่ก็ยังพอจะแลเห็นร่องรอยของฐานบัวคว่ำบัวหงาย โดยมีลวดบัวหรือหน้ากระดานอกไก่คั่นที่บริเวณฐานของฉนวนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ลักษณะของฐานดังกล่าวคงจะคล้ายคลึงกับฐานของพระปรางค์หมายเลข 2 และพระปรางค์หมายเลข 3 ซึ่งได้รับการซ่อมแซมไปแล้ว เหตุที่มั่นใจว่าฐานดั้งเดิมของพระปรางค์หมายเลข 1 มีรูปแบบเช่นนั้น เนื่องจากเมื่อนำรูปแบบของฐานปราสาทหินเขาพนมรุ้งมาศึกษาเปรียบเทียบแล้ว จะพบว่าฐานของพระปรางค์สามยอดและฐานของปรางค์ประธานปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ต่างก็มีส่วนที่ควรจะเรียกในที่นี้ว่า “ฐานไพทีย่อมุม” หรือฐานบัวคว่ำบัวหงาย ยื่นออกมาโดยรอบเช่นกัน เพียงแต่ลักษณะของบันไดพระปรางค์หมายเลข 1 และพระปรางค์องค์อื่นๆ เท่านั้นที่ถูกซ่อมผิดจารีตโครงสร้างสถาปัตยกรรมซึ่งได้รับอิทธิพลของศิลปกรรมเขมรโบราณ


องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพระปรางค์หมายเลข 2 (ปรางค์ประธาน) มีดังนี้
1.กลศ
พร้อมทั้งส่วนฐานของกลศ หล่นหายไป แต่กลับมีสายล่อฟ้าของใหม่ และอิฐที่ก่อรับสายล่อฟ้าแทนที่
2.กลุ่มบัวยอด แบ่งเป็น
-บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 ลักษณะเป็นศิลาทราย จำหลักเป็นรูปทรงบัวคว่ำบัวหงายเส้นผ่าศูนย์กลาง 230 ซม.บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 นี้ เหลือศิลาทรายประกอบกันเป็นรูปบัวทรงเฟืองเพียง 5 ก้อน โดยส่วนบัวหงายทางด้านตะวันตกหลุดหายไป เหลือแต่ส่วนกลีบบัวคว่ำด้านล่าง สำหรับส่วนประกอบบัวยอดปรางค์ตรงกลางทำจากศิลาทรายก้อนใหญ่ประกบกัน 2 ก้อน ตามแนวเหนือ-ใต้ มีรูตรงกลางกว้างประมาณ 30 ซม.ฐานบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 ส่วนล่างของศิลาทรายก้อนใหญ่มีสภาพแตกออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ 2-3 ชิ้น
-บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2 ลักษณะเป็นศิลาทรายวางเรียงกันตามแนวเหนือ-ใต้ 2 ชั้น มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 300 ซม.ประกอบด้วยศิลาทรายตั้งซ้อนกัน 2 ชั้น มีการจำหลักศิลาทรายชั้นบนเป็นรูปกลีบบัวชัดเจน บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2 นี้ยังคงมีลักษณะเป็นทรงเฟืองอยู่
-บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1 ลักษณะเป็นศิลาทรายเรียงซ้อนกัน 3 ชั้น เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 400 ซม.กรอบนอกของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1 นี้ ยังคงมีรูปทรงเฟืองและจำหลักลวดลายกลีบบัวเพิ่มเข้าไปด้วย

3.กลุ่มชั้นเชิงบาตรหรือชั้นบันแถลง (ชั้นหน้าบัน)
-ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 5 (บันแถลงชั้นที่ 5) ส่วนบนมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 400 ซม.ส่วนล่างมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 500 ซม.ทำจากศิลาแลงทั้งหมด
-ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 4 (บันแถลงชั้นที่ 4) มีเส้นผ่าศูนย์กลางทั้งชั้นบนและชั้นล่างประมาณ 500 ซม.
-ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 3 (บันแถลงชั้นที่ 3) มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 600-620 ซม.
-ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 2 (บันแถลงชั้นที่ 2) มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 600 ซม.
-ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 1 (บันแถลงชั้นที่ 1) มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 650 ซม.
ชั้นเชิงบาตรพระปรางค์หมายเลข 2 มีกลีบขนุนปรางค์เหลืออยู่ด้านละไม่กี่ชั้นเช่นกัน

4.หลังคามุขทิศ
หลังคามุขทิศทางด้านตะวันออกและทิศตะวันตกของพระปรางค์หมายเลข 2 มีกรอบหน้าบันลดชั้น 2 ชั้น ประกอบด้วย ศิลาแลงและศิลาทราย ส่วนมุขทิศเหนือและใต้มีหน้าบันยื่นออกมาเพียงชั้นเดียว เนื่องจากมีฉนวนเชื่อมกับปรางค์หมายเลข 1 ทางทิศใต้ และปรางค์หมายเลข 3 ทางทิศเหนือ อย่างพอเหมาะอยู่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือ มีการจำหลักรูปบุคคลขนาดเล็กกุมกระบอง มีเคราที่คาง คล้ายนักบวชหรือโยคีส่วนบนของซุ้มหน้าบันมุขทิศตะวันออกของปรางค์ประธานหมายเลข 2 คล้ายรูปนักบวชที่กลีบขนุนปรางค์และโคนเสาประดับกรอบประตู

5.เรือนธาตุ
ภายในเรือนธาตุของพระปรางค์หมายเลข 2 นี้ แต่เดิมเคยประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกศิลาทราย ปัจจุบันคงเหลือแต่ฐานโยนิโทรณะหรือแท่นประดิษฐานรูปเคารพ

6.ฐาน
ฐานของพระปรางค์หมายเลข 2 มีสภาพแข็งแรง เนื่องจากเคยได้รับการซ่อมแซมมาแล้ว

ปัจจุบันภายในเรือนธาตุทั้งของพระปรางค์ทั้งสามองค์ มีสภาพเป็นอิฐ ปูพื้นสูงเท่ากับระดับขอบบนของฐานโยนิโทรณะ เข้าใจว่าน่าจะถูกก่อขั้นเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากยังมีผู้จำได้ว่าเดิมพื้นปรางค์ด้านในอยู่ต่ำกว่านี้ สำหรับผนังปรางค์ด้านในทั้ง 3 องค์ มีการก่ออิฐคล้ายอาสนสงฆ์ ส่วนหน้าต่างของปรางค์ทั้งสามองค์ถูกก่ออิฐปิดหมดทุกด้านเสียแล้ว


สิ่งที่น่าสนใจที่ได้พบจากการศึกษาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานพระปรางค์สามยอดก็คือ การที่บริเวณหน้าบันของมุขทิศเกือบทุกด้านของโบราณสถานแห่งนี้จะมีร่องรอยการถูกเจาะเป็นร่องรูปหน้าจั่วแบบเดียวกัน เมื่อได้พบหลักฐานของกระเบื้องมุงหลังคาจากบริเวณตรงข้ามกับตำแหน่งหน้าบันของมุขทิศจำนวนมาก ทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่า การเจาะร่องดังกล่าวบนหน้าบันของมุขทิศน่าจะทำขึ้นเพื่อสอดแปมุงหลังคาในชั้นหลังนั่นเอง หลักฐานการสอดแปมุงหลังคายื่นออกมาจากหน้าบันมุขทิศเช่นนี้ ยังได้พบที่ปรางค์ทิศวัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย


ส่วนฝ้าเพดานของพระปรางค์หมายเลข 1-2 นั้น มีร่องรอยของการประดับกระจกเป็นรูปดาวพื้นไม้ลงรักปิดทอง สภาพชำรุดทรุดโทรมค่อนข้างมาก

ปัญหาด้านวิศวกรรม
การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ อาทิ อิทธิพลของกระแสลม ฝน แสงแดด และความชื้นในแต่ละปี ทำให้ศิลาแลงและศิลาทรายอันเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพระปรางค์สามยอดเกิดการเสื่อมสภาพ เมื่อถูกลิงปีนป่ายขึ้นไปขย่มบ่อยๆเข้าก็หลุดตกลงมา เบื้องล่างเป็นจำนวนมาก


จากการสำรวจแรงสั่นสะเทือนของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (A.I.T) แม้จะพบว่าแรงสั่นสะเทือนจากรถไฟและรถบรรทุกมีผลต่อรากฐานของพระปรางค์สามยอดไม่มากนัก การสำรวจมิได้ระบุถึงผลกระทบอันเกิดขึ้นต่อส่วนประกอบของเรือนธาตุ และหลังคาปรางค์ซึ่งได้รับแรงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องสะสมมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งมีรอยปริแยกหลายจุดบนองค์ปรางค์ อาทิ ที่มุขทิศตะวันออกของพระปรางค์หมายเลข 1 ที่หน้าบันบนชั้นเชิงบาตรของพระปรางค์หมายเลข 2 ซุ้มประตูและมุขทิศด้านตะวันตกของพระปรางค์หมายเลข 2 ซึ่งถูกค้ำยั่นด้านเสาและคานคอนกรีตเสริมเหล็ก อีกทั้งยังถูกรัดด้วยเหล็กแผ่นเพื่อกันมิให้มุขทิศด้านนี้ทรุดพังลงมา

บทที่ 2
การสำรวจเพื่อการบูรณะ

การวางผังบริเวณ
ช่างสำรวจได้กำหนดจุดต่างๆ โดยรอบพื้นที่โบราณสถานออกเป็น 4 จุด ได้แก่จุด RP.1 อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จุด RP.2 อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จุด RP.3 อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และจุด RP.4 อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จากนั้นจึงตีตารางรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 1x1 เมตรคลุมพื้นที่พระปรางค์สามยอด โดยมีจุด BM. อยู่ทางด้านตะวันออกของวิหาร ซึ่งต่อเสริมออกไปจากปรางค์ทิศตะวันออกของพระปรางค์หมายเลข 1 เป็นจุดกำหนดตายตัว มีระดับความสูงสมมติอยู่ที่ 10.000 เมตร การกำหนดจุด BM.มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกับการกำหนด DATUM LINE ในการขุดแต่งโบราณสถาน กล่าวคือ DATUM LINE จะใช้ในการวัดระดับวัตถุที่อยู่ลึกลงไปในชั้นดิน ส่วน BM.LINE ใช้วัดระดับของโครงสร้างของโบราณสถานซึ่งอยู่เหนือผิวดินขึ้นไป


หลังจากทำแผนผังบริเวณในแนวราบแล้ว มีการติดตั้งนั่งร้านโครงเหล็กเพื่อให้เกิดความสะดวกในการปฏิบัติงาน จากนั้นช่างสำรวจไก้ทำผังรูปด้านของพระปรางค์หมายเลข 1-2 เป็นตารางกริดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 1x1 เมตร เช่นเดียวกัน เพื่อควบคุมระดับความสูงของชั้นหินให้สัมพันธ์กับหลักฐานซึ่งจะถูกบันทึกลงบนสมุดกราฟ มิให้เกิดความผิดพลาดในการถอดชิ้นส่วนองค์ประกอบสถาปัตยกรรมของโบราณเป้าหมาย จากนั้นช่างจึงได้กำหนดหมายเลขของตารางกริด โดยเริ่มจากจุด RP.2 มีเส้นตั้งเป็นแกน Y เส้นนอนเป็นแกน X มีหมายเลขกำกับช่องละ 1 เมตร ดังปรากฏในผังบริเวณ


หลังจากทำผังทั้งตามแนวดิ่งและแนวราบโดยใช้อุปกรณ์คือกล้องส่องระดับ ไม้ระดับ ลูกดิ่ง และเชือกแล้ว ก็จะถึงขั้นตอนของการดำเนินการเพื่อการบูรณะ ซึ่งจะได้กล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป

บทที่ 3
การบูรณะพระปรางค์หมายเลข 1 และพระปรางค์หมายเลข 2


การบูรณะพระปรางค์หมายเลข 1-2 มีขั้นตอนดังนี้
1.การถอดชิ้นส่วนองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม
1.1การถอดชิ้นส่วนพระปรางค์หมายเลข 1
1.1.1 การถอดกลศและฐานกลศ
เมื่อได้ทำผังตำแหน่งของกลศบนยอดปรางค์หมายเลข 1 แล้ว จากนั้นจึงถอดกลศโดยใช้เชือกรัดเป็นห่วงแล้วใช้รถเครนโรยโบราณวัตถุชิ้นนี้ลงมาอย่างระมัดระวัง หลังจากถอดกลศแล้วจึงรื้อฐานรองรับกลศซึ่งเป็นศิลาแลงลงมาด้วย ฐานรองกลศมีสภาพชำรุดมากเหลือศิลาแลงที่มรสภาพสมบูรณ์เพียงชิ้นเดียว นอกนั้นมีสภาพเป็นเศษศิลาแลง 2-3 ก้อน จึงได้เขียนรหัสศิลาของกลศเป็นชั้นที่ 1 ส่วนฐานรองรับกลศให้เป็นศิลาชั้นที่ 2 โดยใช้ระบบให้หมายเลขศิลาเวียนขวาตามเข็มนาฬิกา
1.1.2 การถอดชิ้นส่วนศิลากลุ่มยอดบัวปรางค์
- การถอดชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3
หลังจากถอดชั้นกลศออกไปแล้ว ได้พบว่าชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 ทางด้านตะวันออกมีสภาพชำรุดมาก เนื่องจากมีศิลาแลงหล่นหายไปหลายชิ้น จนเหลือศิลาแลงเพียง 11 ชิ้น ส่วนฐานด้านล่างของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 ก็มีศิลาแลงรองรับอีกชั้นหนึ่ง ศิลาแลงบางก้อนมีสภาพชำรุดมาก ศิลาแลงชั้นบนมีขนาดประมาณ 30x70x20 ซม.ศิลาแลงชั้นล่างมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย และได้พบหลักฐานว่ามีการใช้ปูนซิเมนต์มาซ่อมบัวยอดปรางค์ชั้นนี้ไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้


หลังจากกำหนดรหัสบนศิลาแลงแต่ละก้อนลงบนผังและบนศิลาแล้วจึงรื้อบัวยอดปรางค์ชั้นบนลงมาก่อนที่จะดำเนินการเช่นเดียวกันกับฐานของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 การรื้อบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 ทำให้พบว่า ภายในมีการนำแท่งศิลาทรายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 50x50x20 ซม.วางเป็นศูนย์กลางของกลีบบัวยอดปรางค์ ซึ่งจะมีขอบด้านนอกบานออก ส่วนขอบด้านในเรียกว่า ไม่ปรากฏหลักฐานการใช้เหล็กรูปตัวไอยึดศิลาแลงแต่ละก้อนเข้าด้วยกัน
-การถอดชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2
บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2 ประกอบด้วย ศิลาแลงชั้นบนกับชั้นล่าง รูปร่างของศิลาแลงแต่ละก้อนมีลักษณะคล้ายส่วนบนของกระดูก LONG BONE ที่ถูกแต่งส่วนล่างให้มน แล้ววางเรียงโดยการหันส่วนบนออกไปด้านนอก บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2 ส่วนบนประกอบด้วย ศิลาแลงจำนวน 16 ก้อนแต่เหลือเพียง 14 ก้อน


พบหลักฐานการใช้เหล็กรูปตัวไอยึดศิลาแลงก้อนที่ 11-12-13 (ชิ้นเดียวกับก้อนที่ 12) – 14 เข้าด้วยกัน โดยมีโลหะตะกั่วหลอมยึดเหล็กให้แน่นภายในร่องอีกครั้ง ศิลาแลงมีขนาดประมาณ 50x100x30 ซม.ส่วนฐานของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2 นั้น มีการใช้เหล็กรูปตัวไอยึดศิลาแลงก้อนที่ 4 กับก้อนที่ 5 ก้อนที่ 9 กับก้อนที่ 10 และก้อนที่ 14 กับก้อนที่ 15 และก้อนที่ 16 เข้าด้วยกัน ปัญหาคือ ศิลาแลงบางก้อนอาจมีสภาพชำรุดเนื่องจากการเจาะฝังเหล็กรูปตัวไอ ดังปรากฏหลักฐานในแผนผังชั้นศิลาแนบท้ายรายงานฉบับนี้
-การถอดชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1
บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1 ส่วนบนประกอบด้วย ศิลาแลงทั้งชำรุดและสมบูรณ์รวม 35 ก้อน พบว่ามีการใช้เหล็กรูปตัวไอหลอมด้วยตะกั่วยึดหินก้อนที่ 7-8 ไว้เพียงจุดเดียวการเรียงศิลาแลงมีลักษณะวางส่วนของกลีบบัวยอดปรางค์ล้อมรอบแกนของบัวยอดปรางค์ด้านในเป็นวงกลม


ฐานของบัวยอดปรางค์ ประกอบด้วย ศิลาแลงจำนวนมากกว่า 35 ก้อน ศิลาแลงบางก้อนชำรุดหล่นหายไป บางก้อนอาจชำรุดเนื่องจากการใช้เหล็กรูปตัวไอยึด พบหลักฐานการใช้


เหล็กรูปตัวไอหลอมด้วยตะกั่วยึดศิลาแต่ละก้อนเข้าด้วยกันเกือบรอบฐานชั้นล่างของบัวยอดปรางค์ชั้นนี้
การรื้อบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1 ทั้งส่วนบนและส่วนฐาน มีการถ่ายรูปทำผัง กำหนดรหัสศิลาแลงแต่ละก้อนเป็นหลักฐานรัดกุม

1.1.3 การถอดชิ้นส่วนชั้นเชิงบาตร (ชั้นบันแถลง)
-การถอดชิ้นส่วนชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 5 (หน้าบันชั้นที่ 5)
ชั้นเชิงบาตรหรือชั้นบันแถลงหรือหน้าบันชั้นที่ 5 นี้ ประกอบด้วยศิลาแลงจำนวน 36 ก้อน ขนาดไม่เท่ากัน ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดประมาณ 100 x 50 x 30 ซม.ศิลาบางก้อนมีลักษณะเป็นแท่งเล็กๆ สอดระหว่างศิลาก้อนใหญ่เพื่อให้องค์ปรางค์มีความมั่นคง ไม่ปริแยกออกจากกันโดยง่าย ไม่ปรากฏหลักฐานการใช้เหล็กรูปตัวไอยึดศิลาแต่ละก้อนเอาไว้ ศิลาบางก้อนของฐานชั้นกลางของชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 5 จะถูกเซาะร่องทำบ่าเพื่อรับกับเหลี่ยมศิลาแลงด้านนอกที่สอดแทรกเข้ามา เช่นเดียวกีบศิลาแลงชั้นล่างของชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 5 นี้
-การถอดชิ้นส่วนชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 4 (หน้าบันชั้นที่ 4)
ชั้นเชิงบาตรหรือชั้นบันแถลงหรือชั้นหน้าบันชั้นที่ 4 ประกอบด้วยศิลาแลงขนาดต่างๆกัน ศิลาก้อนที่ใหญ่ที่สุดมีขนากประมาณ 100 x 60 x 50 ซม.มีศิลาแลงหล่นหายไปบ้าง เหลือศิลาแลงประมาณ 44-45 ก้อน ขอบด้านนอกบางส่วนของชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 4 นี้ ถูกก่อเสริมด้วยอิฐถือซิเมนต์ เมื่อปี พ.ศ.2512 (มีการเขียนปีที่ซ่อมไว้บนแผ่นซิเมนต์ที่ก่อเสริมด้วย) ชั้นล่าง (ส่วนล่าง) ของชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 4 นี้ เหลือศิลาแลงประมาณ 45-46 ก้อน ศิลาแลงบางก้อนก็มีลักษณะเป็นลิ่มหรือตัวเสริมตัวแทรกให้มีความแน่นหนา ไม่ปรากฏว่ามีการใช้เหล็กรูปตัวไอยึดศิลาแลงเข้าด้วยกันในระดับนี้


เมื่อรื้อศิลาแลงของชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 4 ออกไป จึงได้พบว่ามีการใช้เหล็กรูปตัวไอยึดศิลาแลงทางด้านใต้ของชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 3 (ส่วนบน) เพียงตัวเดียวเท่านั้น


การรื้อศิลาแลงตั้งแต่ส่วนกลศลงมาจนถึงชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 4 ออกไป ทำให้ได้พบแนวโน้มว่า การเรียงศิลาแลงชั้นบนๆ ช่างจะใช้เหล็กรูปตัวไอยึดศิลาแลงเข้าด้วยกัน เนื่องจากศิลาแลงชั้นบนมีขนาดค่อนข้างเล็กและมีน้ำหนักไม่มากนัก การยึดด้วยเหล็กรูปตัวไอจะช่วยให้เกิดความมั่นคงได้มากในระยะแรก แต่ครั้นเวลาผ่านไปนานๆ ร่องที่ใช้วางเหล็กยึดศิลาแลงจะเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ศิลาแลงแตกหรือชำรุดหล่นลงมายังพื้นด้านล่างเสียเอง เนื่องจากอุณหภูมิในอากาศจะทำให้ศิลาแลงหรือเหล็กและตะกั่วมีการหดและขยายตัวตามคุณสมบัติทางธรรมชาติของธาตุแต่ละอย่าง


หลักฐานที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งที่พบจากการรื้อชิ้นส่วนศิลาแลงก็คือ นักโบราณคดีได้พบว่า ช่างได้เรียงศิลาแลงให้มีลักษณะเวียนขวาจากบนลงมาด้านล่าง (หรือเวียนจากซ้ายขึ้นไป) ทำให้ศิลาแลงแต่ละชั้นจะมีลักษณะหลั่นเหลื่อมกันเล็กน้อย หากไม่สังเกตชั้นศิลาแลงจากหน้าตัดด้านในของโพรงศิลาแลงที่เหลื่อมกันตรงจุดศูนย์กลางของปรางค์แล้วจะไม่สามารถแลเห็นเป็นเทคนิคพิเศษนี้ได้เลย จึงอาจเรียกเทคนิคพิเศษนี้ว่า “การซ้อนหินหลั่นเหลื่อมกันแบบเกลียวสว่านวนขวาลงล่าง” ก็ได้ ประโยชน์ของการเรียงศิลาแลงเช่นนี้ เมื่อผสมผสานกับการเซาะบ่าของศิลาแลงบางก้อนเพื่อสอดเหลี่ยมของศิลาแลงอีกก้อนเข้ามา จะทำให้เกิดการขัดและการสอดรับกันของศิลาแต่ละก้อนทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ เพิ่มความมั่นคงให้เกิดแก่องค์ปรางค์ได้มากยิ่งขึ้น


จึงตอบปัญหาบางอย่างได้ว่าเหตุใดศิลาแลงบางชั้นจึงมีเหล็กรูปตัวไอยึดศิลาแลงไว้บางก้อนหรือบางส่วนเท่านั้น และการเจาะหรือบากร่องเพื่อใส่เหล็กรูปตัวไอบนศิลาแลงทุกก้อนอาจจะมีส่วนทำให้ศิลาแลงชำรุดและปริออกมาเสียเองก็ได้

1.2 การถอดชิ้นส่วนพระปรางค์หมายเลข 2
1.2.1 การถอดชิ้นส่วนกลุ่มบัวยอดปรางค์
- การถอดชิ้นส่วนกลุ่มบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3
ช่างผู้ปฏิบัติงานบูรณะได้ถอดเสาสายล่อฟ้า แล้วจึงสกัดฐานอิฐที่ใช้ตั้งสายล่อฟ้าออกไป ก่อนจะทำผังและดำเนินการตามเทคนิคการถอดชิ้นส่วนองค์ประกอบของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 บัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 นี้ เหลือศิลาทรายเพียง 5 ก้อน ก้อนที่ใหญ่ที่สุดมีขนาด 130 x 100 x 50 ซม.
-การถอดชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2
การรื้อชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 ออกไป ทำให้พบว่า การเรียงศิลาทรายของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2 นี้ ได้เรียงตามแนวนอน (ตะวันออก-ตะวันตก) มีการใช้เหล็กรูปตัวไอหลอมตะกั่วยึดศิลาทรายก้อนที่ 1-2-3 และยึดศิลาทรายก้อนที่ 9-10 เข้าด้วยกัน ศิลาทรายที่ประกอบกันเป็นบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2 นี้ ก้อนใหญ่ที่สุดมีขนาด 150 x 30 x 30 ซม.


เมื่อรื้อส่วนบนของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 2 ลงไป ได้พบแท่งศิลาทรายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 50 x 50 x 20 ซม.มีรูสี่เหลี่ยมประมาณ 20 x 20 ซม.อยู่ตรงกลาง ซ้อนกัน 2 ชั้น เช่นเดียวกับที่พบในบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 3 ของพระปรางค์หมายเลข 1 แต่ไม่ทราบประโยชน์หรือหน้าที่ของวัตถุดังกล่าวว่า มีความเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อทางศาสนาอย่างไร แท่งศิลาทรายดังกล่าวนี้วางปิดโพรงของปรางค์หมายเลข 2 ได้พอดี ได้พบชิ้นส่วนแผ่นทองแดงขนาดใหญ่ม้วนเป็นแผ่นกลมวางอยู่ทางด้านใต้ของแท่นศิลาทราย เมื่อคลี่ออกมากับไม่ปรากฏร่องรอยการจารึกใดๆทั้งสิ้น ระดับนี้ไม่พบเหล็กรูปตัวไอยึดศิลาทรายเอาไว้ แต่พบว่ามีการนำศิลาแลงเพียงก้อนเดียว ขนาดประมาณ 30 x 50 x 20 ซม.ปนอยู่กับศิลาทราย
-การถอดชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1
ศิลาทรายที่นำมาประกอบกันเป็นบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1 มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีการเซาะร่องเป็นแนวยาวตรงตามแกนทิศทั้งสี่ ซึ่งในชั้นนี้มีผู้ระบุว่า อาจเป็นรางระบายน้ำฝนมิให้ไหลลงไปภายในองค์ปรางค์ได้


ศิลาทรายของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1 ส่วนบน ประกอบด้วย หิน จำนวน 28 ก้อน รูปร่างคล้ายลิ่มหรือสี่เหลี่ยมคางหมู ชั้นหินส่วนกลางประกอบด้วยศิลาทราย จำนวน 30 ก้อน ชั้นหินส่วนล่างประกอบด้วยศิลาทราย จำนวน 29 ก้อน และมีหลักฐานใช้เหล็กรูปตัวไอหล่อด้วยตะกั่วยึดศิลาทรายเข้าด้วยกันถึง 11 จุด หรือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1

1.2.2 การถอดชิ้นส่วนชั้นเชิงบาตร (ชั้นบันแถลง)
- การถอดชิ้นส่วนชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 5 (ชั้นบันแถลงชั้นที่ 5)
ตั้งแต่ชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 5 ของพระปรางค์หมายเลข 2 ลงไป ทัพสัมภาระส่วนนี้ทำจากศิลาแลงทั้งหมด ประกอบด้วยศิลาแลงประมาณ 30-31 ก้อน ขนาดประมาณ 100 x 60 x 40 ซม.ถึงประมาณ 50 x 30 x 20 ซม.ลดหลั่นปะปนกัน ส่วนบนพบหลักฐานการใช้เหล็กรูปตัวไอยึดศิลาแลงเข้าด้วยกันเพียง 2 จุดเท่านั้น ชั้นเชิงบาตรส่วนกลางพบเพียงจุดเดียว ชั้นเชิงบาตรส่วนล่างนั้นมีศิลาแลงเรียงไม่น้อยกว่า 41 ก้อน (บางก้อนหล่นหายไป)
-การถอดชิ้นส่วนชั้นเชิงบาตรชั้นที่ 4 (ชั้นบันแถลงชั้นที่ 4)
ชั้นนี้มีการก่อปูนซิเมนต์เสริมความมั่นคงของแนวชั้นศิลาแลง (ระบุว่าซ่อมปี พ.ศ.2512) บางส่วน ชั้นหินส่วนกลางของชั้นเชิงบาตรระดับนี้มีการใช้เหล็กรูปตัวไอยึดประมาณ 5-6 จุด


การรื้อชิ้นส่วนและองค์ประกอบของบัวยอดปรางค์และชั้นเชิงบาตร มีการถ่ายรูปทำผังเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ในการนำมาประกอบเข้าตามรูปเดิม และเพื่อการบูรณะโดยการเสริมศิลาส่วนที่หลุดหายไปให้สมบูรณ์มั่นคงดังเดิม โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกลมกลืนที่มีต่อตัวโบราณสถาน


การถอดชิ้นส่วนพระปรางค์หมายเลข 1-2 บางครั้งจำเป็นต้องใช้เครื่องตัดหินมาใช้ตัดตามแนวตะเข็บศิลาที่ถูกปูนขาวฉาบไว้เพื่อรักษามิให้ปูนขาวกะเทาะหลุดลงมา หลักฐานที่พบจากการรื้อส่วนประกอบของพระปรางค์หมายเลข 2 ตามที่ระบุข้างต้น ทำให้ได้พบคำตอบเกี่ยวกับเทคนิคดังได้กล่าวถึงแล้วในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลของการถอดส่วนประกอบของพระปรางค์หมายเลข 1

1.2.3 การถอดชิ้นส่วนหลังคาและกรอบประตูมุขทิศตะวันตกพระปรางค์หมายเลข 2
หลังจากบันทึกตำแหน่งของศิลาแล้ว ช่างผู้ปฏิบัติงานบูรณะพระปรางค์หมายเลข 2 ได้ถอดชิ้นส่วนสันหลังคา หลังคา และหน้าบันมุขทิศตะวันตกของพระปรางค์หมายเลข 2 ลงมาก่อนที่จะทุบคานคอนกรีตเสริมเหล็กและแผ่นเหล็กที่รัดผนังมุขทิศ และรองรับทับหลังมุขทิศเอาไว้ จากนั้นจึงถอดทับหลังและเสาประดับกรอบประตูของมุขทิศส่วนนี้ออกไปตามลำดับ การถอดหน้าบันของมุขทิศด้านตะวันตกของปรางค์หมายเลข 2 ทำให้ได้พบว่า ศิลาทรายซึ่งวางทับอยู่บนทับหลังของมุขทิศก้อนหนึ่ง มีจารึกซ่อนอยู่ด้านใน อักษรที่ใช้จารึกเป็นอักษรขอม ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณตรวจสอบและวิเคราะห์


เมื่อถอดศิลาลงมาแล้ว ช่างได้รับคำสั่งให้ปัดทำความสะอาดและล้างหินแต่ละก้อนให้สะอาด เพื่อเตรียมนำกลับขึ้นไปประกอบเข้าที่เดิมอีกครั้งหนึ่ง

2. การเสริมความมั่นคงและการประกอบชิ้นส่วนพระปรางค์หมายเลข 1-2 เข้าที่เดิม
ช่างผู้ปฏิบัติงานบูรณะพระปรางค์ได้เจาะหินเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสลึก 10 ซม.เป็นพื้นที่ขนาด 2 x 2 เมตร เว้นขอบด้านนอกและด้านในติดปล่องเอาไว้เพื่อให้เป็นส่วนยึดเกาะตัวกันระหว่างวัสดุเก่าและวัสดุเสริมความมั่นคงแข็งแรง


จากนั้น ได้ทำความสะอาดพื้นที่ก่อนจะเจาะเหล็กรูปตัวยูยึดหินแต่ละก้อนไว้ และอัดด้วยกาววิทยาศาสตร์ ก่อนจะใช้ปูนขาวหมักเทรองพื้นคานป้องกันมิให้ปูนซิเมนต์ซึมลงไปทำลายเนื้อวัสดุเดิม (ศิลาแลง) เมื่อปูนหมักแห้งได้ที่แล้วจึงวางตะแกรงเหล็กไร้สนิมลงไปแทนที่เนื้อศิลาแลงที่ถูกสกัดออกไป ก่อนจะเทคอนกรีตซึ่งมีส่วนผสม 1:2:4 ลงไปยึดโครงสร้าง คสล. โดยตะแกรงเหล็กมีระยะการผูกเหล็กห่างกัน 20 ซม.ใช้เหล็กไร้สนิมเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 มม.เป็นแกนตะแกรง ใช้เวลาประมาณ 5 วัน เพื่อให้ คสล.อบตัวและแห้งอย่างเหมาะสม (บ่ม คสล.โดยขังน้ำไว้) แล้วจึงนำศิลาของแต่ละชั้นมาประกอบเข้าตามเดิม โดยได้เจาะฝังเหล็กไร้สนิมรูปตัวยูลงบนหินแต่ละก้อนแบบก้อนต่อก้อน ทุกๆจุดของหินแต่ละชั้น


การยึดหินแต่ละก้อนด้วยเหล็กไร้สนิม มีการอัดกาววิทยาศาสตร์เพิ่มความมั่นคงแข็งแรงเข้าไปด้วยทุกครั้ง เหล็กไร้สนิมรูปตัวยูมีขนาดยาวประมาณ 30 ซม.ส่วนที่งอเป็นขอนั้นยาว 15 ซม.


ช่องว่างของศิลาแลงหรือศิลาทรายแต่ละแห่งของทุกๆชั้น จะถูกหยอดปูนขาวหมักได้ที่ป้องกันการซึมผ่านของน้ำและความชื้นระดับหนึ่ง


เมื่อเรียงหินเข้าที่เดิมแล้วจึงได้คัดก้อนที่มีสภาพชำรุดมากๆทิ้งไป แล้วนำวัสดุใหม่ (ศิลาแลงใหม่) เข้าไปเสริมแทนที่ ก่อนที่จะสกัดให้มีรูปทรงกลมกลืนกับวัสดุเดิมตามรูปแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม


หลังจากเรียงศิลาขึ้นไปจนถึงระดับของบัวยอดปรางค์ชั้นที่ 1 ของพระปรางค์ทั้งสององค์ จึงสกัดศิลาเพื่อเทคาน คสล.อีกชั้นหนึ่ง ตามขั้นตอนดังได้กล่าวไปข้างต้น แล้วจึงนำชิ้นส่วนต่างๆขึ้นไปเรียงตามตำแหน่งเดิม

การบูรณะซุ้มประตูของมุขทิศด้านตะวันออกของพระปรางค์หมายเลข 1 นั้นมีการปฏิบัติดังนี้


การเสริมความมั่นคงของซุ้มประตูมุขทิศด้านตะวันออกของปรางค์หมายเลข 1 ใช้วิธีการเจาะสอดเหล็กไร้สนิม เอียงเป็นมุม 30-60 องศา ยาว 100 ซม.เข้าไปฝังไว้ที่ด้านหลังของแนวสันหลังคามุขทิศด้านตะวันตก จำนวน 30 จุด แล้วอัดน้ำปูนขาวหมักเข้มข้นลงไปในช่องว่างเพื่อให้ปูนขาวยึดเหล็กกับศิลาแลงเข้าด้วยกันอย่างแข็งแรง

3. การเสริมวัสดุใหม่เข้าไปแทนที่วัสดุที่ชำรุด
ได้กล่าวไปแล้วในขั้นตอนของการเสริมความมั่นคงและการประกอบชิ้นส่วนพระปรางค์กลับที่เดิม

4. การบูรณะฝ้าเพดานภายในครรภคฤหะของพระปรางค์หมายเลข 1-2

จากการศึกษาเทคนิคของการทำฝ้าเพดานของพระปรางค์หมายเลข 1-2 นักโบราณคดี ได้พบว่า ช่างได้บากชื่อตัวบนกับตัวล่างก่อนวางประกบกัน และยึดด้วยเดือยหรือตะปูเหล็กหัวกลมขนาดใหญ่ ส่วนกระดานบุฝ้านั้นจะถูกยึดด้วยเดือยไม้แผ่นต่อแผ่นอย่างแน่นหนา และมีหลักฐานว่าฉนวนของพระปรางค์สามยอดทั้งสองแห่งก็น่าจะมีการบุฝ้าเพดานด้วยเช่นกัน


สำหรับการบูรณะนั้น วิศวกรได้ออกแบบให้ดำเนินการซ่อมแซมฝ้าเพดานของพระปรางค์หมายเลข 1-2 ใช้ฝ้าไม้เนื้อแข็งขนาด 1 x 8 นิ้ว โครงฝ้าเพดานใช้ของเดิม ขนาด 4 ½ x 6 นิ้ว โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกลมกลืน และความมั่นคงแข็งแรงของวัสดุที่จะใช้ให้สัมพันธ์กับโครงสร้างของสถาปัตยกรรม ซึ่งช่างไม้ของฝ่ายผู้ปฏิบัติงานบูรณะได้ยึดถือเป็นหลักสำคัญในการดำเนินการอย่างเคร่งครัด

5. ผลการปฏิบัติงาน
การบูรณะและเสริมความมั่นคงส่วนต่างๆ ซึ่งล่อแหลมต่อการปริแยกและทรุดพังของพระปรางค์สามยอดได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ผลการปฏิบัติจะทำให้องค์ปรางค์มีความมั่นคงแข็งแรงอยู่ได้ระดับหนึ่งจนกว่าส่วนประกอบซึ่งทำจากศิลาแลงและศิลาทรายชิ้นใดชิ้นหนึ่งขององค์ปรางค์จะปริแยกหรือตกหล่นลงมา เนื่องจากการเสื่อมสภาพของวัสดุเดิมที่ใช้ในการก่อสร้าง

6. การนำกลีบขนุนปรางค์และชิ้นส่วนกลีบขนุนปรางค์กลับขึ้นไปติดตั้งบนองค์ปรางค์
กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากความต้องการให้มีการนำเอาส่วนประกอบต่างๆ อาทิ กลีบขนุนปรางค์และชิ้นส่วนกลีบขนุนปรางค์ซึ่งตกหล่นลงมาจากหลังคาปรางค์กลับเข้าไปติดตั้งดังเดิม โดยได้นำชิ้นส่วนดังกล่าวมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นารายณ์ราชนิเวศน์ และกลีบขนุนปรางค์ที่พบจากการขุดแต่ง


นักโบราณคดีจึงดำเนินการปรึกษาหารือและค้นคว้าเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า ควรจะนำกลีบขนุนปรางค์กลับเข้าไปติดตั้งอย่างไร มิให้ขัดแย้งกับคติความเชื่อ ความเป็นมา และทิศทางการติดตั้งประติมากรรมตามจารีตดั้งเดิมของสถาปัตยกรรมอันเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เนื่องจากเป็นเรื่องยากมากที่จะนำชิ้นส่วนซึ่งไม่ทราบตำแหน่งชัดเจนกลับขึ้นไปติดตั้งให้ถูกต้องได้
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาเปรียบเทียบตำแหน่งของกลีบขนุนปรางค์เดิมของพระปรางค์สามยอดจากภาพถ่ายในอดีต และจากการเปรียบเทียบกับกลีบขนุนปรางค์ของปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ทำให้ได้ข้อยุติในชั้นต้นดังนี้


1.ปรางค์ทุกองค์จะมีเทพประจำทิศวางติดตั้งไว้ที่ส่วนกลางของซุ้มหน้าบันของชั้นเชิงบาตรแต่ละชั้นเหมือนกันหมด อาทิ ชั้นเชิงบาตรทิศตะวันออกทักชั้นของปรางค์ทุกองค์จะมีรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณติดตั้งไว้เสมอ เป็นต้น


2.ระหว่างเทพประจำทิศทั้งสองด้านจะติดตั้งกลีบขนุนปรางค์รูปนักบวช (เทวดา?)ยืนกุมกระบองขนาบเทพประจำทิศไว้ ด้านข้างของกลีบขนุนปรางค์รูปนักบวชจะมีกลีบขนุนปรางค์รูปเทพสตรียืนถือดอกบัวอยู่มุมละกลีบ ส่วนด้านข้างของเทพสตรีจะเป็นกลีบขนุนปรางค์รูปพญานาค 5 เศียร ติดตั้งอยู่มุมละ 2 ชิ้น

การติดตั้งกลีบขนุนปรางค์ ได้ดำเนินการโดยอาศัยหลักพิจารณามิให้เกิดความหนาแน่นมากเกินไป เนื่องจากมีกลีบขนุนปรางค์บางส่วนหายไปบ้าง เพื่อมิให้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมขาดความสมบูรณ์

บรรณานุกรม

ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุรศักดิ์ก่อสร้าง. รายงานการบูรณะพระปรางค์สามยอด องค์หมายเลข 1 (ทิศเหนือ) ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี ปีงบประมาณ 2536

กองโบราณคดี กรมศิลปากร. เอกสารแถลงข่าวการบูรณะพระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี (พ.ศ.2537)

กองโบราณคดี กรมศิลปากร. ทฤษฎีและแนวปฏิบัติการอนุรักษ์อนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี,2532

กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดารภาคที่ 82 เรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน,2537

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คำเรียกประเทศต่างๆในแผนที่ยูรบ(ยุโรป)สมัยรัตนโกสินทร์



โดยพิทยะ ศรีวัฒนสาร


เมื่อวันที่27กรกฎาคม 2554 ดร.พีรศรี โพวาทอง ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอบทความจากงานวิจัย เรื่อง Building Siwilai : Civilizational Discourse, Semi-Colonialism, and the Transformation of Architecture in Siam, 1868 - 1882 ในที่ประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่11 ที่โรงแรมสยามซิตี้ จัดโดย มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนหนึ่งของบทความมีภาพประกอบเป็นแผนที่ทวีปยุรบ(ยุโรป) อายุประมาณสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นการออกเสียงคำเรียกชื่อประเทศต่างๆในทวีปยุโรป จึงขออนุญาตทำสำเนาจากเจ้าของบทความและขอนำลงเผยแพร่ในที่นี้ต่อไปเนื่องจากเป็นที่น่าเสียดายที่มีบางท่านมิได้เข้าร่วมในที่ประชุมดังกล่าว

ทวีปยุโรป - ยูรบ ทวีปเอเชีย-ทวีปเอเซีย
ทะเลเมดิเตอเรเนียน -ชะเลเมดิทะเรเนีย
ทะเลดำ - ชะเลดำ ทะเลขาว -ชะเลขาว ทะเลสาบแคสเปียน- ชะเลคัศะเพีย ทะเลบอลติก-ชะเลบอละทิก
มหาสมุทรแอตแลนติก - มหาสมุทอัดลานทิก
เนเธอแลนด์(ฮอลแลนด์)- วิลันดา
เบลเยียม -เบลเชยิม
Republic of Venetian? / Venezia? (ตอนใต้ของฝรั่งเศสและเยอรมนี ตอนเหนือของอิตาลี)- ขึ้นแกพรูเทีย
สวิตเซอร์แลนด์-ซะวิศะลันดา
กรีซ-คิรเซีย
ไอ๊ซ์แลนด์- ไอซะลันดา
ไอร์แลนด์-ไอระลันดา
อังกฤษ-อิงลันดา
สกอตแลนด์-สะกตลันดา
เยอรมนี- อาละมาน
ปรัสเซีย-พรูเซีย
เดนมาร์ก-เดนมาก
สเปน-ซะเพน
โปรตุเกส-พะโทดา
อิตาลี-อิทาเลีย
ออสเตรีย-ออซะเตรีย
โปแลนด์-โพลันดา
นอรเวย์-นอเว
สวีเดน-ซเวเดน
แลปแลนด์-ลับลันดา
รัสเซีย-เมืองรูเซีย
ตุรกี-เทอเค
ดูเหมือนจะมีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ไม่ทราบว่าเป็นประเทศอะไรในปัจจุบัน คือ ประเทศ "ขึ้นแกพรูเทีย"
แผนที่ทวีปยูรบ
ภาพจากดร.พีระศรี โพทาวงศ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง)

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Identification of the Greco-Roman sculptures at the Royal Palace of Bang Pa-In (Ayutthaya) and the Thai Ku Fa Building (Thai Government Office)

Nearly a century of undisclosed information on the symbolism
of these important statues.


Bidya Sriwattanasarn,
Department of Tourism and Hotel Studies,
Faculty of Arts and Sciences,
Dhurakij Pundit University, Bkk., Thailand

Abstract
Communication with western countries in the modern period of Siam in the reign of King Rama V and King Rama VI inspired only a select group of members of the Royal Siamese Court and the elite society in obtaining Western art and cultural values. The sculptures of the Greco-Roman goddesses in the Royal Palace of Bang Pa-In and the Thai Ku Fa Building have not been properly identified by art historians since 1862.

Furthermore, employees of the palace used to discretely yet mistaken inform visitors that the sculptures were representations of the concubines of King Rama V. Similarly, a committee responsible for the research of the history of the Royal Thai Government’s House published a guide book for its visitors, focusing on the architectural decoration and style, but refrained to discuss the symbolic representation of the statues.

Images of Demeter, goddess of agirculture with her symbol of cornucopia at the Royal Palace of Bang Pa-in, Ayutthaya, during the conservative procedure by sculptors of the Crown Property of Thailand.
Hebe ,goddess of youth, at the 1st floor of the Thai Khu-fah Building (Royal Thai Government House)
Roller skate represent life of the youth.


Hebe goddess of youth _ hermitage_st.petersburg

Finally, after more than a century for the Palace of Bang Pa-In; and nearly a century for the famous Thai Ku Fa Building, the author has discovered that the sculptures in both places are muses and other important goddesses such as Thalia, Eurania, Diana, Niki and Athena, belonging to the Greco-Roman mythology.








Part of the author's presentation for the 11th International Conference on Thai Studies, "Visions of the Future" July 26-28, 2011 Siam City Hotel, Bangkok, Thailand. 27 July 2011 , 09.40-12.00. Room #8, Session 36 (Individual Papers) Art & Architecture . Chairperson: Prof. Leedom Lefferts

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

Problem about the Existene of the Russian Community in the early 20th Century in Bangkok.

Dear Aj. Luisa,

Sorry of my late replying. Last week, I called Assistant Professor Sawittree Chareunbongs, Division of History,Faculty of Arts : Chulalongkorn University.

Based on her MA. Thesis(Western Community in Bangkok) , there’s no prominent historical evidence concerned to the Russian Community in early the 20 century. However, at the end of Sathorn Road, there is the beautiful old building that used to be rented from the Crown Property Bureau as the USSR’s Embassy during 1948-1999.


The building was constructed by Luang Jitrchamnong Wanich(Tomya Rongkawanich) in 1888, during the reign of King Rama V. After the business of Luang Jitchamnong Wanich had been lost, the house was took over by the Crown Property Bureau.

In the reign of King Rama VI, another source said that the King gave the house to Phraya Ramrakop (ML. Phoeu Peungboon Na Ayutthaya) but later, he sold it back to the Crown Property Bureau again.
(http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=30989)

After that, reliable documentation (rental paper) between the Crown Property Bureau and the USSR Government indicated that the USSR signed the paper to rent the former Thailand Hotel to be its embassy in 1948 until the year 1999.



According to security reason, I agree with Aj. Theeranan that relation between Thailand and the USSR during the Cold War filled with suspicious. My teacher used to go to the USSR Embassy once to applying for higher education scholarship and he was tracking by spies of the government all the way to his elder brother’s office (National Intelligence Agency).

Architectural style of the building had been taken from the model of the Italian villa of the 19th century(http://www.crownproperty.or.th/cpad/vtr_8.php)

In generally, being such a community must to have a church, a school, a village or at least a club, however, last week, my friend Aj. Sranmitr Pracharnsith, Naresaun University , suggested a document revealing that long time ago, a Russian had made a quarrel with his friend in a club may be in Silom or Bangrak. But no document referred to any Russian descendant.

If the Russian Community in the letter of Miss Victoria Kudriavtseva means the former USSR’s Embassy, it locates at 1/108 North Sathorn Road , Silom Sub District, Bangrak Bangkok, and being develop to be the spa place and boutique hotel of the One Sathorn Project at the present day .


Brgs,
Bidya

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

การขุดแต่งพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร
เมื่อปีงบประมาณ2540 ผู้เขียนภายใต้การดำเนินงานของบริษัทมรดกโลก จำกัด ได้รับจ้างเหมาการขุดแต่งเพื่อการบูรณะพระที่นั่งสุทธาสวรรย์(ภายในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์) ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี การทำงานครั้งนั้นผู้เขียนมีความสุขอย่างยิ่งในการใช้ความพยายามรวบรวมสติปัญญาเพื่อสร้างเรื่องราวในอดีตจากหลักฐานโบราณคดีทั้งที่เอกสารและโบราณวัตถุสถานและร่องรอยสถาปัตยกรรม ผู้เขียนเห็นว่า ข้อมูลดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาทางวิชาการต่อไปจึงขอนำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้อีกครั้ง

ลักษณะรากฐานของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ก่อนการขุดแต่ง
สภาพแวดล้อม
พระที่นั่งสุทธาสวรรย์เป็นรากฐานโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ ภายในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ลักษณะของรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ถูกวางตาแหน่งอยู่ตรงกึ่งกลางของเขตพระราชฐานส่วนนี้ โดยรากฐานพระที่นั่งทางเหนืออยู่ห่างจากกำแพงทางด้านใต้ของพระที่นั่งดุสิตสวรรยธัญญมหาปราสาท ประมาณ 30เมตร รากฐานทางด้านตะวันออกอยู่ห่างจากแนวกำแพงพระราชฐานชั้นที่สอง ประมาณ 60 เมตร รากฐานทางด้านใต้อยู่ห่างจากแนวกำแพงทางใต้ประมาณ 25 เมตร ส่วนรากฐานพระที่นั่งทางด้านตะวันตกนั้นปรากฏแนวกำแพงก่ออิฐฉาบปูน สูง 15 เมตรตัดเนื้อที่บางส่วนของระเบียงด้านตะวันตกของพระที่นั่งออกไป ดังปรากฏหลักฐานในแผนผังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี จากการสำรวจของพระยาโบราณราชธานินทร์


แนวกำแพงซึ่งตัดเนื้อที่บางส่วนของระเบียงด้านตะวันตกของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ออกไปนั้น อาจถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายหลังการขุดแต่งโบราณสถานแห่งนี้เสร็จสิ้นลงไป ได้ปรากฏร่องรอยบางอย่างที่บ่งชี้ว่ากำแพงด้งกล่าวอาจวางรากฐานอยู่แนวกำแพงแก้วเดิมด้านตะวันตกของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ก็ได้ ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปข้างหน้า และเข้าใจว่าแนวกำแพงแก้วเดิมของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์อาจจะอยู่ห่างจากกำแพงพระราชฐานด้านตะวันตกประมาณ 60เมตร เช่นเดียวกับระยะห่างจากแนวกำแพงด้านตะวันออก


พื้นผิวดินภายในพระราชฐานอันเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์นั้น ถูกปรับให้อยู่ต่ำกว่าพื้นที่ส่วนอื่นของพระราชวังประมาณ 2 เมตร ทั้งนี้วิศวกรคงจะคำนึงถึงประโยชน์เกี่ยวกับแรงดังในการทดน้ำจ่ายน้ำเพื่อใช้อุปโภคสำหรับพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เป็นสำคัญ

สภาพปัจจุบัน
สภาพปัจจุบันของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ถูกจัดแต่งเป็นสวนขนาดใหญ่มีสภาพร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ชนิด ได้แก่ ต้นก้ามปู ต้นปีบ และพิกุล นอกนั้นเป็นต้นผลไม้ อาทิ มะม่วงขนาดเล็ก ต้นส้มโอและไม้ดอกของไทย อาทิ ราชาวดี เป็นต้น


ภายในสวนด้านหลังแนวกำแพงด้านตะวันตกประกอบด้วยต้นมะพร้าวจำนวนหนึ่ง ต้นพุทรา ต้นมะม่วงขนาดย่อม กอไผ่ และพื้นสนามหญ้า ซึ่งได้รับการดูแลรักษาอย่างค่อนข้างดี


รากฐานของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ก่อนการขุดแต่งในปีงบประมาณ 2540 นั้น ถูกดินปกคลุมทับถมค่อยข้างเบาบางเนื่องจากเคยได้รับการขุดแต่งมาแล้วเมื่อประมาณ 20 ปีเศษที่ผ่านมา การขุดแต่งครั้งน้นดำเนินการแต่เพียงขุดลอกดินที่ทับถมรากฐานทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศใต้บางส่วนออกไปเท่านั้น ระดับการขุดลอกดินออกไปยังไม่ถึงพื้นลาน โดยรอบของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ แต่กระนั้นก็ตามการดำเนินการดังกล่าวช่วยทำให้รากฐานบางส่วนของพระที่นั่งองค์นี้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดพอสมควร


จากการสำรวจพบว่าแผนผังโครงสร้างรากฐานของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ถูกออกแบบให้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมทุกส่วนทุกด้านมีความลงตัวกันอย่างเหมาะสม เรียกว่า “Symmetrical designation system” กล่าวคือ หากออกแบบให้มีประตูและหน้าต่างทางด้านหน้าอย่างไร ทางด้านหลังก็จะทำประตูและหน้าต่างล้อตามไปด้วย ทางด้านข้างชักปีกอาคารและบันไดออกไปอย่างไร ด้านตรงกันข้ามก็จะถูกออกแบบให้มีองค์ประกอบแบบเดียวกันตามไปด้วยโดยไม่มีข้อยกเว้น เป็นต้น แนวความคิดที่มีในองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์อย่างลงตัวเช่นนี้ จะช่วยให้การวิเคราะห์รูปแบบโครงสร้างและแผนผังของพระที่นั่งองค์นี้มีเหตุผลน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น


จากสภาพเท่าที่ปรากฏได้ชัดเจนว่า รากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนชุดรากฐาน 2 ชุด กล่าวคือ ชุดฐานชั้นนอกประกอบด้วยแผนผังของกำแพงแก้ว กำแพงปีกท้องพระโรง ระเบียง ฐานน้ำพุ ปีกพระที่นั่งซ้าย-ขวา มุขบันได และเกย ส่วนชุดฐานชั้นในเป็นส่วนรองรับโครงสร้างผนังและเครื่องบนหลังคา อันน่าจะเป็นท้องพระโรงที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์ขณะแปรพระราชฐาน ณ เมืองลพบุรี


ชุดฐานชั้นนอกและชุดฐานชั้นในของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ต่างก็เป็นฐานปัทม์หน้ากระดานอกไก่มีบัวคว่ำบัวหงายเป็นองค์ประกอบโดยเริ่มต้นจากฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าลดชั้นขึ้นไปรองรับลวดบัวแล้วจึงเป็นบัวคว่ำ ก่อนจะขึ้นไปเป็นหน้ากระดานอกไก่และชั้นบัวหงายตามลำดับ เหนือชั้นหงายขึ้นไปจึงเป็นพื้นระเบียงและพื้นท้องพระโรงที่ประทับของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ชั้นบัวคว่ำของฐานแต่ละด้านจะปรากฏท่อน้ำดินเผาสำหรับระบายน้ำออกจากระเบียงพระที่นั่งเป็นระยะๆ


ชุดฐานปัทม์หน้ากระดานอกไก่นี้เป็นองค์ประกอบเด่นทางสถาปัตกรรมแบบไทยประเพณีในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่สำหรับพระที่นั่งสุทธาสวรรย์นั้นชุดฐานปัทม์หน้ากระดานอกไก่จะเพิ่มเส้นลวดที่โคนกลับบัวคว่ำบัวหงายเข้าไปอย่างละเส้น ทำให้หน้ากระดานอกไก่มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น


องค์ประกอบของกำแพงแก้วล้อมรอบระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ จะก่อตัวขึ้นจากฐานเขียงแล้วจึงเป็นบัวหงายก่อนจะเป็นผนังกำแพงแก้ว สูงประมาณ 100-120 เซนติเมตร และทับหลังกำแพงแก้วรูปบัวหงาย หน้ากระดานบัวคว่ำ สูงประมาณ 20 เซนติเมตร


สำหรับกำแพงปีกท้องพระโรง ซึ่งเป็นกำแพงสูงประมาณ 2.50 เมตร ชักปีกออกมาจากมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือและมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ คั่นระเบียงด้านตะวันตกของพระที่นั่งให้พ้นจากสายตาของบุคคลภายนอก มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับกำแพงแก้วของพระที่นั่งองค์นี้


เสาอาคารของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ถูกออกแบบให้ฝากอยู่กับโครงสร้างของผนัง โดยมีลักษณะเป็นโครงอิฐฉาบปูนยื่นออกมาจากผนังอาคารเพียงเล็กน้อย ร่องรอยของช่องอิฐที่ผนังตามแนวเสาบ่งชี้ให้ทราบว่ามีการทำด้นทวยรองรับเครื่องบนหรือชั้นหลังคาด้วย องค์ประกอบดังกล่าวสังเกตได้จากปีกทางด้านใต้ ซึ่งก่อเป็นอาคารยื่นออกมา มีประตูและหน้าต่างเป็นช่องโค้งยอดแหลม ตามแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเปอร์เซีย-โมกุล หรือที่เรียกว่า “Sarasenic Achitectural”
มิติทางสถาปัตยกรรม
รากฐานระเบียงพระที่นั่งสุทธาวรรย์
ลักษณะเป็นรากฐานชั้นนอกส่วนนอกของพระที่นั่ง มีด้านแปยาวประมาณ 35 เมตร ด้านสกัดยาวประมาณ 27 เมตร ซึ่งอันที่จริงแล้วหากคำนวณจากแผนผังพระที่นั่งสุทธาวรรย์ของฝรั่งเศส(Plan du Palais de Louvo) และผังที่นั่งพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรีแล้ว ด้านแปของพระที่นั่งสุทธาวรรย์อาจมีความยาวประมาณ 38 เมตรเลยทีเดียว

มุขบันได
ทางด้านตะวันออกของพระที่นั่งสุทธาวรรย์มีมุขกว้าง 1เมตร ยาว 11.20 เมตร ยื่นออกมาลักษณะคล้ายจะเป็นบันไดทางขึ้นสู่ระเบียงด้านตะวันออกของพระที่นั่ง โดยทำเป็นบันไดเบื้องซ้ายและเบื้องขวาที่มุมบางทิศเหนือและทิศใต้ของมุข และถ้าหากเชื่อมันในทฤษฎีเรื่องความลงตัวทางสถาปัตยกรรมดังกล่าวไปแล้วข้างต้น ก็อาจเป็นไปได้ว่าระเบียงทางด้านตะวันตกของพระที่นั่งสุทธาวรรย์จะมีมุขยื่นออกไปและมีบันไดขึ้น-ลงทางเบื้องซ้ายและขวา เช่นเดียวกัน

ปีกอาคาร (พระปรัศว์)
ปีกอาคารซึ่งถูกชักออกไปทางด้านเหนือและด้านใต้ของมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้อของฐานพระที่นั่งสุทธาวรรย์มีลักษณะเป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านแปยาว 9 เมตรด้านสกัดกว้าง 7 เมตร ผนังของแต่ละด้านกว้างประมาณ 1 เมตร ภายหลังการขุดแต่งปรากฏอหลักฐานของถึงน้ำกรุหินอ่อนอยู่ภายใน ทั้งปีกด้านทิศเหนือและปีกด้านทิศใต้


สำหรับปีกด้านเหนือนั้น โครงสร้างผนังและเครื่องบนถูกรื้อทำลายลงไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงร่องรอยของโคนเสาก่ออิฐถือปูน ฐานเสาบัวคว่ำและผนังเตี้ยๆแต่กระนั้นก็ยังพอจะเห็นร่องรอยขององค์ประกอบและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมจากการวิเคราะห์และเปรียบเที่ยบกับปีกอาคารทางด้านใต้ของฐานพระที่นั่งฯ


กล่าวคือ ปีกอาคารด้านเหนือจะมีช่องหน้าต่างรูปวงโค้งยอดแหลมแบบซาราเซนนิค จำนวน 3 ช่อง เหตุที่เชื่อว่าด้านเหนือมีแต่ช่องหน้าต่างก็เนื่องจากไม่มีร่องรอยของบันไดยื่นจากตัวอาคารมารับช่องประตูทางด้านนี้แต่อย่างใด ส่วนทางด้านใต้ปีของอาคารทศเหนือนั้นปรากฎหลักฐานของช่องประตูจำนวน 2ช่อง ขนาบข่องหน้าต่างตรงกลางจำนวน 1 ช่อง ช่องประตูและช่องหน้าต่างทั้งหมดจะมีรูปแบบเป็นช่องโค้ง เช่นเดียวกับช่องประตูและช่องหน้าต่างทางทิศเหนือของปีกอาคารด้านใต้ของพระที่นั่งสุทธาวรรย์

ด้านสกัดของปีกอาคารทางเหนือนั้นปรากฏร่องรอยของช่องประตู ทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตก โดยเฉพาะประตูด้านตะวันออกนั้นจะมีร่องรอยของฐานบันไดปรากฏให้เห็นด้วยและช่องประตูทั้งสองด้านก็น่าจะมีรูปเป็นช่องโค้งยอดแหยมเช่นเดียวกับประตูด้านตะวันออกและตะวันตกของปีกอาคารด้านใต้ ทางมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปีกอาคารส่วนนี้ปรากฏบันไดยื่นออกไป มีแผ่นหินแอนดีไซต์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 1.00 X 50 เซนติเมตรรองรับ


ปีกอาคารด้านใต้นั้นมีโครงสร้างและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมก่อนข้างสมบูรณ์ ง่ายต่อการอธิบายทำความเข้าใจและสามารถนำมาใช้เป็นหลักในการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับองค์ประกอบส่วนอื่นๆของอาคารได้เป็นอย่างดี ผนังด้านเหนือยังปรากฏช่องประตูรูปโค้งมุมแหลมจำนวน 2 ช่อง สูงประมาณ 3 เมตร ขนาบช่องหน้าต่างรูปแบบเดียวกันไว้ตรงกลาง ความสูงประมาณ 2.5 เมตร ช่องประตูและช่องหน้าต่างมีความกว้างประมาณ 1.80 เมตรเท่ากัน ผนังด้านใต้ของปีกอาคารถูกรื้อทำลายไปจนหมดสิ้น ขณะที่ผนังด้านตะวันตกยังอยู่ครบ ส่วนผนังด้านตะวันออกนั้นยังคงเหลือเฉพาะซีกประตูด้านเหนือเท่านั้น


ด้านตะวันออกของปีกอาคารส่วนนี้มีบันไดกว้างประมาณ 2 เมตร ยื่นออกไป ส่วนทางมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ก็มีบันไดยื่นออกไปเช่นกัน


ฐานน้ำพุหรือฐานอ่างน้ำสรงสนาน
ฐานน้ำพุหรือฐานอ่างน้ำสรงสนานเป็นรากฐานขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมขนาด 7X3 เมตร ซึ่งถูกก่อยื่นเป็นมุขออกไปทางเหนือและใต้ ที่บริเวณจุดกึ่งกลางของรากฐานเดิม (ก่อนจะถูกกำแพงเขื่อนเพชรก่อคล่อมตัดบางส่วนของระเบียงด้านตะวันตกของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ออกไปเล็กน้อย) ของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ สภาพก่อนการขุดแต่งมีต้นหญ้า มูลดินและกากปูนปกคลุมประมาณ 10 เซนติเมตร
ฐานน้ำพุหรืออ่างน้ำสรงสนานทางทิศเหนือของเชิงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จะมีเขามอหรอภูเขาจำลองก่ออิฐถือปูนหนา มีแผนผังคล้ายรูปครึ่งวงกลมจำนวน 6 รูป เรียงล้อมกันเป็นวงคล้ายกลีบดอกจันทร์ ลดชั้นจากฐานขึ้นไปสู่ยอด นับได้ 3 ชั้น (2ยอด) 7 ชั้น (2 ยอด)9ชั้น (1 ยอด) และ 11 ชั้น (1 ยอด) รวม 6 ยอด ฐานแต่ละด้านของยอดเขามอจะคว้านร่องทรงกระบอก ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจใช้สำหรับประดับพรรณไม้เป็นระยะๆ ฐานของเขามอทำเป็นช่องโค้งมุมแหลมเจาะทะลุจากเหนือไปใต้กว้างประมาณ 1 เมตร มีดินทับถมอยู่จนเกือบเต็มช่องโค้ง ดินดังกล่าวเป็นดินใหม่ ซึ่งถูกนำมาตกแต่งเขามอเนื่องในงานฉลองแผ่นดินสมเด็จ พระนารายณ์ของแต่ละปีที่ผ่านมา


ตรงกึ่งกลางของเขามอทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตก มีแนวกำแพงแก้วชักปีกออกไปทั้งสองด้านเพียงเล็กน้อยก่อนที่กำแพงแก้วจะหักเลี้ยวไปทางทิศใต้ของทั้งสองด้าน มุมของกำแพงแก้วทั้งสองด้านถูกก่อเป็นเสารูปสี่เหลี่ยมย่อมุม ยอดเสามีลักษณะย่อมุมและทำเป็นหัวเม็ดทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม คล้ายกับหัวเม็ดของเสากำแพงแก้วทุกต้นภายในพระราชฐานแห่งนี้สิ่งที่น่าสนใจคือ ลักษณะของกำแพงแก้วทางด้านตะวันออกของฐานน้ำพุหรืออ่างน้ำสนานเชิงเขามอนี้ ไม่มีร่องรอยของคูหาขนาดเล็กรูปโค้งยอดแหลมดังเช่นกำแพงแก้วของพระที่นั่งดุสิตสวรรย์ธัญญมหาปราสาท หรือตึกเลี้ยงรับรองราชทูต และอื่นๆแต่อย่างใด ส่วนฐานน้ำพุหรืออ่างน้ำสรงสนานทางทิศใต้นั้นเหลือเพียงฐานอิฐเหนือชั้นบัวหงายเท่านั้น


ในระยะแรกก่อนการขุดแต่ง สภาพของฐานน้ำพุหรืออ่างน้ำสรงสนานทั้งทางด้านเหนือ(เชิงเขามอ)และทางใต้ ต่างก็มีวัชพืช ดินและกากปูนทรายทับถมค่อนข้างหนา ทำให้ยังไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางสถาปัตยกรรมกันได้อย่างลงตัว จนกรทั่งการขุดแต่งดำเนินผ่านไปจึงได้แลเห็นความเชื่อมโยงที่มีต่อกันได้ชัดเจน (ก่อนการขุดแต่งนั้นเชิงเขามอด้านตะวันตกเฉียงใต้พบร่องรอยบันไดกว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนเชิงด้านตะวันออกและตะวันตกของฐานน้ำพุด้านใต้พบร่องรอยบันไดขนาบฐานน้ำพุทั้งสองด้าน หลังการขุดแต่งได้พบบันไดด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเขามอเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง บันไดทั้งสี่แท่งที่กล่าวถึงนั้น เป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ลงตัวกันอย่างเหมาะสม)
รากฐานเกยคชาธารและเกยราชยาน

ทางมุมทิศด้านตะวันออกเฉียงเหนือของรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์มีชั้นอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 2.40X2.00 เมตร ก่อยื่นออกมาเป็นเกยช้างพระที่นั่ง สูงประมาณ 2 เมตร ลักษณะคล้ายเกยช้างพระที่นั่งไกรสรสีหราช


ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ มีร่องรอยของแนวอิฐสูงประมาณ 20 เซนติเมตร กว้างประมาณ 100 เซนติเมตร สภาพทรุดพัง เข้าใจว่าน่าจะเป็นร่องรอยของเกยราชยานคานหาม

พื้นระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์
พื้นระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ทั้งสี่ด้านก่อนการขุดแต่ง มีต้นหญ้า มูลดิน กากปูน ทราย ปกคลุม แนวระเบียงบางส่วนหลงเหลือพื้นปูนหนาเกือบ 20 เซนติเมตร ส่วนระเบียงของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ กว้างประมาณ 5-6 เมตร ที่บริเวณแนวตรงกันระหว่างฐานน้ำพุหรืออ่างน้ำสรงสนาน มีร่องรอยขนาบด้วยแผ่นปูนขาวกว้างประมาณ 40 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 เมตร ทั้งสองด้านแลดูคล้ายร่องน้ำไหลใช้ส่งไปยังฐานน้ำพุหรืออ่างน้ำสรงสนานทั้งสอง


กำแพงแก้ว
กำแพงแก้วของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์นั้นถูกรื้อทำลายไปจนแทบหมดสิ้น เหลือแนวให้เห็นเพียงเล็กน้อยที่เชิงเขามอด้านเหนือ ซึ่งได้กล่าวไปแล้วข้างต้น แนวกำแพงแด้วกับช่องประตูและบันไดขึ้นลงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จะมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างมาก ทางด้านเหนือจะมีแนวช่องประตู รวม 5 ช่องทางด้านตะวันออกจะมีแนวช่องประตู 2 ช่อง ด้านใต้จะมีแนวช่องประตู 5 ช่อง และด้านตะวันตกจะมีแนวช่องประตูผ่านกำแพงแก้ว 2 ช่อง

กำแพงปีกท้องพระโรง

กำแพงปีกท้องพระโรงที่คั่นระหว่างพระราชฐานชั้นนอกกับพระราชฐานชั้นในของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็นส่วนที่ชักปีกออกจากมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงเหนือไปจรดแนวกำแพงแก้วทั้งด้านเหนือและด้านใต้ มีความยาวด้านละ 6 เมตร กว้าง 1 เมตร สูงประมาณ 2 เมตรเศษ ปรากฏร่องรอยของประตูทางเข้าด้านละ 1 กว้างประมาณ 1.20 เมตร
ด้านล่างของกำแพงมีลักษณะเป็นรากฐานบัวคว่ำ มีทับหลังกำแพงเป็นรูปบัวหงาย หน้ากระดานบัวคว่ำ สภาพด้านเหนือค่อนข้างสมบูรณ์ มีเพียงทับหลังเท่านั้นที่ถูกทำลายไป ส่วนทางด้านใต้เหลือเพียงซีกผนังด้านเหนือเท่านั้น
มีร่องรอยว่าตรงจุดที่กำแพงปีกท้องพระโรงด้านเหนือแล่นไปจรดกับแนวกำแพงทางทิศเหนือ ซึ่งล้อมด้านเหนือของระเบียงพระที่นั่งด้านตะวันตกไว้นั้น จุดสิ้นสุดของกำแพงได้สร้างคล่อมอยู่บนทับหลังของกำแพงแก้วส่วนนี้ จึงอาจเป็นไปได้ว่า กำแพงปีกท้องพระโรงน่าจะถูกสร้างขึ้นภายหลังกำแพงแก้วในระยะเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก

รากฐานท้องพระโรงที่ประทับของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์

ลักษณะเป็นรากฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกชั้นสูงเหนือระเบียงพระที่นั่งประมาณ 81 เซนติเมตร มีด้านแปยาว 22 เมตร ด้านสกัดกว้าง 12 เมตร 80 เซนติเมตร ผนังส่วนใหญ่ถูกรื้อทำลายไปจนเกือบหมดสิ้น ด้านเหนือเหลือผนังบางส่วนสูงประมาณ 2 เมตร ด้านตะวันออกไม่เหลือผนังอยู่เลย ด้านใต้เหลือผนังสูงประมาณ 2 เมตร และด้านตะวันตกเหลือผนังสูงประมาณ 100-260 เซนติเมตร

ผนังของท้องพระโรงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ มีร่องรอยของเสาที่ฝากอยู่กับโครงสร้างผนังเช่นเดียวกับเสาของปึกอาคารทั้งสองด้าน


จากร่องรอยของช่องหน้าต่างทางซีกตะวันตก จำนวน 2 ช่อง ของผนังทางทิศเหนือ มีช่องประตูอยู่ตรงกลาง ทำให้พอจะอนุมานได้ว่า ซีกตะวันออกของผนังทางทิศเหนือก็น่าจะมีช่องหน้าต่าง รวม 2 ช่อง เช่นเดียวกัน ดังนั้นผนังทิศใต้ของท้องพระโรงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ก็จะมีช่องหน้าต่างและช่องประตูจำนวนเท่ากันด้วย โดยที่ช่องประตูทั้งสองด้านนั้นมีร่องรอยบันไดเตี้ยๆ ฝังอยู่กับผนังด้านแปนั่นเอง
สำหรับผนังด้านตะวันออกนั้น จากร่องรอยของช่องหน้าต่าง 2 ช่อง กับช่องประตู 1 ช่องทางด้านตะวันตก และแนวบันไดที่ยื่นออกไปจากผนังด้านสกัด ทำให้อาจสันนิษฐานได้ว่าผนังด้านตะวันออกของท้องพระโรงควรจะมีช่องประตูขนาดกว้างประมาณ 2 เมตร จำนวน 1 ช่อง ช่องหน้าต่างกว้างประมาณ 1.20 เมตร จำนวน 2 ช่อง เช่นเดียวกับด้านตะวันตกซึ่งอยู่ทิศตรงกันข้าม


หลุมลึกขนาด 4X7 เมตร ทางมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรากฐานท้องพระโรง เดิมที่เข้าใจกันว่าเป็นถังเก็บน้ำเพื่อใช้ในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ แต่เมื่อตรวจสอบผนังทุกด้านดูแล้วไม่ปรากฏรอยยาปูนขาวกันซึมตามคุณลักษณะของถังน้ำแม้แต่น้อย ดังนั้นสภาพที่เห็นในปัจจุบันคงเกิดจากการลักลอบขุดหาโบราณวัตถุ ซึ่งเชื่อกันมาอย่างผิดๆว่า ถูกฝังอยู่ใต้พื้นพระที่นั่งองค์นี้


แท้ที่จริงแล้วส่วนดังกล่าวเป็นโครงสร้างฐานรากของอาคารที่ก่อเป็นเอ็นยึดผัง และอัดทรายเพื่อรองรับน้ำหนักของโครงสร้างส่วนบนของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เท่านั้น หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่ง คือแผนผังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี ก็มิได้ลงตำแหน่งของหลุมดังกล่าวไว้แสดงให้เห็นว่าการขุดเกิดขึ้นในสมัยหลัง


พื้นของท้องพระโรงมีร่องรอยของการปูอิฐเอาไว้ เหนือชั้นอิฐเทปูนขาวปิดทับ มีกากปูนและวัชพืชปกคลุมทั่วไป
การขุดแต่งรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์


การสำรวจทางโบราณคดีและการวางฝังหลุมขุดแต่งรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์
กระบวนการขุดแต่งพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เพื่อศึกษารากฐานอาคาร รวมทั้งเทคนิคทางสถาปัตยกรรม และหลักฐานทางโบราณคดี เพื่ออธิบายเรื่องราวความเป็นมาในอดีตและพัฒนาการทางศิลปสถาปัตยกรรม รวมทั้งแง่มุมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมการจัดการระบบน้ำภายในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ประกอบด้วยขั้นตอนเหล่านี้ คือ การสำรวจที่ตั้งและสภาพทั่วไปของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เพื่อกำหนดตำแหน่งของโบราณสถานลงไปในผังบริเวณ การทำแผนผังแนวราบของโบราณสถานและการตอกหมุดแบ่งหลุมขุดแต่งครอบคลุมพื้นที่ที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้การเก็บบันทึกข้อมูลทางโบราณคดีเป็นไปอย่างถูกต้อง มีหลักฐานอ้างอิง และท้ายที่สุดคือการทำรูปแบบตั้งทั้งสี่ด้านของรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เพื่อบันทึกลักษณะทางสถาปัตยกรรมของรากฐานพระที่นั่งโดยละเอียดก่อนการขุดแต่งหาข้อมูลทางโบราณคดีแบบรูปตั้งของรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จะเป็นหลักฐานที่ใช้ในการเปรียบเทียบและวิเคราะห์รูปทรงดั้งเดิมในอตีตของสถาปัตยกรรม (Architectural Reconstruction หรือ Structural Assumption) แห่งนี้กับสถาปัตยกรรมอื่นๆ ซึ่งถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยเดียวกันได้เป็นอย่างดี ระหว่างการทำผังรูปตั้งลวดลายต่างๆ ที่ถูกตกแต่งและยังหลงเหลืออยู่ รวมไปถึงร่องรอยทุกชนิดที่ปรากฏอยู่ที่รากฐานอาคารจึงถูกบันทึกลงไปในแบบภาพร่างด้วยวิธีการวัดตำแหน่งทั้งตามแนวราบและแนวดิ่งของอิฐแต่ละก้อนอย่างรอบคอบ โดยใช้มาตราส่วน 1 : 70 ในแผ่นฟิล์มมาตรฐานขนาด A1


หลุมขุดแต่งรากฐานพระพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 889 ตาราเมตร ถูกกำหนดให้มีขนาด 5X5 เมตร โดยผังแนวราบมีทิศทางเรียงลำดับตัวเลขขึ้นไปด้านเหนือ ผังแนวดิ่งมีทิศทางทางเรียงลำดับออกไปด้านตะวันตก


การเรียกชื่อหลุมเพื่ออ้างอิงหลักฐานที่พบจากการขุดแต่ง เริ่มต้นด้วยเลขอารบิคแล้วตามด้วยอักษรชื่อย่อของทิศเป็นภาษาอังกฤษ อาทิ หลุม 1N 1W, 2N 2W, 6N 6W, 5N 9W, 7N 8W เป็นต้น อันจะแตกต่างจากการลำดับชื่อหลุมขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดีในพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างผังเมืองโบราณพระนครศรีอยุธยาบ้างเล็กน้อย เนื่องด้วยผังดังกล่าวเป็นหลุมขนาด 50 X 50 เมตร มีผังหลุมย่อย ขนาด 5X5 เมตร จำนวน 100 หลุม ซ้อนอยู่ภายในหลุมใหญ่แต่ละหลุม และการเรียกชื่อหลุมนั้นจะระบุทิศ ตามด้วยเลขประจำหลุมใหญ่ และชื่อหลุมย่อยโดยลำดับ (อาทิ N5 W8 P3 เป็นต้น)


ทุกจุดตัดของผังหลุมแต่ละตำแหน่งในผังหลุมขุดแต่งรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ สามารถนำไปเทียบเคียง (Matched) หรือเชื่อมโยงเข้ากับแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหาร (มาตราส่วน 1 : 50,000) ได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่าผังหลุมขุดแต่งพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ได้ปรากฎชื่อพิกัดทางเทคนิคการสำรวจทั้งแนวราบและแนวดิ่งเอาไว้ชัดเจน เพื่อเป็นมาตรฐานในการอ้างอิงข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีและงานวิชาการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง


ขั้นตอนการขุดแต่งและการเก็บรวบรวมหลักฐานโบราณคดี
การขุดแต่งโบราณสถาน หมายถึง การขุดลอกมูลดิน อิฐหัก กากปูน และวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมอยู่บนโบราณสถานออกไปด้วยความระมัดระวัง มิให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างหรือองค์ประกอบสถาปัตยกรรม


ร่องรอยทางโบราณคดีและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏขึ้นมาระหว่างการขุดแต่งจะถูกบันทึกด้วยการถ่ายภาพ ทำแผนผัง และบรรยายเป็นลายลักษณ์อักษร โดยละเอียด เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงานสนาม ได้แก่ จอบ เสียม พลั่ว เกียง แปรงปัดฝุ่น กล้องถ่ายรูป เครื่องเขียน และถุงพลาสติกสำหรับเก็บบรรจุโบราณวัตถุ เป็นต้น


การขุดแต่งรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จนแล้วเสร็จนั้นใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเศษในระยะแรกการขุดแต่งรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เริ่มต้นขึ้นทางด้านตะวันออก เพื่อดูความเหมาะสมว่าจะต้องขุดลอกมูลดินที่ทับถมด้านข้างรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ประมาณเท่าใด จากการปฏิบัติงานพบว่าทางด้านตะวันออกนี้มีมูลดินและกากปูนทับถมอยู่ประมาณ 10-15 เซนติเมตรหนือพื้นถนนอิฐราดปูนขาวนับว่ามีอัตราการทับถมของชั้นดินน้อยมาก ทั้งนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากมีการปรับปรุงและดูแลพื้นที่ต่อเนื่องกันมาเป็นอย่างดีในอดีต เพราะโบราณสถานในบริเวณใกล้เคียงเคยเป็นทีทำการราชการ ก่อนที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร นอกจากนี้ยังมีประวัติบอกเล่าว่าเคยผ่านการขุดแต่งมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งด้วย


พื้นที่ดำเนินการขุดแต่งทางด้านตะวันออกอยู่ห่างจากรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ระยะ 5 เมตร ตามแนวเหนือ – ใต้ โดยหลุมขุดแต่งเริ่มต้นจาก 1N 1W จนถึง 9N 1W


การขุดแต่งพื้นที่เชิงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ด้านตะวันออกใช้เวลาไม่นานนักก็แล้วเสร็จจากนั้นจึงย้ายแรงงานไปปฏิบัติงานต่อบริเวณเชิงพระที่นั่งด้านใต้ และบางส่วนของระเบียงด้านตะวันออกของรากฐานอาคาร การทำงานในชั้นต้นคือ ขุดลอกมูลดินและขนย้ายอิฐหักกากปูน ใช้เวลาไม่นาน เพราะพื้นที่ปฏิบัติงานมีการทับถมไม่มากแต่อย่างใด (อัตราการทับถมของมูลดินเฉลี่ย 30 เซนติเมตร) พื้นที่ปฏิบัติงานห่างจากแนวรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ประมาณ 5 เมตร ยกเว้นทางใต้ของปีกอาคารระหว่างหลุม1N 8W เท่านั้นที่มีพื้นที่ปฏิบัติงานกว้างเพียง 2.5 เมตร หลุมขุดแต่งด้านนี้เริ่มต้นจาก 1N 1W ถึง 1N 8W


ภายหลังการขุดลอกมูลดินและเศษอิฐหักกากปูนออกไปจากเชิงพระที่นั่งด้านใต้แล้ว การดำเนินงานขุดแต่งพื้นที่ส่วนบนของปีกอาคารทั้งด้านเหนือและด้านใต้ และพื้นที่ระเบียงทั้งสี่ด้านของพระที่นั่งฯก็เริ่มขึ้นในเวลาต่อมา สภาพการทับถมของมูลดินมีค่อนข้างน้อย การเสื่อมสภาพของปูนขาวที่ถูกเทราดอยู่เหนือพื้นอิฐมีค่อนข้างสูงมาก แต่พื้นระบียงบางส่วนซึ่งเทปูนหนาประมาณ 15 เซนติเมตร ยังคงรักษาสภาพไว้ได้ค่อยข้างดี สังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าปูนขาวมีส่วนผสมของหินอ่อนที่ถูกย่อยเป็นก้อนเล็กๆทั่วไป และเชื่อกันว่าช่างอาจนำหรือเกณฑ์หินอ่อนดังกล่าวมาจากแหล่งหินอ่อนที่เขาสมอคอนซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ก่อนมีสัมประทานเหมืองหินอ่อนนั้น ชาวบ้านได้ย่อยหินอ่อนตวงขายเป็นปี๊บ ปัจจุบันก็ยังพอจะมีคนจำได้ว่าเคยมีการประกอบอาชีพย่อยหินอ่อนขายในย่านเขาสมอคอนมาก่อน แต่จะสืบย้อนกลับไปได้ไกลเพียงใดไม่ทราบแน่ชัด


การขุดแต่งพื้นที่ด้านบนของปีกอาคารและระเบียงโดยรอบพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ในชั้นต้นยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าใดนัก เนื่องจากยังไม่พบหลักฐานองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอันจะนำมามาซึ่งคำอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างเพียงพอ ดังนี้นการเก็บรายละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอยต่างๆเพิ่มขึ้น จึงเป็นกระบวนการภาคสนามที่จะต้องดำเนินต่อไป


การขุดแต่งพื้นที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นท้องพระโรงที่ประทับของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ดำเนินไปพร้อมๆกับการขุดลอกดินออกจากเชิงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ทางด้านเหนือ


พื้นที่ส่วนท้องพระโรงมีการทับถมของมูลดินไม่มาก การดำเนินการส่วนใหญ่คือ การแซะหญ้าแห้วหมูและวัชพืชอื่นออกไป นอกจากนี้ยังมีขุยดินและขุยทรายที่กระจัดกระจายทับถมอยู่ด้านบนเนื่องจากการขุดเอาดินอัด ทรายอัดที่ใช้รองรับโครงสร้างและกันทรุดพังจึ้นมาจากหลุม N5 4W จนสภาพของพื้นท้องพระโรงกลายเป็นหลุมสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 5 X 7 เมตร ลึก 2 เมตร ทำให้อาจเข้าใจผิดได้ว่าหลุมดังกล่าวเป็นร่องรอยคูหาใต้ดินหรือถังเก็บน้ำในสมัยนั้น ข้อสนับสนุนว่าหลุมดังกล่าวมิใช่คูหาใต้ดินหรือถังเก็บน้ำใต้อาคาร คือ ผนังแต่ละด้านของหลุมมิได้ฉาบปูนกันซึมเพื่อใช้เก็บกักน้ำ การสอปูนระหว่างอิฐแต่ละชั้นใช้ปูนหนามาก และไม่มีการปาดปูนด้านข้างแต่อย่างใด เมื่อขุดตรวจลงไปที่พื้นก็ยังพบชั้นทรายหยาบถูกบดอัดเป็นชั้นหนา ดังได้คาดคะเนไว้แล้วในเบื้องต้น


การขุดแต่งพื้นที่เชิงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ทางด้านเหนือ จำเป็นต้องย้ายดินออกไปจากพื้นที่รอบเขามอ เนื่องจากเป็นดินใหม่ซึ่งถูกนำมาปรับ


พื้นที่หลุมขุดแต่งทางมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวอาคารถัดจากเขามอออกไป น่าจะเคยเป็นจุดทิ้งและเผาขยะของส่วนราชการเดิมมาก่อน เนื่องด้วยขุดพบเศษวัสดุประเภทโลหะสังกะสีผุๆ เศษแก้ว ขวดยานัตถุ์ ขวดน้ำหอม เศษเหล็ก และอื่นๆ ทับถมอยู่ในชั้นดินตื้นๆ โครงสร้างของดินก็มีลักษณะเกาะกันแบบหลวมๆ มีเศษเถ้าถ่านปะปน


เมื่อการขุดแต่งรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ครอบคลุมพื้นที่ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างเหมาะสมในเบื้องต้นแล้ว คณะทำงาน ได้แก่ นักโบราณคดี ช่างสำรวจ และช่างศิลปกรรม ได้ใช้เวลาในการสำรวจพื้นที่ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาและประเมินสภาพโบราณสถานภายหลังการขุดแต่งอันจะทำให้การติดตามร่องรอยขององค์ประกอบและรากฐานสถาปัตยกรรมมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในระหว่างนั้นก็ได้ชี้จุดให้แรงงานขุดแต่งลงพื้นที่ ใช้ความประณีตใจการเก็บรายละเอียดต่างๆ ของพื้นระเบียง ลำราง และท่อน้ำดินเผาที่ฝังอยู่ใต้พื้นอิฐ โดยรอบอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ยิ่งใช้ความสังเกตขณะปฏิบัติงานขุดแต่งมากเพียงใดก็จะยิ่งช่วยให้การบรรยายและการบันทึกสภาพภายหลังการขุดแต่งโบราณสถานมีสาระและคุณภาพมากยิ่งขึ้น ระดับศักยภาพของข้อมูลและหลักฐานดังกล่าวมานี้จะช่วยอธิบายและเชื่อมโยงเรื่องราวเกี่ยวกับโบราณสถานแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
สภาพรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ภายหลังการขุดแต่ง


เชิงรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์
การขุดลอกมูลดินและเศษอิฐหักออกจากพื้นที่เชิงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ทางด้านเหนือระยะห่างจากรากฐานพระที่นั่งประมาณ 5 เมตร ได้พบพื้นลานพระราชฐานอยู่ลึกลงไปจากผิวดิน ประมาณ 30-40 เซนติเมตร พื้นดังกล่าวถูกปูด้วยอิฐ ขนาดประมาณ 28 X 14 X 5 เซนติเมตร เหนืออิฐขึ้นไปจะมีพื้นปูนขาวเทราดทับอีกชั้นหนึ่งหรือไม่นั้น น่าสงสัยไม่น้อย อย่างไรก็ตามการพบชิ้นส่วนของแผ่นกระเบื้องอิฐรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณ 30 X 30 X 3 เซนติเมตร ปริมาณเล็กน้อยที่หลุม 9N 7W ทำให้นึกเปรียบเทียบถึงพื้นระเบียงคดหรือพื้นลานประทักษิณที่วัดบางแห่งในเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งนิยมทำพื้นอิฐเหนือชั้นดินอัดก่อนจะปูด้วยแผ่นกระเบื้องอิฐรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใกล้เคียงกันอีกครั้งหนึ่งแผ่นกระเบื้องอิฐชนิดนี้มีความแข็งแกร่ง ทนทาน และสวยงามมาก หากเคยถูกนำมาปูเรียงเป็นพื้นลานพระราชฐานในพระราชวังแห่งนี้มาก่อนก็น่าจะหลงเหลือร่องรอยหลักฐานไว้มากกว่านี้ หรือมิฉะนั้นก็อาจถูกรื้อไปใช้ประโยชน์จนหมดสิ้นแล้วก็ได้

เชิงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ทางด้านตะวันออกถูกออกแบบให้เป็นถนนพื้นอิฐ เทปูนขาวซึ่งมีส่วนผสมของหินอ่อนขนาดต่างๆกัน (ตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 -2.5 เซนติเมตร) ถนนสายนี้เริ่มต้นจากแนวประตูกำแพงด้านเหนือ ผ่านหน้าพระที่นั่งไปสู่ประตูพระราชฐานทางใต้ โดยมีจุดหักเลี้ยวไปทางตะวันออกที่กึ่งกลางรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็นทางสามแพร่งมุ่งสู่ประตูพระราชฐานทางตะวันออก

ถนนดังกล่าวมีความกว้างประมาณ 4 เมตร ด้านตะวันออกของถนนถูกขุดเป็นรางระบายน้ำแล้วทำผนังอิฐเตี้ยๆยกเป็นขอบถนน ส่วนด้านตะวันตกมีแต่ขอบถนนเพียงอย่างเดียว

มีข้อถกเถียงพิจารณากันพอสมควรว่าพื้นถนนสายนี้เป็นของเดิมมาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือจะถูกบูรณะขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากมีมูลดินทับถมเพียงบางๆ และใช้อิฐไม่สมบูรณ์มาปูเรียงและแนวถนนลักษณะดังกล่าวมีร่องรอยอยู่ทั่วไปภายในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ข้อเสนอที่เห็นว่าถนนว่าจะเป็นของเดิมในสมัยอยุธยา พิจารณาจากส่วนผสมของปูนมีลักษณะใกล้เคียงกับพื้นปูนบนระเบียงพระที่นั่ง และปูสอกันซึมที่อ่างเก็บน้ำในพระราชฐานชั้นนอก

ที่หลุม 4N 1W (ด้านใต้ของมุขที่ยื่นออกมาทางตะวันออก) พบแผ่นหินชนวนขนาดประมาณ 30 X 50 X 5 เซนติเมตรวางเป็นแนวจากตะวันตกไปตะวันออกอยู่ใต้พื้นถนน ปิดบนท่อน้ำดินเผาอีกครั้งหนึ่ง เข้าใจว่าด้านเหนือของมุขก็น่าจะมีแนวดังกล่าวเช่นกัน


บริเวณเชิงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ด้านใต้ พบว่าพื้นพระราชฐานด้านนี้มีลักษณะเป็นลานเทด้วยปูนผสมทรายหยาบและหินอ่อนก้อนเล็กๆ พื้นบางส่วนมีอิฐทรงปริมาตรปูทับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่ามีความสัมพันธ์กับรากฐานอาคารอย่างไร เนื่องจากมีสภาพไม่ค่อยชัดเจนเท่าใดนัก


เมื่อทดลองขุดลอกมูลดินต่อเนื่องไปทางใต้ กว้าง 50 เซนติเมตร ห่างออกมาจากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ประมาณ 10 เมตร (ตรงกับพื้นที่หลุมทดสอบชั้นดินทางโบราณคดี 1S 3W) ก็พบว่ายังคงมีพื้นปูนเทกว้างออกไปประมาณ 10 และสิ้นสุดลงที่แนวชั้นอิฐกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร หากพิจารณาจากหลักฐาน Plan du Palais de Louvo แล้ว แนวอิฐชุดนี้น่าจะเป็นรากฐานของกำแพงล้อมพระราชอุทยานขนาดเล็กด้านเหนือและใต้ของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์นั่นเอง พระราชอุทยานดังกล่าวคงจะมีลักษณะเป็นสวนย่อมๆ มีพื้นลาดพระบาทเทปูน สำหรับเสด็จลงสำราญพระราชหฤทัยเมื่อทรงปลูกพรรณไม้หอมพันธุ์หายากด้วยพระองค์เอง ตามบันทึกของแชร์แวส เราจะเห็นประตูทางเข้าพระราชอุทยานทั้งสองฟากตั้งอยู่ด้านตะวันตก เยื้องกับประตูและบันไดของปีกอทางเหนือและใต้เล็กน้อย


ในพื้นที่หลุม 3N 4W ได้พบอ่างน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 1X1 เมตร ขอบกรุอิฐพื้นปูนอิฐ ฉาบปูนกันซึมแน่นหนา พบท่อดินเผาเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ที่ขอบอ่างด้านใต้ท่อดังกล่าวนี้อาจเป็นท่อส่งน้ำจากพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ต่อเข้าไปยังพระราชอุทยานเล็กด้านใต้ด้านตะวันตกของอ่างมีหลุมรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสก่อด้วยอิฐตั้ง ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร แต่อาจจะบึกมากกว่านี้ก็ได้ (มีดินทับถมอยู่ข้างในช่องเล็กยากต่อการขุดตาม) ส่วนด้านเหนือบริเวณฐานระเบียงมีหลักฐานของการเซาะอิฐเป็นร่องกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 100 เซนติเมตร มุ่งตรงไปยังแผ่นหินชนวนกรุขอบลำรางแผ่นหินชนวนนี้เซาะด้านบนเป็นร่องรูปครึ่งวงกลม ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง (ครึ่งวงกลม)ประมาณ 2.5 เซนติเมตร เช่นเดียวกับเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อน้ำดินเผาด้านล่าง หลักฐานนี้จะเป็นร่องรอยแนวของท่อโลหะสำริดที่ใช้ส่งน้ำจากลำรางไปยังอ่างน้ำและพระราชอุทยานด้านใต้ได้หรือไม่


ด้านตะวันออกของอ่างดังกล่าว เป็นบันไดอิฐขนาดประมาณ 60X100 เซนติเมตร รับกับบันไดด้านเหนือของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ซึ่งมีแผ่นหินแอนดีไซต์ปูอยู่บนขั้นบันได (8N 4W) บันไดด้านใต้นี้แต่เดิมก็น่าจะมีแผ่นหินแอนดีไซต์ปูทับอยู่ข้างบนเช่นกัน


เขามอและหลักฐานระบบการทดน้ำจ่ายน้ำ
เมื่อการขุดแต่งพื้นที่รอบๆเชิงเขามอ ทางเหนือของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ซึ่งบันทึกของนิโคลาส แชร์แวส ระบุว่าเป็นสระน้ำลักษณะคล้ายถ้ำเล็กๆ เสร็จสิ้นลง ได้พบแนวท่อน้ำดินเผาที่เชิงเขามอด้านเหนือ 2 แนว ทำมุมเฉียงกัน ท่อน้ำดังกล่าวมีต้นทางมาจากด้านเหนือ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทดน้ำเข้ามาใช้ภายในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ท่อน้ำทั้งสองแนวถูกฝังอยู่ใจ้ดินมีอิฐตะแคง อท่งศิลาแลงและพื้นปูนลานพระราชฐานปูทับตามลำดับอย่างแน่นหนามั่นคง


ฐานโดยรอบรูปครึ่งวงกลมทางด้านเหนือเชิงเขามอมีร่องรอยของการฝังท่อน้ำดินเผา ปิดทับด้วยแผ่นดินอิฐปูนอน ท่อดินเผาดังกล่าวอาจเป็นเพียงท่อระบายน้ำออกจากจุดใดจุดหนึ่งของระเบียงหรือสระน้ำด้านใต้ของเขามอ ขณะที่ฝั่งทางใต้ของเชิงเขามอ ซึ่งอยู่บนระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ได้ขุดพบลานอิฐขนาด 1.60X2.90 เมตร มีลำรางขนาดประมาณ 30 เซนติเมตร ล้อมทั้งสี่ด้าน ที่มุมลำรางมีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40-50 เซนติเมตร รวม 4หลุม หลักฐานที่พบนี้เป็นร่องรอยของสระน้ำหรืออ่างน้ำที่มีลักษณะคล้ายถ้ำเล็กๆ ในบันทึกของนิโคลาส แชร์แวส นั่นเอง หลุมทั้งสี่มุมของสระแห่งนี้น่าจะเป็นร่องรอยของหลุมเสากระโจมตามระบุในเอกสารเช่นกัน ใต้ช่องโค้งมุมแหลมด้านเหนือของสระน้ำหรืออ่างน้ำนี้ มีบ่อรูปรีหรือรูปกระเพาะหรือกระเปาะ มุมทางใต้ของบ่อทำเป็นรูปเหลี่ยมหรือมุขยื่นออกมา บ่อนี้ลึกประมาณ 70-80 เซนติเมตร ความกว้างใกล้เคียงกัน ด้านบนซ้ายและขวาเป็นท่อน้ำให้เกิดการใหลเวียนขนาดต่างกัน บ่อและท่อดินเผานี้ยาปูนแน่นหนา


การค้นพบสระน้ำหรือแท้ที่จริงก็คืออ่างน้ำขนาดใหญ่
การขุดแต่งที่บริเวณหลุม 2N 5W, 2N 6W, 3N 5W,3N 6W, อ้นเป็นที่ตั้งขององค์ประกอบสถาปัตยกรรมซึ่งเรียกในชั้นต้นว่า “ฐานน้ำพุ” ทางด้านใต้ของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ได้พบร่องรอยของสระน้ำหรืออ่างน้ำ ขนาดประมาณ 2.90X2.90 เมตร มีลำรางล้อมทั้ง 4 ด้าน และที่มุมลำรางก็มีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 เซนติเมตรอยู่ทั้งสี่มุมด้วย ตรงจุดกึ่งกลางของสระหรืออ่างน้ำ มีท่อโลหะสำริดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร วางแนวทะลุถึงระดับพื้นพระราชอุทยาน ซึ่งแต่เดิมนักโบราณคดีเข้าใจว่าสระน้ำนี้เป็นร่องรอยของฐานน้ำพุ แต่เมื่อตรวจสอบจากหลักฐานของแชร์แวสโดยยึดจากการอ้างถึงสระน้ำด้านเหนือที่มีลักษณะคล้ายถ้ำ และการยึดหลักความลงตัวขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแล้วสิ่งที่เรียกว่าฐานน้ำพุทางด้านใต้ของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์นั้น น่าจะเป็นสระน้ำหรืออ่างน้ำอีกแห่งหนึ่งอันมีหลุมเสากระโจมเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งด้วย


ส่วนท่อสำริดซึ่งวางเป็นแนวฉากกับพื้นสระน้ำจะถูกวางใต้พื้นดินขณะสร้างพระที่นั่งสุทธาสวรรย์มาจากท่อน้ำดินเผาเชิงเขามอด้านเหนือได้หรือไม่

มีข้อสงสัยอีกประการหนึ่งว่า ร่องรอยของสระน้ำทั้งทางด้านเหนือและด้านใต้ของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ที่ขุดพบ เป็นเพียงสระที่มีขนาดเล็กๆเท่านั้น (สระเหนือ 1.60X2.90 เมตร สระใต้ 2.90X2.90 เมตร) ขัดแย้งกับคำกล่าวของแชร์แวสที่ระบุว่า


“ที่มุมทั้งสี่มีสระน้ำใหญ่สี่บรรจุน้ำบริสุทธิ์ เป็นที่สรงสนานของพระเจ้าแผ่นดิน ภายใต้กระโจมซึ่งคลุมกั้น”


ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่แชร์แวสจะระบุถึง Les Bassins ซึ่งแม้จะแปลได้ทั้ง “สระน้ำ” หรือ “อ่างน้ำ” แต่โดยเจตนารมณ์ที่แท้จริงแล้ว เขาต้องการจะกล่าวถึงอ่างน้ำขนาดใหญ่มากกว่าและหลักฐานที่ขุดพบก็สนับสนุนความคิดนี้ยิ่งกว่าใด


ด้วยเหตุนี้เพื่อให้การเรียกองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมดังกล่าวนี้ มีความเหมาะสมสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักฐานและสภาพความเป็นจริง ในชั้นนี้จะเรียก “สระน้ำ” ทั้งสี่แห่งว่า “อ่างน้ำ”ต่อไป


การขุดค้นพื้นที่บริเวณหลุม 5N 2W ได้พบร่องรอบของลานอิฐรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด ประมาณ 2.90 หรือ 3.00X2.90 หรือ 3.00 เมตร มีลำรางล้อมและมีหลุมเสากระโจมทั้งสี่มุมเช่นกันตรงกลางมีรูเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ลักษณะเป็นรูท่อสำริด ซึ่งทดสอบความลึกได้ใกล้เคียงกับท่อสำริดในอ่างน้ำด้านใต้ สิ่งที่พบนี้คงจะเป็นอย่างอื่นไปเสียไม่ได้ นอกจากอ่างน้ำทางมุขด้านตะวันออกตามที่นิโคลาส แชร์แวส ระบุไว้ ด้วยเหตุจากลักษณะความคล้ายคลึงกันของหลักฐานนั่นเอง


การขุดพบอ่างน้ำจำนวน 3 สระ ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ในจุดที่รับกันขององค์ประกอบสถาปัตยกรรม คือ อ่างน้ำด้านเหนือคู่กับอ่างน้ำด้านใต้ และอ่างน้ำด้านตะวันออก เพราะฉะนั้นหากอาศัยหลักการเดียวกันอ่างน้ำแห่งที่ 4 ก็ควรจะอยู่ที่ชานระเบียงทางมุมทิศตะวันตกของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ หลุม 5 8 แต่ก็ไม่พบร่องรอยของอ่างน้ำ เมื่อตรวจสอบแผนผังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี ก็ได้พบจุดที่อยู่ห่างจากกำแพงคั่นพระราชฐานชั้นที่ 3 กับพระราชฐานฝ่ายใน ประมาณ 25-30 เมตร มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นอ่างน้ำแห่งที่ 4 แต่ก็ไม่ขอยืนยันมั่นคงเท่าใดนักในที่นี้


มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า ในขณะที่อ่างน้ำทิศตะวันออกและทิศใต้มีท่อน้ำสำริดเป็นองค์ประกอบสำคัญในการส่งผ่านน้ำมายังอ่างน้ำ ส่วนอ่างน้ำด้านตะวันออกเชิงเขามอมีท่อดิเผาขนาดใกล้เคียงกันเป็นตัวปล่อยน้ำออกมา การลดขนาดของท่อจ่ายน้ำให้เล็กลง ย่อมจะทำให้น้ำมีแรงดังเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะดันออกมาในแนวระนาบหรือดันขึ้นไป ด้วยเหตุนี้ในขณะที่น้ำในอ่างน้ำด้านตะวันออกอาจถูกปล่อยออกมาในแนวระนาบเป็นสายธารไหลวนอยู่ภายในถ้ำเล็กใต้เขามอ น้ำบางส่วนอาจจะถูกขึ้นไปบนเขามอด้วยอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วปล่อยให้ไหลลงมาเป็นน้ำตก ส่วนอ่างน้ำด้านตะวันออก ด้านใต้ และอ่างน้ำด้านตะวันตกนั้น แรงดังของน้ำจะทำให้เกิดน้ำพุพุ่งกระจายขึ้นมาเป็นสาย หากมีวัตถุบังคับทิศทางอย่างถูกต้องเหมาะสมก็อาจจะทำให้กระแสน้ำที่พุ่งขึ้นกลายเป็นน้ำพุที่พร่างพรายสายน้ำออกไปรอบทิศอย่างงดงาม


คำให้การขุนหลวงหาวัด นอกจากจะกล่าวถึงการสร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ( คือ ดุสิตสวรรย์ธัญมหาปราสาท) และพระที่นั่งสวรรย์ (พระที่นั่งสุทธาสวรรย์) แล้ว ยังกล่าวถึงน้ำพุอ่างแก้ว ซึ่งมีน้ำดั้นน้ำกระดาษเป็นองค์ประกอบ


น้ำพุและอ่างแก้วนั้นมีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวของมันเอง แต่คำว่า “น้ำดั้น” กับ “น้ำกระดาษ” ดูเหมือนว่าอาจจะเลือนหายจากสำนึกรับรู้และพจนานุกรมฉบับปัจจุบันไปแล้ว


การอธิบายเพื่อทำความเข้าใจกับคำทั้งสองมิใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องอาศัยหลักการสังเกตและเชื่อมโยงหลักฐานทางโบราณคดีเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม


คำว่า “น้ำดั้น” หากมิได้หมายถึง ระบบการทดน้ำจ่ายน้ำ (ดั้น = มุดด้นไป, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525, หน้า 298) ไปตามท่อน้ำดินเผา ก็น่าจะหมายถึงน้ำพุที่ “ดั้น” ขึ้นจากอ่างน้ำหรือสระน้ำ


คำว่า “น้ำกระดาษ” นี้ ความจริงแล้วหลักฐานน่าจะบันทึกไว้ว่า “น้ำกระดาด” หรือ “น้ำดาด” มากกว่า เพราะอาจทำให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น หากเป็นเช่นนั้นแล้ว “น้ำกระดาษ” หรือ “น้ำกระดาด” หรือ “น้ำดาด” จะหมายถึงน้ำซึ่งไหลลงมาจากที่สูงได้หรือไม่ และที่สูงในความหมายที่เชื่อมโยงกับพระที่นั่งสุทธาสวรรย์มากที่สุดก็คือ เขามอ น่าเสียที่คำว่า “ดาด” นั้น พจนานุกรมอธิบายว่าเป็นคำกริยา เช่นเอาวัตถุเช่นผ้าปิด ซึ่งให้ทั่วตอนเบื้องบน เช่น ดาดเพดาน ดาดหลังคา เมื่อเป็นคำวิเศษณ์แปลว่า ไม่ชัน เช่น หลังคาดาด เป็นต้น และหากยึดตามตำราแล้วการอธิบายว่า “น้ำดาด” หรือ “น้ำดาษ” หมายถึง น้ำซึ่งตกลงมาจากที่สูง เช่นเขามอ คงจะไม่ได้รับการยอมรับอย่างแน่นอน
หลักฐานในปีกอาคารเหนือ-ใต้

เมื่อการขุดแต่งปีกอาคารด้านเหนือ (พระปรัศว์ขวา) และปีกอาคารด้านใต้ (พระปรัศว์ซ้าย) แล้วเสร็จ ได้ค้นพบอ่างน้ำขนาดประมาณ 1.00X1.50 เมตร กรุด้วยหินอ่อนหนาประมาณ 4-5 เซนติเมตร (ควรตรวจสอบขนาดอีกครั้งเพื่อความแม่นยำ) ทั้งสองด้าน


อ่างหินอ่อนนี้มีลำรางส่งน้ำจ่ายน้ำ ซึ่งอาจโยงใยมาจากอ่างน้ำเชิงเขามอด้านเหนือก็ได้เนื่องจากได้พบทั้งแนวท่อน้ำดินเผาและแนวลำรางเลาะมาตามกำแพงแก้วโดยตลอด (จะได้กล่าวถึงข้างหน้า)


หลักฐานหลายชิ้น อาทิ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ระบุถึงเทคนิคการเก็บกักน้ำในอ่างว่าต้อง “กรุศิลายาปูนเป็นอันดี” (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 82, พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม,25357 หน้า 247) หรือ “ตรุศิลายาปูนเป็นอันดี” (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับพระพนรัตน์,2535,หน้า 214) การกรุศิลายาปูนนั้นอาจเป็นเทคนิคที่รู้จักกันดีของช่างไทย แต่การใช้หินอ่อนมาทำอ่างน้ำ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก


เอกสารสำคัญร่วมสมัย คือ จดหมายเหตุการณ์เดินทางครั้งที่ 2 ของบางหลวงกีย์ ตาชารต์ ระบุว่า โรงสวด Notre – Dame de Laurette ในบ้านของคอนสแตนติน ฟอลคอน มีการนำหินอ่อน “มาใช้อย่างไม่อั้น” แต่หินอ่อนนั้นเป็นวัสดุก่อสร้างทีมีค่าและมีราคาแพงมาในชมพูทวีป จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันการสร้างอ่างน้ำกรุหินอ่อนยาปูนกันซึมอย่างดีในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ จึงไม่น่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาสามัญ


เหตุใดนักโบราณคดีจึงมิได้ระบุว่าอ่างน้ำภายในพระปรัศว์ทั้งสองด้านเป็นอ่างน้ำจำนวน 2 ใน 4 อ่างที่แชร์แวส ระบุ ในที่นี้ยังไม่สามารถหาคำตอบที่เหมาะสมมาอธิบายได้ ทั้งๆที่เป็นจุดที่ไม่ควรจะมองข้าม


ทางด้านใต้ของพระปรัศว์ซ้ายมีบันไดปูด้วยแผ่นหินแอนดีไซต์ รับกับบันด้านเหนือของพระปรัศว์ขวา ซึ่งดูเหมือนว่าแผ่นหินแอนดีไซต์บางชิ้นจะถูกเคลื่อนย้ายออกไป


นอกจากแผ่นหินแอนดีไซต์จะถูกนำมาปูที่ขั้นบันไดแล้ว ยังพบว่ามีร่องรอยการนำหินชนิดดังกล่าวมาปูบนพื้นด้านตะวันตกและด้านใต้ของพระปรัศว์ขวา รวม 4 จุด และปูบนพื้นด้านเหนือและตะวันตกของพระปรัศว์ซ้าย รวม 4 จุดเช่นกัน แต่ร่องรอยการปูหินบางจุดถูกรื้อไปจนหมดสิ้นแล้ว จุดตังกล่าวคือด้านเหนือของพระปรัศว์ซ้าย (หลุม 3N 7W) ซึ่งได้พบร่องรอยของการถมทรายอัดและศษกระเบื้องเคลือมุงหลังจักรพรรดิคาสีเหลืองทับถมอยู่ด้านล่าง อันอาจเป้นหลักฐานบ่งบอกถึงการเชื่อมต่อพระปรัศว์ในระยะหลัง เนื่องจากพบการทำฐานเขียงและลวดลายบัวคว่ำอยู่ทีจุดนี้อย่างชัดเจน


สภาพระเบียงและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
การขุดแต่งระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ทำให้ได้พบหลักฐานลำรางกว้างประมาณ 30-40 เซนติเมตร วางแนวเลาะกำแพงแก้วของพระที่นั่งทั้งสามด้าน (เหนือ ตะวันออก ใต้) ด้านนอกของลำรางจะมีท่อน้ำดินเผาถูกฝังโผล่ปลายท่อขึ้นมาให้เห็น และตลอดแนวลำรางจะมีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30-40 เซนติเมตร เรียงรายอยู่เป็นระยะๆ


ในชั้นต้นนี้สันนิษฐานว่าลำรางอาจเป็นช่องสำหรับปล่อยให้น้ำไหลผ่านไปหล่อเลี้ยงอ่างน้ำในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ แต่หลุมเสาที่อยู่ตามแนวลำรางนั้น หาเป็นหลุมเสากระโจมก็อาจจะทำให้การไหลเวียนของน้ำไม่สะดวกเท่าที่ควร และมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ เมื่อขุดแต่งบริเวณหลุม 3N 8W และ 8N 8W เสร็จสิ้นลง ได้พบหลักฐานแผ่นอิฐวางปิดอยู่เหนือปากลำราง ซึ่งทำเป็นแนวต่อเนื่องมาจากด้านตะวันออก ลำรางที่ขุดพบนี้น่าจะสัมพันธ์กับท่อน้ำดินเผาทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ของรากฐานท้องพระโรง (หรือด้านใต้ของขวาและด้านเหนือของพระปรัศว์ซ้าย)


ท่อน้ำดินเผาที่พบก็มีทั้งท่อน้ำทิ้งและท่อน้ำดี ท่อน้ำทิ้งจะทำหน้าที่ระบายน้ำฝนออกจากระเบียงพระที่นั่งลงสู่ลานด้านล่าง โดยโคนท่อและปลายท่อจะเป็นอิสระไม่เชื่อมกับท่ออื่น ส่วนท่อน้ำดีซึ่งพบด้านใต้ของพระปรัศว์ขวา และด้านเหนือของพระปรัศว์ซ้าย ได้ถูกฝังไว้อย่างมั่นคงใต้พื้นอิฐ มีข้องอและข้อต่อเป็นตัวบังคับทิศทางของท่อ สภาพของท่อทั้งสองด้านถูกฝังอยู่ในช่องลักษณะคล้ายลำราง (ดูแผนผังหลังการขุดแต่ง) จึงอาจเป็นไปได้ว่า แต่เดิมนั้นแนวลำรางทุกด้านของระเบียงพระที่นั่งจะมีท่อน้ำดินเผาฝังอยู่โดยตลอด เพื่อเป็นตัวจ่ายน้ำหล่อเลี้ยงอ่างน้ำทั้งสี่แห่งของท้องพระโรง รวมไปถึงอ่างน้ำในพระปรัศว์ซ้าย-ขวาด้วย ท่อน้ำดินเผาเหล่านี้ได้รับน้ำมาจากแหล่งจ่ายน้ำเชิงเขามอ ซึ่งได้รับน้ำมาจากอ่างแก้วด้านตะวันออกของพระราชฐานชั้นนอก ส่วนท่อน้ำดินเผาทางด้านตะวันออกของรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ อาจเป็นท่อส่งน้ำออกไปหล่อเลี้ยงพระราชอุทยานในพระราชฐานชั้นใน


พื้นระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ด้านเหนือบริเวณหลุม 7N 4W และใกล้เคียง มีหลักฐานการปูอิฐเฉียงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ และมีแนวเอ็นของคานฐานรากเอียงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนพื้นอิฐด้านอื่นนั้นกลับปูขนานกับแนวรากฐานอาคารตามปรกติ


เมื่อขุดลอกลึกลงในพื้นและร่องเอ็นไปเพียงเล็กน้อยก็พบทรายหยาบ อันเป็นทรายอัดรับน้ำหนักและกันการทรุดพังของโครงสร้าง ในชั้นแรกตั้งสมมติฐานว่าอาจเป็นแนวร่องวางท่อน้ำดินเผาหรือเกิดขึ้นเนื่องจากมีการซ่อมบูรณะในคราวใดคราวหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ในขณะนี้


ทางด้านใต้ของอ่างน้ำด้านเหนือ และด้านเหนือของอ่างน้ำด้านใต้ตรงกับช่องประตูกลางท้องพระโรง (ด้านใต้เขามอ) พบแนวพื้นปูนขาวหนา 2 แนว คั่นด้วยร่องตื้นๆ แต่เดิมเข้าใจว่าเป็นทางน้ำที่สัมพันธ์กับอ่างน้ำทั้งสอง แต่เมื่อการขุดแต่งเสร็จสิ้นลงก็เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ


ท้องพระโรงพระที่นั่ง
การขุดแต่งพื้นท้องพระโรง พบหลักฐานการปูพื้นอิฐขนาดเดียวกับอิฐที่ใช้ก่อองค์ประกอบส่วนอื่น และเมื่อได้ขุดตรวดชั้นดินในหลุม 5 4 อันเป็นแอ่งใหญ่ที่ถูกขุดเจาะเอาทรายอัดออกไป ได้พบว่าลึกลงไปพอสมควร ยังคงเป็นชั้นทรายอัดอยู่เช่นเดิม


การพบหลักฐานร่องรอยขององค์ประกอบโบราณสถานภายหลังการขุดแต่ง นับว่าเป็นสิ่งทีมีคุณค่ายิ่งต่อนโยบายและการวางแผนอนุรักษ์และพัฒนารากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ให้ดำรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ สถาปัตยกรรม และโบราณคดี ต่อไปในอนาคต แม้การขุดแต่งครั้งนี้จะตอบคำถามของนักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาจมีหลักฐานบางอย่างหลุดรอดสายตาของนักโบราณคดีไปบ้าง (อาทิแนวท่อน้ำสำริดและแนวท่อน้ำดินเผา เป็นต้น) เนื่องจากการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2540 ได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่ขุดแต่งไว้เพียง 800 ตารางเมตรเศษ ขณะที่หลักฐานเอกสารในอดีตบันทึกขนาดดั้งเดิมของราดฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์และหมู่ตำหนักบริวารโยงใยออกไปมากกว่า 1 เท่าตัว ดังนั้น เชื่อว่าในโอกาสที่เหมาะสมแล้วคงจะได้มีการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนารากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์อย่างเต็มรูปแบบต่อไป

รูปวิเคราะห์พระที่นั่งสุทธาสวรรย์
จากการทรุดพังจนเหลือแต่พื้นและผนังบางส่วนของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เช่นนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะอธิบายลักษณะและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งองค์นี้ให้เห็นภาพใกล้เคียงกับสภาพดั้งเดิมในอดีตได้มากที่สุด โดยอาศัยการศึกษา วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตีความจากหลักฐาน เอกสารและหลักฐานในโบราณคดีที่พบจากการขุดค้นและการขุดแต่งทางวิชาการเป็นสำคัญ


พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จัดเป็นสถาปัตย -กรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย คำให้การขุนหลวงหาวัด ระบุถึงการสร้าง “พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท” ว่า มีพระที่นั่งฝ่ายขวาชื่อ “สุทธาสวรรย์” มีพระที่นั่งฝ่ายซ้ายชื่อ “จันทรพิศาล” (คำให้การขุนหลวงหาวัด, 2515, หน้า 327-328) เห็นได้ชัดว่าหลักฐานชิ้นนี้ให้ความสำคัญแก่พระที่นั่งดุสิตสวรรย์มากกว่าพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ และพระที่นั่งจันทรพิศาล แต่หลักฐานพระราชพงศาวดารหลายฉบับและเอกสารคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ระบุถึงการก่อพระมหาปราสาทสององค์ในพระราชวังที่เมืองลพบุรี คือ พระที่นั่งดุสิตสวรรย์ธัญมหาปราสาท และพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ (หรือสุทไธสว-ริย์มหาปราสาท[1]) ในลักษณะที่ให้ความสำคัญเท่าเทียมกัน


เอกสารคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมเป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที ซึ่งกล่าวถึงสภาพแวดล้อมทางสถา-ปัตยกรรมโดยทั่วไปในพระราชวังที่เมืองลพบุรีว่าประกอบด้วยพระมหาปราสาทสององค์และพระที่นั่งใหญ่น้อยไม่มียอดหลายองค์ โดยเฉพาะพระที่นั่งสุทไธยสวริย์มหาปราสาท และพระที่นั่งดุสิตสวริยธัญมหาปราสาททั้งสององค์นั้น หลัก-ฐานระบุว่ามียอดทรงมณฑปยอดเดียว มีมุขซ้อน 4 ชั้น และมีฝาทั้ง 4 ด้าน[2]


อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะพบหลักฐาน เอกสารระบุอย่างชัดเจนว่า หลังคาหรือเครื่องบนของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์มียอดทรงมณฑป แต่เนื่องจากรากฐานท้องพระโรงของพระที่นั่งมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่มีมุขยื่นออกมาทั้งทางด้านเหนือและด้านใต้ เพื่อเป็นโครงสร้างรองรับน้ำหนักเครื่องบนยอดมณฑปของพระที่นั่ง จึงอาจเป็นไปได้ว่า เครื่องบนของส่วนที่เป็นท้องพระโรงนั่นอาจเป็นหลังคาลดชั้น 3 ชั้น ไม่มียอด เนื่องจากอาจเป็นเพียงมุขยื่นออกมาจากโครงสร้างหลักของพระที่นั่ง ซึ่งอยู่ถัดออกไปทางด้านหลัง (ดูแผนผังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี) หรือมิฉะนั้นท้องพระโรงก็อาจเป็นโครงสร้างหลักของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ซึ่งอาจมียอดทรงมณฑป หรือไม่มียอดทรงมณฑปก็เป็นได้


จากปัญหาที่ประสบข้างต้น รูปวิเคราะห์ประกอบการสันนิษฐานลักษณะโครงสร้างส่วนบนของท้องพระโรงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ จึงถูกเสนอเป็นสองแบบ คือ
1. ท้องพระโรงหลังคาลดชั้น 3 ชั้น ยอดมณฑป
2. ท้องพระโรงหลังคาลดชั้น 3 ชั้น ไม่มียอดมณฑป

รูปวิเคราะห์แบบที่ 1 (ยอดมณฑป)
แสดงลักษณะของหลังคาลดชั้น 3 ชั้น เครื่องมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บัวหัวเสาเป็นบัวแวงหรือบัวกลีบยาวแบบอยุธยาตอนปลาย ผนังมีคันทวยรองรับส่วนชายคา ประตูและหน้าต่างด้านตะวันออกและตะวันตกเป็นช่องโค้ง โดยยึดถือรูปแบบมาจากพระที่นั่งดุสิตสวรรย์ธัญมหาปราสาท
กระเบื้องมุงหลังคาของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็นกระเบื้องลูกฟูกตัวผู้-เมียเคลือบสีเหลืองแบบ Imnperial Yellow ตามปริมาณที่พบจากการขุดแต่งโบราณสถานแห่งนี้ สำหรับกระเบื้องเคลือบสีเหลืองแบบ Local Yellow Tiles ที่พบมากเป็นอันดับสองรองจากกระเบื้องเคลือบสีเหลืองแบบ Imnperial Yellow Tiles นั้น ไม่ปรากฏหลักฐาน เอกสารระบุว่าเป็นวัสดุที่ใช้ในช่วงเวลาก่อน-หลัง-หรือเวลาเดียวกัน จึงไม่สามารถอธิบายได้ในชั้นนี้


กระเบื้องเชิงชายของท้องพระโรงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์มีลักษณะเป็นรูปคล้ายกระจังสามยอด มีทั้งเนื้อแกร่ง แบบกระเบื้องเคลือบสีเหลืองแบบ Imperial Yellow และแบบเนื้อดินธรรมดา (Earthenware) เคลือบสีเหลืองแบบพื้น เมือง ซึ่งหากยึดหลักการสันนิษฐานแบบอธิบายด้วยเหตุผลและบริบททางประวัติศาสตร์ เปรียบเทียบกับการได้รับอิทธิพลการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบเคลือบผิวจากจีนแล้ว ก็น่าเชื่อว่าการทำกระเบื้องเชิงชายทรงกระจัง 3 ยอด และกระเบื้องมุงหลังคาเคลือบผิวสีเหลืองแบบท้องถิ่น อาจถูกทำขึ้นในสมัยหลังสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังปรากฎหลักฐานการผลิตกระเบื้องเคลือบผิวสีเหลืองในสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2, อ้างแล้ว, หน้า 72)


ลักษณะยอดมณฑปลดชั้น 7 ชั้น ซึ่งแสดงในแบบรูปวิเคราะห์นี้ประยุกต์ขึ้นมาแบบยอดมณฑปของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพฯ ผสมผสานกับมณฑปสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมที่พระพุทธบาท จ.สระบุรี


รูปวิเคราะห์แบบที่ 2 (ไม่มียอดทรงมณฑป)
แสดงลักษณะท้องพระโรงมีหลังคาลดชั้น 3 ชั้น ไม่มียอดทรงมณฑป ส่วนองค์ประกอบอื่นๆนั้น มีรายละเอียดเช่นเดียวกับรูปวิเคราะห์แบบที่ 1


การศึกษาชั้นดินทางโบราณคดี
ผลจากการขุดค้นในหลุมทดสอบ 1S 3W ทำให้ทราบว่า ชั้นดินในหลุมขุดค้นตั้งแต่ระดับ 30 cm.dt. ถึงประ-มาณ 210 cm.dt. อาจเป็นชั้นดินถมใหม่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ระหว่างมีการเตรียมปรับพื้นพระราชฐานชั้นที่ 3 เพื่อรองรับฐานรากของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เราจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน จากกรณีที่มีการนำทรายหยาบและทรายละเอียดมาบดอัดสลับกันรองรับบริเวณโดยรอบ ไม่ห่างไกลจากรากฐานและฐานรากพระที่นั่งเท่าใดนัก ทรายบดอัดบางส่วนมีชั้นดินเหนียวสีเทาแกมขาวแทรกอยู่เป็นช่วงๆ แลเห็นโดดเด่นตัดกับชั้นทราย


ชั้นดินธรรมชาติในพื้นที่นี้ ก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์อาจอยู่ในระดับ 200 – 210 cm.dt. ดังจะสังเกตว่า มีการพบชิ้นส่วนกระเบื้องมุงหลังคาแบบลูกฟูกมีเดือยแบบหนา ต่อออกมาจากขอบชายกระเบื้องด้านบน แทนที่จะเป็นเดือยซึ่งยื่นออกมาจากท้องกระเบื้องด้านล่างตามปกติในยุคหลังๆ
แม้จะพบโบราณวัตถุในชั้นดินตั้งแต่ 30 -210 cm.dt. อันเป็นชั้นดินถมหรือทรายอัด แต่ก็เป็นการพบแบบไม่หนาแน่น แสดงให้เห็นถึงการปะปนมากับชั้นดินในช่วงที่มีกิจกรรมปรับพื้นที่พระราชฐานชั้นที่ 3 หลักฐานโบราณวัตถุที่พบในชั้นดินลึกกว่า 210 cm.dt. จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงเรื่องราวการอยู่อาศัยของคนในพื้นที่นี้ ก่อนจะมีการสร้างพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ และกำหนดอายุในราวก่อนรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์เป็นอย่างน้อย


หลักฐานการขุดตรวจชั้นดินในหลุม 1S 3W มีความสอดคล้องกับชั้นดินในหลุม 5N 4W (ส่วนท้องพระโรงที่ประทับ) เราได้พบชั้นทรายบดอัดเพื่อรองรับน้ำหนัก กันการเลื่อนและทรุดพังของฐานรากพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ อย่างน้อยก็อยู่ที่ระดับ 200 เซนติเมตร ลงไปพื้นอิฐของท้องพระโรง ซึ่งนาเชื่อว่าการบดอัดทรายลงไปในฐานรากอาจลึกถึง 3.50 เมตร (จากพื้นท้องพระโรง) ชั้นทรายอัดล่างสุดของฐานรากส่วนท้องพระโรงจึงจะอยู่ระดับเดียวกับชั้นทรายในหลุม 1S 3W


เทคนิคการใช้ทรายบดอัดรองรับน้ำหนักอาคารและกันการเลื่อนไถล – ทรุดพัง เป็นภูมิความรู้ที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยลพบุรี โดยมีหลักฐานให้เห็นจากหลุมทดสอบชั้นดินทางโบราณคดีที่โบราณสถานพระปรางค์สามยอด การใช้ทรายบดอัดรองรับฐานราก (แทนที่จะใช้ดินเหนียวเช่นเดียวกับอยุธยา) อันสืบทอดมาจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (อย่างน้อยก็ในพระราชวังนารายณ์นิเวศน์) จะทำให้สามารถอธิบายในประเด็นของการสืบทอดทางเทคโนโลยีและวัฒน-ธรรมของกลุ่มชนในบริเวณนี้อย่างไม่ขาดตอนสูญหายไปเลยได้หรือไม่ นั่นคือกลุ่มคนที่สร้างพระปรางค์สามยอดก็คือกลุ่มคนเชื้อสายเดียวกันกับไพร่ที่ถูกเกณฑ์มาเป็นแรงงานในการก่อพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ แต่ความคิดนี้อาจถูกโต้แย้งได้ในเรื่องสภาพภูมิประเทศของลพบุรี เพราะดินเหนียวอาจหายากกว่าทรายก็ได้ ดังนั้นจึงควรประมวลข้อมูลหลักฐานจากโบราณสถานหลายๆแห่งมาพิจารณาประกอบกัน

เศษภาชนะดินเผาที่พบจากการขุดค้นหลุม 1S 3W
เศษภาชนะดินเผาที่พบจากการขุดค้นหลุม 1S 3W แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Earthenware, Stoneware และ Porcelain ในที่นี้จะเสนอผลการศึกษาโบราณวัตถุดังกล่าวทีละระดับรวมกัน เพื่อช่วยให้แลเห็นภาพรวมการแพร่ กระจายเศษภาชนะดินเผาในแต่ละระดับของชั้นดินในหลุมขุดค้น
ระดับ 30 – 50 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาเล็กน้อย จำแนกเป็น
Earthenware
-เศษหม้อลายสลับฟันปลาขูดร่องด้านล่าง ขอบปากหม้อคอสูง ปากผายออก
-หูกระปุกดินเผา จัดเป็นเศษภาชนะจากแหล่งพื้นเมืองในเขตเมืองลพบุรี
Stoneware
-ชิ้นส่วนก้นไหเท้าช้างเคลือบผิวสีน้ำตาลปนดำ จากเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี
Porcelain
-ไม่พบ
ระดับ 50 – 70 cm.dt. ไม่พบเศษภาชนะดินเผา
ระดับ 70 – 90 cm.dt. ไม่พบเศษภาชนะดินเผา
ระดับ 90 – 110 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผา 1 ชิ้น
Earthenware
-เศษภาชนะดินเผาไม่มีลาย 1 ชิ้น
Stoneware
-ไม่พบ
Porcelain
-ไม่พบ


ระดับ 110 – 130 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาเล็กน้อย ( 95 กรัม )
Earthenware
-ไม่พบ
Stoneware
-พบชิ้นส่วนคอของภาชนะเนื้อหนาประเภทไหเท้าช้าง จากแหล่งเตาวัดพระปรางค์ (เตาแม่น้ำน้อย)
-ชิ้นส่วนไหไม่มีลายจากเตาบ้านบางปูน
Porcelain
-ไม่พบ
ระดับ 130 – 140 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาเล็กน้อย ( 100 กรัม )
Earthenware
-เศษหม้อดินเผาลายขูดขีดตัดกันไปมาไม่เป็นระบบ 2 – 3 ชิ้น
Stoneware
-ไม่พบ
Porcelain
-ชิ้นส่วนก้นชามเคลือบแบบ Blue and White สมัยราชวงศ์หมิง (ลายใบไม้ดอกไม้)
ระดับ 140 – 150 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาเล็กน้อย ( 120 กรัม )
Earthenware
-เศษหม้อดินเผาลายสลับฟันปลา
-เศษหม้อลายขูดขีดตัดกันไปมา และลายสลับฟันปลาคั่นร่อง
-เศษหม้อขูดเป็นร่องขนาดใหญ่ดิ่งลงเป็นทางรอบไหล่
Stoneware
-ไม่พบ

Porcelain
-ก้นชามแบบ Blue and White ลายใบไม้ สมัยราชวงศ์หมิง
ระดับ 150 – 160 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาเล็กน้อย (300 กรัม)
Earthenware
-เศษหม้อลายสลับฟันปลา ขอบปากหม้อผายออก เคลือบผิวด้วยน้ำดินสีแดง เนื้อบาง
-ชิ้นส่วนฝาหม้อแบบฝาละมี (ฝาแอ่นหงายจุดบน)
-ตะคันดินเผาก้นตัด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4.5 ซ.ม.
-เศษหม้อขูดลายเป็นร่องรอบๆไหล่ 4 ร่อง
Stoneware
-เศษเครื่องถ้วย เคลือบผิวสีขาวขุ่น เขียนลายสีน้ำตาลอมดำใต้เคลือบ เตาสุโขทัย
ชิ้นส่วนไหผิวสีดำอมเทา ไมมีลาย เตาแม่น้ำน้อย
Porcelain
-ไม่พบ
ระดับ 160 – 170 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาเล็กน้อย ( 350 กรัม )
Earthenware
-เศษหม้อดินเผาลายขูดขีดตัดกันเป็นตารางสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน
-จุกภาชนะ (ชิ้นส่วนฝาภาชนะแบบฝาละมีจุกบน)
Stoneware
-ชิ้นส่วนไหเนื้อหนา ผิวสีเทาอมดำ ขูดลายลูกคลื่นซ้อนกัน 3 ลายใต้คอ แบบภาชนะเตาแม่น้ำน้อย
-ชิ้นส่วนโอ่งดินเผาเนื้อหนา ผิวสีส้มแบบเตาแม่น้ำน้อย
-ชิ้นส่วนฝาภาชนะเคลือบผิวสีน้ำตาลแบบเตาแม่น้ำน้อย
-ชิ้นส่วนเครื่องเคลือบสีเขียว (ชาม) แบบเตาศรีสัชนาลัย
Porcelain
-เศษชามแบบ Blue and White 3 ชิ้น สมัยราชวงศ์หมิง
ระดับ 170 – 180 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาเล็กน้อย ( 300 กรัม )
Earthenware
-เศษขอบปากหม้อเคลือบน้ำดินสีแดง เนื้อบาง ผิวละเอียด
-เศษหม้อดินเผาไม่มีลายชิ้นเล็กๆ
Stoneware
-ไม่พบ
Porcelain
-ไม่พบ
ระดับ 180 – 190 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาเล็กน้อย ( 470 กรัม )
Earthenware
-ขอบปากหม้อดินเผา ทรงสูงผายออก เนื้อบาง ผิวสีส้ม
-เศษหม้อลายสลับฟันปลา
-เศษหม้อลายขูดขีดตัดกันไปมา
Stoneware
-ขอบปากกระปุก เนื้อบาง สีเทา ไม่เคลือบผิว แบบเตาแม่น้ำน้อย
-ก้นอ่างเคลือบผิวด้านในสีน้ำตาลอมเหลือง เตาแม่น้ำน้อย
-ชิ้นส่วนชามเคลือบสีเทาอมฟ้า แบบเตาศรีสัชนาลัย
Porcelain
-ไม่พบ


ระดับ 190 – 200 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาเล็กน้อย ( 500 กรัม )
Earthenware
-ชิ้นส่วนฝาจุกภาชนะดินเผา
-เศษหม้อดินเผาลายขูดขีดตัดกันไปมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน
Stoneware
-เศษถ้วยเคลือบสีขาวขุ่นขนาดเล็ก จำแนกไม่ได้ว่ามาจากแหล่งใด
-ชิ้นส่วนก้นครกดินเผาเนื้อหนาคล้ายเตาแม่น้ำน้อย
-ชิ้นส่วนไหดินเผา เนื้อหนา ลายพวงอุบะ ( ลายคล้ายพู่หรือเม็ดพริก ) เตาบ้านบางปูน
Porcelain
-ไม่พบ
ระดับ 200 – 210 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาเล็กน้อย ( 1,900 กรัม )
Earthenware
-เศษหม้อลายสลับฟันปลา
-เศษหม้อลายขูดเป็นร่องคล้ายรูปสามเหลี่ยมซ้อนกัน
-เศษหม้อขูดขีดเป็นตาราง
-เศษหม้อทำลวดลายคล้ายไผ่สานทาบ
-เศษหม้อมีลายเป็นร่องรอบคอ
-ฝาภาชนะดินเผา
-เศษคณฑีหรือป้านน้ำ เคลือบน้ำดินสีแดงเขียนลายสีดำ เตาสุโขทัย
Stoneware
-ชิ้นส่วนชามเคลือบสีเขียวอมฟ้ามีลายนูนรูปกลีบบัวที่ก้น จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย
-ชิ้นส่วนไหเนื้อหนา ผิวสีเทา
-ชิ้นส่วนไหเนื้อหนา ประดับลายดอกไม้ 4 กลีบ (คล้ายดอกลำดวน) ใต้ลายลูกคลื่น
-ชิ้นส่วนอ่างดินเผา เนื้อค่อนข้างแกร่ง เคลือบน้ำดินสีแดง
Porcelain
-ไม่พบ
ระดับ 220 – 230 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาทับถมหนาแน่น ( 2,500 กรัม )
Earthenware
-เศษขอบปากหม้อแบบโค้งผายออก มีลายกดหรือขีดเป็นเส้นหยักสั้นๆรอบคอ เคลือบผิวด้วยน้ำดินสีดำ
ไม่ค่อยพบบ่อยนัก
-เศษหม้อเนื้อหนา ค่อนข้างแกร่ง มีลายขูดเป็นร่อง 3 ร่องรอบตัว
-เศษหม้อลายสลับฟันปลา
-เศษหม้อลายขูดคล้ายไผ่สานทาบ
-เศษหม้อขูดเป็นลายรูปสามเหลี่ยมซ้อนกัน
-เศษฝาหม้อดินเผา
-จุกฝาหม้อยอดแหลม
-ชิ้นส่วนตะคันดินเผา แบบก้นตัด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4.5 ซ.ม.
Stoneware
-ชิ้นส่วนไหเนื้อหนา ผิวสีเทา ประดับลายดอกพิกุลหรือดอกลำดวน (รางเลือน) รอบคอแบบเตาบ้านบางปูน
-ชิ้นส่วนไหเนื้อหนาแบบเตาแม่น้ำน้อย
-เศษชามเคลือบผิวสีเขียวอมน้ำตาล เตาศรีสัชนาลัย
-เศษชามเคลือบผิวสีขาวขุ่น เขียนลายสีดำแบบเวียดนาม
-เศษชามเคลือบผิวสีเขียว ขอบปากหยักแบบใบบัว เตาหลงฉวน ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 – 20
Porcelain
-ไม่พบ

ระดับ 230 – 240 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาค่อนข้างหนาแน่น ( 4,200 กรัม )
Earthenware
-เศษหม้อลายขูดขีดตัดกันไปมาไม่เป็นระบบ
-เศษหม้อลายประทับรูปสามเหลี่ยมซ้อนกัน
-เศษหม้อลายตีตัดกัน มีปุ่มรอบคอ
-เศษหม้อร่องไขว้ตัดกัน
-เศษหม้อลายไผ่สาน
-เศษหม้อลายสลับฟันปลา
-ชิ้นส่วนคณฑีหรือป้านน้ำ เคลือบน้ำดินสีแดง เขียนลายสีดำเป็นเส้นรอบตัว (คล้ายแหล่งเตาสุโขทัย)
Stoneware
-เศษชามเคลือบสีขาว เขียนลายสีดำหรือน้ำเงินอมเขียว เตาสุโขทัย
-เศษชามเคลือบสีขาวขุ่น เขียนลายสีดำ แหล่งเตาสุโขทัย
-เศษชามเคลือบสีขาวอมเขียวเนื้อดินหยาบ (คล้ายแหล่งเตาในเวียดนาม)
-เศษชามเคลือบผิวสีเขียวอมฟ้า แบบเตาศรีสัชนาลัย
-ชิ้นส่วนไหปากกว้าง เนื้อหนา เตาแม่น้ำน้อย
Porcelain
-เศษชามเคลือบผิวสีขาว เขียนลายสีแดงในช่องกระจก สมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย (พบเพียงชิ้นเดียว)
ระดับ 240 – 250 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาหนาแน่น ( 6,200 กรัม )
Earthenware
-ชิ้นส่วนฝาหม้อ แบบแอ่นหงายมีจุก (ฝาละมี)
-เศษหม้อลายสลับฟันปลา แบบร่องคั่น
-เศษหม้อลายร่องตัดกันคล้ายรปทรงเราขาคณิต
-เศษหม้อประทับลายคล้ายไผ่สานทาบ
-ชิ้นส่วนป้านน้ำหรือคณฑี เนื้อบาง เคลือบน้ำดินสีแดง เขียนลายสีดำเป็นเส้นรอบภาชนะซ้อนกัน ลักษณะ
คล้ายเศษภาชนะที่พบในระดับ 210 -220 cm.dt.
Stoneware
-เศษไหเนื้อหนา ประทับลายดอกไม้สี่กลีบ
-ชิ้นส่วนไหขีดลายวงแหวนรอบคอ
-ชิ้นส่วนไหหรืออ่าง มีลายลูกคลื่นซ้อนกันรอบคอ
-ชิ้นส่วนไหหรืออ่าง มีร่องนูนสลับการกดด้วยเปลือกหอยแครง
-ชิ้นส่วนไหเท้าช้าง
-เศษชามเคลือบสีเขียว มีรอยแตกราน 1 ชิ้น เตาศรีสัชนาลัย
-เศษชามเคลือบเขียวอมเทา เขียนลายสีเขียวอมน้ำตาล เตาสันกำแพง 1 ชิ้น
-เศษชามเคลือบเขียวมีลายใบไม้ในเนื้อภาชนะ เตาศรีสัชนาลัย
Porcelain
-ไม่พบ
ระดับ 250 – 270 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผา ( 1,750 กรัม )
Earthenware
-เศษหม้อลายสลับฟันปลา
-เศษหม้อลายประทับคล้ายไผ่สานทาบ
-เศษหม้อผิวเรียบ สีส้ม เนื้อบาง
Stoneware
-ชิ้นส่วนไหเนื้อหนา ลายสลับฟันปลา
-ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยเคลือบ เตาศรีสัชนาลัย
Porcelain
-ไม่พบ
ระดับ 270 – 290 cm.dt. พบเศษภาชนะดินเผาหนาแน่น ( 4,800 กรัม )
Earthenware
-ชิ้นส่วนฝาหม้อมีจุกกลมมนแบบฝาละมี
-เศษหม้อลายสลับฟันปลา
-เศษหม้อประทับลายคล้ายไผ่สานทาบเป็นร่อง
-เศษหม้อขูดขีดตัดกันเป็นตารางสี่เหลี่ยม
-เศษหม้อขูดลายเป็นร่องรอบคอ
-เศษหม้อประทับลายรูปสามเหลี่ยมระหว่างร่องลึก
-เศษหม้อลายลูกคลื่นซ้อนกันคล้ายที่พบใน Stoneware
Stoneware
-ชิ้นส่วนไหปากกว้างประทับลายกลีบดอกไม้รอบๆปาก คล้ายกลีบบัว เตาแม่น้ำน้อย
-ชิ้นส่วนไหลายลูกคลื่นซ้อนกันใต้แนวร่องนูน เตาแม่น้ำน้อย
Porcelain
-ไม่พบ

บทสรุปและข้อเสนอในการออกแบบบูรณะ
หลักฐานจากเอกสารหลายชิ้น อาทิ พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ คำให้การของขุนหลวงหาวัด คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม บันทึกของชาวต่างชาติร่วมสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แผนผังจากการสำรวจของวิศวกรต่างชาติในขณะนั้น และแผนผังพระนารายณ์ราชนิเวศน์เมืองลพบุรี จากการสำรวจของพระยาโบราณธานินทร์ รวมทั้งหลักฐานที่พบจากการขุดแต่งพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็นสิ่งที่ช่วยให้แลเห็นลักษณะและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของรากฐานอาคารแห่งนี้ได้อย่างค่อนข้างชัดเจนว่า เคยเป็นพระมหาปราสาทหลักคาทรงมณฑปยอดเดียว มีมุขซ้อนสี่ชั้น มีผนังทั้งสี่ด้าน มีพระปรัศว์ซ้ายขวาชักออกไปทางเหนือและใต้ มีกำแพงแก้ว กำแพงปีกท้องพระโรง และอ่างน้ำขนาดใหญ่ เป็นที่สรงสนาน แต่ปัญหาก็คือ ลักษณะสถาปัตยกรรมซึ่งมีหลังคาเป็นทรงมณฑปมักจะมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน ขณะที่พระที่นั่งสุทธาสวรรย์มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ดังนั้นผังวิเคราะห์รูปทรงสัณนิษฐานของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จึงเสนอเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบที่มียอดมณฑปและไม่มียอดมณฑป


รากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์นั้นมีขนาดใหญ่กว่าพระที่นั่งดุสิตสวรรย์ธัญมหาปราสาท ซึ่งเป็นพระมหาปราสาทยอดมณฑปอีกแห่งหนึ่งในพระราชวังเมืองลพบุรี แต่จากการเปรียบเทียบได้พบว่า เสาติดผนังของพระที่นั่งทั้งสองมีขนาดกว้างเท่ากัน ดังนั้นหลักฐานจุดนี้อาจชี้ได้ว่าความสูงของพระที่นั่งสุทธา-สวรรย์กับพระที่นั่งดุสิตสวรรย์ธัญมหาปราสาทคงจะมีขนาดใกล้เคียงกันด้วย และหากคำนึงถึงความเหมาะสมทางภูมิประเทศในพระราชฐานชั้นที่ 3 ซึ่งลดระดับต่ำลงไปกว่าพื้นดินที่รองรับพระที่นั่งดุสิต-สวรรย์ธัญมหาปราสาทแล้ว ระดับน้ำสมมติของหลังคาพระที่นั่งทั้งสององค์น่าจะเท่ากันได้เพื่อทัศนียภาพที่งดงาม


การพบหลักฐานชิ้นส่วนกระเบื้องเคลือบแบบสีเหลืองจักรพรรดิ บริเวณใต้แนวฐานเขียงและลวดบัว ระหว่างพระปรัศว์ซ้ายกับรากฐานระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ชี้ให้เห็นว่าเมื่อแรกสถาปนาในปี พ.ศ. 2209 พระที่นั่งสุทธาสวรรย์มีแผนผังอาคารจำกัดอยู่เพียงแค่รากฐานระเบียงพระที่นั่งและท้องพระโรง หลังคาของท้องพระโรงนั้นถูกมุงด้วยกระเบื้องมุงหลังคาแบบสีเหลืองจักรพรรดิอยู่จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2219 เมื่อช่างฝรั่งเศสและช่างอิตาเลียนเข้ามาปรับปรุงระบบการทดน้ำจ่ายน้ำในพระราชวัง เมืองลพบุรี ทำให้มีการขยายรากฐานพระที่นั่งออกไปทั้งด้านเหนือและด้านใต้ พระปรัศว์ซ้ายและขวาก็คงจะถูกต่อเติมขึ้นมาในคราวนี้ โดยช่างทั้งสองชาติได้ฝังแนวท่อน้ำดินเผาโดยรอบระเบียงพระที่นั่งต่อเนื่องมาจากเชิงเขามอด้านใต้เพื่อนำน้ำมาหล่อเลี้ยงอ่างน้ำทุกอ่างในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ การขยายผังพระที่นั่งครั้งนี้คงจะได้ใช้กระเบื้องมุงหลังคาดินเผาสีเหลืองแบบท้องถิ่นมาเสริมกระเบื้องมุงหลังคาสีเหลืองจักรพรรดิส่วนที่ชำรุด และถูกนำมาอัดร่วมกับชั้นทรายใต้พื้นอาคารที่ต่อเชื่อมกัน มิใช่เป็นการเปลี่ยนกระเบื้องใหม่ทั้งหมด เหตุที่เห็นว่ามีการนำกระเบื้องดินเผาสีเหลืองแบบท้องถิ่นมาใช้มุงเครื่องบนพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ในคราวนี้ เนื่องจากภาวะการค้ากับจีนในขณะนั้นเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วก็ได้ นอกจากนี้กรุงศรีอยุธยาอาจจะสามารถทำกระเบื้องเคลือบสีเหลืองได้เองแล้วในระยะนั้น (ดูสมัยพระเพทราชาและการสร้างวัดบรมพุทธาราม ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2, หน้า 72)


หลักฐานจากแผนผังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี ยืนยันให้ทราบว่ากำแพงที่คั่นระหว่างพระราชฐานชั้นที่ 3 กับพระราชฐานฝ่ายใน และตัดบางส่วนของรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ออกไป เป็นสิ่งที่ทำขึ้นหลังสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กำแพงดังกล่าวน่าจะเป็นหลักฐานที่เชื่อมโยงกับประวัติเรือนจำลพบุรีในอดีตมากกว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา น่าเสียดายที่กำแพงเรือนจำแนวนี้ถูกก่อเสริมให้สูงและก่ออิฐอุดช่องประตูกำแพงพระราชฐานฝ่ายในของเดิมสมัยพระนารายณ์จนเหลือเพียงช่องเดียวทางด้านเหนือ ทำให้บดบังความสง่างามและทำลายทัศนียภาพของพระราชฐานชั้นที่ 3 และพระราชฐานฝ่ายในลงไปโดยสิ้นเชิง เมื่อคุณค่าของกำแพงแนวนี้เป็นเพียงเครื่องล้อมที่ใช้กักกันนักโทษ จึงไม่เหมาะสมที่จะอนุรักษ์ไว้อีกต่อไป หากแต่ควรเปิดช่องกำแพงออกตามแนวผังเดิมที่ปรากฏในหลักฐานของพระยาโบราณราชธานินทร์


แม้ด้านตะวันตกของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จะมีแนวกำแพงปีกท้องพระโรงขวางคั่นอยู่เดิมแล้ว แต่กำแพงดังกล่าวมิได้ปิดทึบตลอดแนว เพราะมีช่องพระทวารเปิดทางเชื่อมเอาไว้ถึงห้าช่องอย่างลงตัวรับกับลักษณะองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ การคงแนวกำแพงไว้อย่างเปล่าเปลี่ยวเช่นนี้ แม้ว่าจะยังคงเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถผ่านเข้าออกด้านหลังกำแพงได้ แต่มีเพียงหนุ่มสาวเดินควงคู่เข้าไปเพื่อใช้เป็นที่ลับตาเท่านั้น


สภาพพื้นที่ลุ่มภายในเขตพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จะเกิดน้ำท่วมขังทุกครั้งที่ฝนตกหนัก ในการบูรณะควรจะออกแบบเดินท่อระบายน้ำทิ้งขนาดใหญ่พอประมาณ เพื่อให้ระบายน้ำออกไปอย่างรวดเร็วทางด้านใต้


การขุดแต่งในปีงบประมาณ 2540 น่าจะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เพียงก้าวเล็กๆ ก้าวแรก อันจะจุดประกายให้เกิดความสนใจและมีความกล้าหาญต่อการฟื้นฟูรากฐานดั้งเดิมของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ให้มีสภาพใกล้เคียง ดังปรากฏในหลักฐานที่บันทึกไว้ในแผนผังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี มากยิ่งขึ้น ปรัชญาความคิดและความหวังของการทำแผนผังชิ้นนั้นก็เพื่อที่จะรักษารากฐานอาคารที่สืบทอดมาแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้คงอยู่ต่อไป เราจะปลุกชีวิตและคืนความเคารพต่อแผนผังที่บรรพบุรุษบันทึกไว้ได้หรือไม่ เราจะทำอย่างไรให้เกิดความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ และมรดกสถาปัตยกรรม

เอกสารอ้างอิงบางส่วน
[1] กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2,หน้า 54 และ ปรีดา ศรีชลาลัย “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมเอกสารจากหอหลวง” ,แถลงงานประวัติศาสตร์ เอกสารโบราณคดี ปีที่ 3 เล่ม 2 พ.ศ. 2512,หน้า 33.
[2] คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม,อ้างแล้ว,หน้า 33