พิทยะ ศรีวัฒนสาร
(ขอขอบคุณ Mr. Patrick Dumont จาก www.ayutthaya-history.com ที่เป็นผู้นำทางในการสำรวจครั้งนี้)
พื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยต้นข่อย ตะโกและวัชพืชหลายชนิด
อีกมุมหนึ่ง
ชิ้นส่วนพระเพลาขวาของพระพุทธรูปปูนปั้นหน้าตักกว้างประมาณ 15-20 นิ้ว
การอธิบายทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและศิลปวัฒนธรรม บนพื้นฐานการวิพากษ์ วิจารณ์ และต่อยอดองค์ความรู้จากบุรพาจารย์โดยพิทยะ ศรีวัฒนสาร องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร
อนุสรณ์สถานแห่งชาติ(National Memorial) เป็นหน่วยงานสังกัดกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร กรมยุทธศึกษาทหาร(เดิม คือ กรมการศึกษาวิจัย กองบัญชาการทหารสูงสุด) กองบัญชาการกองทัพไทย อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เกิดขึ้นจากดำริของพลเอกสายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด(พ.ศ.2525) ว่า รัฐบาลเคยสร้างอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิของผู้เสียชีวิตในสงครามต่างๆ เช่น อนุสาวรีย์ทหารอาสา (สงครามโลกครั้งที่ 1) อนุสาวรีย์พทักษ์รัฐธรรมนูญ(เหตุการณ์ปราบกบฎบวรเดช) อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ( กรณีพิพาทอินโดจีนระหว่างไทย-ฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่ 2) แต่ทหาร ตำรวจและพลเรือนเสียชีวิตจากสงครามและการสู้รบอีกหลายครั้ง เช่น สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม การสู้รบเพื่อปราบปรามผู้ก่อการร้าย โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพทุกปี แต่อัฐิของผู้เสียชีวิตก็ยังมิได้ถูกนำไปบรรจุยังอนุสรณ์อย่างสมเกียรติ กระทรวงกลาโหมจึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างอาคารอนุสรณ์สถานแห่งชาติขึ้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า "อนุสรณ์สถานแห่งชาติ" และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่20 กรกฎาคม พ.ศ.2526 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2537 (ขอขอบคุณข้อมูลจาก Wikipediaเป็นอย่างยิ่ง)
อนุสรณ์สถานแห่งชาติประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วน คือ ลานประกอบพิธี อาคารประกอบพิธี อาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร อาคารภาพปริทัศน์ และภูมิสถาปัตยกรรมและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง
ภาพจิตรกรรมบันทึกประวัติศาสตร์และสะท้อมสังคมวัฒนธรรมร่วมสมัยถูกจัดแสดงอยู่ภายในอาคารภาพปริทัศน์ ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยม ผนังภายในอาคารโค้งเป็นวงกลม มีจิตรกรรมฝาผนังขนาดสูง ๔.๓๐ เมตร ยาว ๙๐ เมตร ฝีมือการออกแบบของศาสตราจารย์ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ กับคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรและมหาวิทยาลัยรังสิต แสดงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งความกล้าหาญเสียสละของบรรพบุรุษที่อุทิศตนเพื่อรักษาเอกราชของชาติ
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลภาพเป็นอย่างยิ่ง(กำลังค้นว่ามาจากที่ใด)
ภาพเขียนของศิลปินนักร้อง อริสมันตร์ พงศ์เรืองรอง (สวมแว่น)ภัสสร บุณยเกียรติ(เท้าเอว)และไพจิตร อักษรณรงค์ กำลังมีชื่อเสียงร้อนแรงขณะนั้นถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทางศิลปะในโอกาสนี้ด้วย
ภาพประกอบจากหนังสือแบบหัดอ่าน ก ข ก กา ของพระยาผดุงวิทยาเสริม(กำจัด พลางกูร) ขอขอบคุณยิ่ง
ภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านในจุดใกล้เคียงกันกับที่ตาโป๊ถูกม้าเตะขาโปถัดจากป้อมมหากาฬ
อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านยืนยันอธิบายว่า ผู้ดีและเชื้อพระวงศ์ชาวกรุงเก่าถูกกวาดต้อนไปพม่าจนหมดสิ้นแล้ว และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว การอพยพเข้ามาของคนจีนแต้จิ๋วซึ่งมีอัตราสูงมากหลังสมัยอยุธยา ทำให้สำเนียงคนกรุงเทพฯปัจจุบันเป็นสำเนียงแบบจีนแต้จิ๋ว และอาจารย์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีหลักฐานใหม่ๆมานำเสนอในโอกาสต่อไปก็พร้อมที่จะรับฟัง
โจทย์นี้ติดตรึงอยู่ในใจผู้เขียนมาโดยตลอด จึงครุ่นคิดแก้ปัญหาอยู่เป็นเวลานาน เนื่องจากเห็นว่า แม้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว แต่การที่โครงสร้างทางสังคมไทยมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ทำให้พระองค์ทรงได้รับการศึกษาอย่างไทย ทรงบวชอย่างชาวพุทธ ทรงศึกษาตำราพิชัยสงครามของไทยและทรงคลุกคลีกับราชสำนักสยามมากกว่าจะคลุกคลีกับพ่อค้าจีน หรือคนจีนอพยพหรือทรงศึกษาตำราพิชัยสงครามซุนหวู่พากย์จีน
การที่ผู้เขียนเห็นว่า สำเนียงกรุงเทพฯเป็นสำเนียง "ชาวเมือง" พระนครศรีอยุธยา ก็เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนว่า หลังสงครามกอบกู้อิสรภาพของสมเด็จพระเจ้าตากสินในปีพ.ศ.2311 เจ้านายส่วนหนึ่งที่ทรงหลบอยู่ในเมืองลพบุรีและบริวารที่ตามเสด็จ รวมขุนนางเก่าจากราชธานี(ยกกระบัตร)ที่รับราชการอยู่ตามหัวเมืองและบริวารต่างก็ทยอยกลับเข้ามารับราชการที่กรุงธนบุรี บุคคลเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของโครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมสยามที่ทำให้มีการสืบทอดสำเนียงภาษาของผู้ดีชาวกรุงเก่าเอาไว้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง เจ้าไปทางไหน ผู้นำไปทางไหน ผู้ดีนิยมอย่างไร ผู้ใหญ่ปลูกฝังสั่งสอนแบบไหน คนไทยในอดีตก็มักพร้อมที่จะเชื่อฟังเจริญรอยตาม และคงจะไม่เอาแบบอย่างของกรรมกรกุลี พ่อค้าอพยพมาใช้เป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตโดยไม่จำเป็นอย่างแน่นอน
ขณะที่คนจีนซึ่งอพยพเข้ามายังสยามเมื่อจะค้าขายกับชาวสยาม ก็ต้องพยายามสร้างความกลมกลืนให้เกิดขึ้นกับคนไทยให้มากที่สุด โดยหัดพูดไทย มีเมียไทยหรือคนพื้นเมือง มีลูกก็ให้เรียนหนังสือไทย เพื่อความก้าวหน้าทางด้านการค้าและการเมือง ดังนั้นในวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านพื้นเมืองของไทยจริงๆจึงมักจะมีเรื่องตลกพื้นบ้านล้อเลียนคนจีนพูดไทยไม่ชัด มีภาพกากแบบวิจิตรกามา(Erotic Art)ล้อเลียนความกระหายของหนุ่มจีนที่จากเมียมาค้าขายในจิตรกรรมเวสสันดรชาดก เบื้องขวาพระประธานที่วัดสุวรรณดารารามในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา(ด้านล่าง) เป็นต้น
“ ตาอ่ำ เกาะเต่า(พื้นเพเป็นชาวเกาะเต่า: พิทยะ)มีเคหาที่ประตูผี แกมีม้าสี่ตัว เวลาเช้าแกพาม้าสี่ตัวไปที่ท่าน้ำ แกมัวดูเรือลำโตรั่ว น้ำเข้าอู้อู้เสีย ม้าก็เปะปะมาที่ประตูผี ตาโป๊เจียะเจไปซื้อถั่วดำ ถั่วพูมะเขือเต้าหู้ จะมาคั่วกะกะทิ ตาโป๊ตามัวไม่รู้ว่ามีม้ามาเกะกะ ม้าเตะแกเผียะเข้าที่ขา แกเซไปปะทะเสาไฟฟ้า ได้แต่ว่า “ไอ๊ย่า ไอ๊ย่า อั๊วซี้ฮ่า เค้าเป๋แท้ๆ” พอแกทุเลา แกก็เตาะแตะไปหาเจ้าหน้าที่ให้ชำระให้แก เจ้าหน้าที่เขารู้เขาก็ไปเกาะตัวตาอ่ำมา ตาโป๋ [6] ว่า “ทำไมลื้อให้ม้าเตะอั๊วขาโป(ขาบวม: พิทยะ)” ตาอ่ำ เกาะเต่าเสียใจไม่รู้ว่ากะไร ได้แต่ว่า “หึหึ” เจ้าหน้าที่ดุตาอ่ำ เกาะเต่าว่าไม่ดูม้า ให้ม้ามาเกะกะและให้ตาอ่ำ เกาะเต่า เสียค่ายาทาขาตาโป๊ ตาอ่ำ เกาะเต่าจะให้ตาโป๊น่อจี๋ตาโป๊ว่า “ไม่ได้ ไม่ได้ ม้าเตะอั๊วขาโปโตโต อั๊วจะเอาซาจี๋” ตาอ่ำ เกาะเต่าเสียใจจำใจให้ซาจี๋ ตาโป๊ดีใจหัวเราะแหะแหะ...”[7]
แผนผังเมืองละโว้( Plan du Palais de Louvo) เขียนโดย แบลแล็ง(Bellin) ค.ศ. 1764 (ขอขอบคุณแผนผังประกอบบทความจาก http://antiquemapsasia-meyerprints.blogspot.com/2009_02_01_archive.html เป็นอย่างยิ่ง- Merci beaucoup pour le Plan du Palais de Louvo)
ภาพร่างรูปด้าน(สันนิษฐาน)ของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์(ขอขอบคุณกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม)

ฐานโดยรอบรูปครึ่งวงกลมทางด้านเหนือเชิงเขามอ มีร่องรอยของการฝังท่อน้ำดินเผาปิดทับด้วยแผ่นอิฐปูนอน ท่อดินเผาดังกล่าว อาจเป็นเพียงท่อระบายน้ำออกจากจุดใดจุดหนึ่งของระเบียงหรือสระน้ำด้านใต้ของเขามอ ขณะที่ฝั่งทางใต้ของเชิงเขามอซึ่งอยู่บนระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ขุดพบลานอิฐขนาด 1.60x2.90 เมตร มีลำรางขนาดประมาณ 30 เซนติเมตรล้อมทั้งสี่ด้าน ที่มุมลำรางมีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40-50 เซนติเมตร รวม 4 หลุม หลักฐานที่พบนี้เป็นร่องรอยของสระน้ำหรืออ่างน้ำที่มีลักษณะคล้ายถ้ำเล็กๆ ในบันทึกของนิโคลาส แชร์แวส


มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า ขณะที่อ่างน้ำทิศตะวันออกและทิศใต้มีท่อน้ำสำริดเป็นองค์ประกอบสำคัญในการส่งผ่านน้ำมายังอ่างน้ำ ส่วนอ่างน้ำด้านตะวันออกเชิงเขามอมีท่อดินเผาขนาดใกล้เคียงกันเป็นตัวปล่อยน้ำออกมา การลดขนาดของท่อจ่ายน้ำให้เล็กลง ย่อมจะทำให้น้ำมีแรงดันเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะดันออกมาในแนวระนาบหรือดันขึ้นไป ด้วยเหตุนี้ในขณะที่น้ำในอ่างด้านตะวันออกอาจถูกปล่อยออกมาในแนวระนาบเป็นสายธารไหลวนอยู่ภายในถ้ำเล็กใต้เขามอ น้ำบางส่วนอาจจะถึงถูกขึ้นไปบนเขามอด้วยอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วปล่อยให้ไหลลงมาเป็นน้ำตก ส่วนอ่างน้ำด้านตะวันออก ด้านใต้ และ อ่างน้ำด้านตะวันตกนั้น แรงดันของน้ำจะทำให้เกิดน้ำพุพุ่งกระจายขึ้นเป็นสาย หากมีวัตถุบังคับทิศทางอย่างถูกต้องถูกต้องเหมาะสมก็อาจจะทำให้กระแสน้ำที่พุงขึ้นกลายเป็นน้ำพุที่พร่างพรายสายน้ำออกไปรอบทิศอย่างงดงาม
หลักฐานเอกสารหลายเล่ม อาทิ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ระบุถึงเทคนิคการเก็บกักน้ำในอ่างว่า ต้อง “กรุศิลายาปูนอันดี” (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 82, พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม,2537 หน้า 247 ) หรือ “ตรุศิลายาปูนเป็นอันดี” (พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับพระพนรัตน์, 2535,หน้า 214) การกรุศิลายาปูนนั้น อาจเป็นเทคนิคที่รู้จักกันดีของช่างไทย แต่การใช้หินอ่อนมาสร้างอ่างอาบน้ำ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก
ลายเส้นชิ้นส่วนกระเบื้องเชิงชายเคลือบสีเหลืองลายเทพนม
แผ่นป้ายหินระบุข้อหาลักทรัพย์สิ่งของเมื่อพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ถูกแปลงเป็นเรือนจำสมัยรัชกาลที่4-5

ลักษณะหินที่กรุขอบบ่อและรางน้ำคล้ายที่พระที่นั่งสุทธาสวรรย์(ขอขอบคุณข้อมูลจากwww.google.com)
นอกจากนี้ยังปูพื้นด้วยแผ่นหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเช่นกัน(ขอขอบคุณข้อมูลจากwww.google.com)
รหัสวิชา ………….