จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

(ร่าง)สำรวจวัดเตว็ด ประมาณ พ.ย. 2553

สำรวจโดย
พิทยะ ศรีวัฒนสาร
(ขอขอบคุณ Mr. Patrick Dumont จาก www.ayutthaya-history.com ที่เป็นผู้นำทางในการสำรวจครั้งนี้) พื้นที่เนินโบราณสถานในวัดเตว็ด

พื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยต้นข่อย ตะโกและวัชพืชหลายชนิด


หน้าบันวัดเตว็ดมองจากด้านนอก
มองจากด้านนอก
ลวดลายที่หน้าบันวัดเตว็ดช่องหน้าต่างตรงกลางถัดลงมาจากกรอบหน้าบัน

ลวดลายคล้ายใบผักกูด(ลายใบเฟิร์น-fern) ซึ่งอาจารย์ ประยูร อุลุชาฏะ เคยเสนอว่าเป็นลวดลายแบบตะวันตก
ด้านใน

ด้านในมีคูหาขนาดเล็กทรงกลีบบัวเรียกลำดับตามแนวของทรงหลังคา

อีกมุมหนึ่ง
รูปนี้ถ่ายก่อนวิเคราะห์ชิ้นส่วนประติมากรรมหินทราย เห็นทีแรกก็เข้าใจว่าเป็นชิ้นส่วนพระนลาฏพระพุทธรูป
เมื่อศึกษาโดยละเอียดอีกครั้งจึงพบว่าเป็นชิ้นส่วนบั้นพระองค์ของพระพุทธรูปหินทรายขนาดหน้าตักประมาณ 15 นิ้ว

บน ขอบปากอ่างดินเผาเนื้อแกร่ง ส่วนที่หนุนด้านล่างเป็นชิ้นส้วนท่อนพระหัตถ์ของพระพุทธรูปหินทราย

ชิ้นส่วนพระเพลาขวาของพระพุทธรูปปูนปั้นหน้าตักกว้างประมาณ 15-20 นิ้ว

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ: ภาพจิตรกรรมบันทึกประวัติศาสตร์และปรากฏการณ์ทางสังคม

โดย
พิทยะ ศรีวัฒนสาร
(ขอขอบคุณ คุณปัญญา แก้วธรรม ภัณฑารักษ์ กองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการกองทัพไทยผู้ให้ข้อมูล)

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ(National Memorial) เป็นหน่วยงานสังกัดกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร กรมยุทธศึกษาทหาร(เดิม คือ กรมการศึกษาวิจัย กองบัญชาการทหารสูงสุด) กองบัญชาการกองทัพไทย


ภารกิจของกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร คือ ศึกษาวิจัยและรวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์การรบของทหารไทยในการสู้รบและสงครามสำคัญๆ เพื่อประโยชน์ในด้านการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ผลงานสำคัญที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่จัดทำโดยคณะกรรมการอดีตนายทหารผู้มีประสบการณ์ในการรบโดยตรงและนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสถาบัน ได้แก่ หนังสือประวัติศาสตร์การรบในกรณีพิพาทอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพา สงครามเกาหหลี และสงครามเวียดนาม


อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เกิดขึ้นจากดำริของพลเอกสายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด(พ.ศ.2525) ว่า รัฐบาลเคยสร้างอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิของผู้เสียชีวิตในสงครามต่างๆ เช่น อนุสาวรีย์ทหารอาสา (สงครามโลกครั้งที่ 1) อนุสาวรีย์พทักษ์รัฐธรรมนูญ(เหตุการณ์ปราบกบฎบวรเดช) อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ( กรณีพิพาทอินโดจีนระหว่างไทย-ฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่ 2) แต่ทหาร ตำรวจและพลเรือนเสียชีวิตจากสงครามและการสู้รบอีกหลายครั้ง เช่น สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม การสู้รบเพื่อปราบปรามผู้ก่อการร้าย โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพทุกปี แต่อัฐิของผู้เสียชีวิตก็ยังมิได้ถูกนำไปบรรจุยังอนุสรณ์อย่างสมเกียรติ กระทรวงกลาโหมจึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างอาคารอนุสรณ์สถานแห่งชาติขึ้น


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า "อนุสรณ์สถานแห่งชาติ" และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่20 กรกฎาคม พ.ศ.2526 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2537 (ขอขอบคุณข้อมูลจาก Wikipediaเป็นอย่างยิ่ง)


อนุสรณ์สถานแห่งชาติประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วน คือ ลานประกอบพิธี อาคารประกอบพิธี อาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร อาคารภาพปริทัศน์ และภูมิสถาปัตยกรรมและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง


ภาพจิตรกรรมบันทึกประวัติศาสตร์และสะท้อมสังคมวัฒนธรรมร่วมสมัยถูกจัดแสดงอยู่ภายในอาคารภาพปริทัศน์ ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยม ผนังภายในอาคารโค้งเป็นวงกลม มีจิตรกรรมฝาผนังขนาดสูง ๔.๓๐ เมตร ยาว ๙๐ เมตร ฝีมือการออกแบบของศาสตราจารย์ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ กับคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรและมหาวิทยาลัยรังสิต แสดงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งความกล้าหาญเสียสละของบรรพบุรุษที่อุทิศตนเพื่อรักษาเอกราชของชาติ









พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่

ศิลปินจำลองรูปเหมือนของ พล.อ.อ.วรนาถ อภิจารี แทนขุนนางผู้ใหญ่สมัยอยุธยาตอนต้น




















พระยาตากนำทหารไทย จีน โปรตุเกส(ตามหลักฐานของไทยและโปรตุเกส)หนีออกจากย่านวัดพิไชย ด้านตะวันออกของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา มุ่งหน้าสู่เมืองจันทบูรณ์(จันทบุรี)








การสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม







ชีวิตประจำวันที่ท่าเรือ

จีนลากรถ(Chinese Rickshaw) เป็นพาหนะที่ได้รับความนิยมมากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่4-5 และเลิกกิจการไปประมาณก่อนปีพ.ศ.2500
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลภาพเป็นอย่างยิ่ง(กำลังค้นว่ามาจากที่ใด)




ล้อต๊อก ศิลปินแห่งชาติที่แต่งกายล้อนักร้องดัง ไมเคิล แจ๊กสัน อย่างคาดไม่ถึงก็ถูกนำมาแทรกเป็นภาพประกอบในอาคารนี้ด้วย


ภาพเขียนของศิลปินนักร้อง อริสมันตร์ พงศ์เรืองรอง (สวมแว่น)ภัสสร บุณยเกียรติ(เท้าเอว)และไพจิตร อักษรณรงค์ กำลังมีชื่อเสียงร้อนแรงขณะนั้นถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทางศิลปะในโอกาสนี้ด้วย




วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อารมณ์ขันของคนบางกอกเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว สื่อผ่านเพลงลุงหยอย

โดยพิทยะ ศรีวัฒนสาร
"อารมณ์ขันของคนบางกอก" : ที่มาของการล้อเลียนคนบ้านนอกเข้ากรุง

เนื่อเพลง (รำวง) ลุงหยอย (สุนทราภรณ์)

ฉึกกะฉัก ฉึกกะฉักปู๊นๆ อยุธยาบ้านม้าภาชี
ลุงหยอยจะไปเยี่ยมญาติ มาจากโคราช ที่นั่งก็ไม่มี
เดินหาที่นั่งจนเหนื่อย แข้งขาชักเมื่อยเหลือทนแล้วนี่
พอเหลือบเห็นตู้ผู้คนไม่มี (ซ้ำ)
แถมมีเบาะอย่างดี ลุงหยอยเลยนั่งสบายใจ

พอนายตรวจเข้ามาตรวจเช็คตั๋ว แต่หัวขบวนตรวจเรื่อยๆไป
ผมขอตรวจหน่อยครับนาย เอะไหงมานั่งชั้นสองกันพ่อคุณ
ขอปรับไปตามตำรา ลุงจ๊ะลุงจ๋าไยมาทำวุ่น
ตีตั๋วชั้นสามต้องปรับแล้วคุณ(ซ้ำ)
อย่าว่าทารุณต้องปรับไปตามธรรมเนียม

รถไฟจอดที่หัวลำโพง แท็กซี่เข้ามาโค้งเบาะรถยนต์ใหม่เอี่ยม
ลุงหยอยแกนั่งใต้เบาะ ส่งเสียงหัวเราะ ไม่กลัวอายเหนียม
เมื่อกี๊เราเสียค่าธรรมเนียม(ซ้ำ)
ก็เพราะไอ้เบาะอันใหม่เอี่ยม ขอนั่งข้างล่างก็แล้วกัน

ขึ้นรถไฟกลับไปภาชี นายตรวจคนดีถามลงไหนกัน
ลุงหยอยแกจึงรีบตอบ แล้วแบกเสียมจอบหมายจะลงทันที
นี่รถเพิ่มถึงบ้านม้า ลุงจ๊ะลุงจ๋าจะลงไหนนั่น
ลุงตอบบ้านม้าภาชีคือกัน (ซ้ำ)
คนเก่งอย่างงั้นครึ่งวันก็ถึงภาชี

ความเห็นเล็กๆ
ผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังผ่านสื่อวิทยุว่า ครูเอื้อต้องแต่งเพลงทุกวัน เนื่องจากทุกเช้าท่านจอมพลจะต้องโทรศัพท์ไปบอกครูเอื้อว่า "เย็นนี้มีงานราตรีสโมสร ขอเพลงใหม่ๆด้วย" งานของครูเอื้อจึงมีทั้งทำนองไทย(เดิม) จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น ฯลฯ มาผสมผสานกันเป็นบทเพลงอันหวานไพเราะเพราะพริ้งและเป็นนิรันดร์

ในเพลงลุงหยอย ซึ่งพิทยะ เพิ่งจะเคยฟังและเหตุที่ต้องสอนวิชาธุรกิจการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยวก็เลยรู้สึกสนุกกับความหมายของเนื้อร้องและทำนอง รวมทั้งเคยได้ยินเรื่องขำขันของคนบ้านนอกเข้ากรุงอย่างตนเองมาบ้างแบบคลับคล้ายคลับคลา เช่น เรื่อง "ทองหล่อลงได้" "จับลาว" และ "บ้านม้าภาชีคือกัน"

คนขับแท็กซี่ในยุคเมื่อ 50- 60 ปีที่แล้ว มารยาทงามน่านับถือมาก พอเห็นผู้โดยสารก็ "เดินเข้ามาโค้ง" ตามแบบอย่างของสุภาพบุรุษผู้มีอาชีพให้บริการแท้ๆ เชื่อว่าการแต่งกายก็คงจะสะอาดสะอ้านไม่แพ้กิริยา นอกจากเพลงลุงหยอย ยังมีเพลงผู้ใหญ่ลี และกำนันเฉย ซึ่งแม้สุนทราภรณ์จะล้อเลียนคนบ้านนอก แต่บทเพลงที่สร้างสรรค์เต็มไปด้วยความงดงามทางวรรณศิลป์ ที่สร้างความสุขสันต์ให้กับทั้งผู้ฟังและชนชั้นที่ถูกล้อเลียนมาอย่างยาวนาน

คำถาม
1.ลุงหยอยเป็นชาวภาชีหรือชาวโคราช?
2.ระยะทางเดินเท้าจากบ้านม้าไปภาชีต้องใช้เวลาถึงครึ่งวันจริงหรือ? ปู๊นๆๆ!!

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

“อยู่เป็นนิ่งอัน” ในพงศาวดารฉบับวันวลิตไม่ใช่“บุคคลซึ่งปรากฏตัวอยู่แต่เงียบเฉย"

“อยู่เป็นนิ่งอัน” ในพงศาวดารฉบับวันวลิตไม่ใช่“บุคคลซึ่งปรากฏตัวอยู่แต่เงียบเฉย"

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ผู้เขียนอ่านพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตพ.ศ.2182 ตีพิมพ์ในรวมบันทึกประวัติศาสตร์ของฟานฟลีต(วัน วลิต) กรมศิลปากรพิมพ์ พ.ศ.2546 ด้วยความชื่นชมต่อคุณูปการของ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต(Jeremias van Vliet) และดร.เลียวนาร์ด แอนดายา(Dr.Leonard Andaya) ผู้แปลจากภาษาดัทช์เป็นอังกฤษ รวมถึงอาจารย์ วนาศรี สามนเสนผู้แปลจากภาษาอังกฤษ การถอดเสียงชื่อไทยเป็นคำดัทช์แล้วถ่ายเป็นคำไทยมีความยุ่งยาก ส่วนใหญ่ถูกต้องเพราะมีชื่อไทยเป็นหลักให้เทียบเสียง เช่น พระนามของกษัตริย์ ชื่อบรรดาศักดิ์และนามเมือง

บางชื่อเมื่อถ่ายเสียงเป็นคำไทยกลับมีความหมายห่างจากเค้าเดิมโข อาทิ คำว่า “Jaeu penninghans” วันวลิตรายงานว่าเป็นข้าราชการสังกัดกรมพระคลังจำนวน 64 คน ภาษาสยามเรียกว่า “อยู่เป็นนิ่งอัน” ดร.แอนดายาอธิบายว่าหมายถึง “บุคคลซึ่งปรากฏตัวอยู่แต่เงียบเฉย(น.232)” ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทในราชสำนัก
ผู้เขียนเห็นว่า ควรจะแปลตำแหน่ง "Jaeu penninghans" ในพงศาวดารฉบับวันวลิตนี้ว่า “ชาวพนักงาน หรือ เจ้าพนักงาน”มากกว่า!


แผนที่อยุธยาระบุในเอกสารการสัมมนา400ปี สยาม-ฮอลันดาของสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงเทพฯว่า เขียนโดยชาวดัทช์

สำเนียงคนกรุงเทพฯเป็นสำเนียงชาวเมืองกรุงเก่ามิใช่สำเนียงจีนแต้จิ่ว

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ผู้รู้เคยเสนอไม่ต่ำกว่า 25 ปี มาแล้วว่า สำเนียงกรุงเทพฯเป็นสำเนียงแต้จิ๋ว และนักร้องเพลงเพื่อชีวิตเคยระบุว่า สำเนียงสุพรรณบุรีเป็นสำเนียงคนเมืองหลวงในอดีตเช่นกัน และสืบเนื่องจากการสัมมนาเรื่อง “ย้อนรอยอารยธรรมสยาม-โลกตะวันตก” ระหว่างวันพฤหัสบดีที่15-ศุกร์ที่16 กรกฎาคม 2553 ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา โดยสถาบันอยุธยาศึกษากับมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย อาจารย์ผู้ใหญ่เสนอว่าสำเนียงชาวอยุธยาปัจจุบันเป็นสำเนียงคนเมืองหลวงในอดีตสะท้อนจากหลักฐานเสียงทำนองการพากย์โขน








ในช่วงท้ายของการสัมมนาผู้เขียนแย้งว่า สำเนียงกรุงเทพฯเป็นสำเนียงแบบชาวเมืองกรุงเก่า(ชาวเมืองพระนครอยุธยา) อาทิ ขุนนาง เชื้อพระวงศ์ คหบดีและชาวเมืองที่เหลือรอดมาจากการถูกกวาดต้อนไปยังพม่า ขณะที่พื้นที่ภายในกำแพงเมืองเดิมถูกทิ้งร้างอยู่จนถึงสมัยรัชกาลที่3 (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)และคนอยุธยาที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่หรือกลับมาอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องชาวนา ชาวชนบทและชาวมุสลิมจำนวนหนึ่งทำให้สำเนียงชาวอยุธยาปัจจุบันเป็นสำเนียงดั้งเดิมของตามแบบของคนชนบทที่สืบทอดต่อกันมาหลังเสียกรุง

ภาพประกอบจากหนังสือแบบหัดอ่าน ก ข ก กา ของพระยาผดุงวิทยาเสริม(กำจัด พลางกูร) ขอขอบคุณยิ่ง



ภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านในจุดใกล้เคียงกันกับที่ตาโป๊ถูกม้าเตะขาโปถัดจากป้อมมหากาฬ


อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านยืนยันอธิบายว่า ผู้ดีและเชื้อพระวงศ์ชาวกรุงเก่าถูกกวาดต้อนไปพม่าจนหมดสิ้นแล้ว และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว การอพยพเข้ามาของคนจีนแต้จิ๋วซึ่งมีอัตราสูงมากหลังสมัยอยุธยา ทำให้สำเนียงคนกรุงเทพฯปัจจุบันเป็นสำเนียงแบบจีนแต้จิ๋ว และอาจารย์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีหลักฐานใหม่ๆมานำเสนอในโอกาสต่อไปก็พร้อมที่จะรับฟัง

โจทย์นี้ติดตรึงอยู่ในใจผู้เขียนมาโดยตลอด จึงครุ่นคิดแก้ปัญหาอยู่เป็นเวลานาน เนื่องจากเห็นว่า แม้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว แต่การที่โครงสร้างทางสังคมไทยมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ทำให้พระองค์ทรงได้รับการศึกษาอย่างไทย ทรงบวชอย่างชาวพุทธ ทรงศึกษาตำราพิชัยสงครามของไทยและทรงคลุกคลีกับราชสำนักสยามมากกว่าจะคลุกคลีกับพ่อค้าจีน หรือคนจีนอพยพหรือทรงศึกษาตำราพิชัยสงครามซุนหวู่พากย์จีน

การที่ผู้เขียนเห็นว่า สำเนียงกรุงเทพฯเป็นสำเนียง "ชาวเมือง" พระนครศรีอยุธยา ก็เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนว่า หลังสงครามกอบกู้อิสรภาพของสมเด็จพระเจ้าตากสินในปีพ.ศ.2311 เจ้านายส่วนหนึ่งที่ทรงหลบอยู่ในเมืองลพบุรีและบริวารที่ตามเสด็จ รวมขุนนางเก่าจากราชธานี(ยกกระบัตร)ที่รับราชการอยู่ตามหัวเมืองและบริวารต่างก็ทยอยกลับเข้ามารับราชการที่กรุงธนบุรี บุคคลเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของโครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมสยามที่ทำให้มีการสืบทอดสำเนียงภาษาของผู้ดีชาวกรุงเก่าเอาไว้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง เจ้าไปทางไหน ผู้นำไปทางไหน ผู้ดีนิยมอย่างไร ผู้ใหญ่ปลูกฝังสั่งสอนแบบไหน คนไทยในอดีตก็มักพร้อมที่จะเชื่อฟังเจริญรอยตาม และคงจะไม่เอาแบบอย่างของกรรมกรกุลี พ่อค้าอพยพมาใช้เป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตโดยไม่จำเป็นอย่างแน่นอน

ขณะที่คนจีนซึ่งอพยพเข้ามายังสยามเมื่อจะค้าขายกับชาวสยาม ก็ต้องพยายามสร้างความกลมกลืนให้เกิดขึ้นกับคนไทยให้มากที่สุด โดยหัดพูดไทย มีเมียไทยหรือคนพื้นเมือง มีลูกก็ให้เรียนหนังสือไทย เพื่อความก้าวหน้าทางด้านการค้าและการเมือง ดังนั้นในวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านพื้นเมืองของไทยจริงๆจึงมักจะมีเรื่องตลกพื้นบ้านล้อเลียนคนจีนพูดไทยไม่ชัด มีภาพกากแบบวิจิตรกามา(Erotic Art)ล้อเลียนความกระหายของหนุ่มจีนที่จากเมียมาค้าขายในจิตรกรรมเวสสันดรชาดก เบื้องขวาพระประธานที่วัดสุวรรณดารารามในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา(ด้านล่าง) เป็นต้น


ชาวสยามน่าจะมีน้อยคนเรียนภาษาจีน ล่ามภาษาจีนจึงน่าจะเป็นลูกหลานจีนที่เกิดในชุมชนจีนในสยามเช่นเดียวกับล่ามโปรตุเกสหรือล่ามฝรั่งเศส ก็มักจะเป็นคนในหมู่บ้านโปรตุเกสเป็นส่วนใหญ่ หากจะมีคำจีนปะปนอยู่ในภาษาไทยบ้างก็ไม่น่าจะส่งผลให้สำเนียงไทยแปรเปลี่ยนไปคล้ายกับสำเนียงแต้จิ๋ว ภาษาเวียดนามซึ่งเป็นภาษาคำโดดแบบภาษาไทย กลับมีโทนเสียงที่คล้ายกับภาษาไทยมากกว่าภาษาจีนเสียอีก สำเนียงแต้จิ๋วจึงไม่น่าจะแทรกซึมเข้ามามีอิทธิพลต่อภาษาในชีวิตประจำวันของชาวกรุงเทพฯจนถึงกับจะกล่าวได้เป็นสำเนียงแต้จิ๋วไปเสียทีเดียวกระนั้น

ผู้เขียนเห็นว่า เสียงพากย์โขนเป็นศิลปะการแสดงที่ไม่ใช่สำเนียงการพูดในชีวิตประจำวันของชาวเมืองพระนครศรีอยุธยา การพากย์โขนเป็นรูปแบบอย่างหนึ่งของศิลปะไทยในอดีตซึ่งมีอยู่อย่างหลากหลาย อาทิ การร้องลำตัด เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงพื้นบ้านต่างๆ การแหล่ การอ่านบทประพันธ์โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เสภา และสักวา เป็นต้น ถ้าสำเนียงการสนทนาของชาวเมืองพระนครศรีอยุธยามีท่วงทำนองแบบเสียงพากย์โขน หรือเสียงทำนองแหล่ หรือเสียงทำนองเสภา เพลงยาว เพลงฉ่อย อีแซว ฯลฯ ความพิเศษของศิลปะดังกล่าวก็อาจแทบจะไม่หลงเหลือให้เห็นกันอีกต่อไป กลายเป็นท่วงทำนองที่ “แสนจะธรรมดาในชีวิตประจำวัน” และจะใช้จีบ ใช้ชม ใช้ด่า หรือใช้กระแหนะกระแหนผู้คนอย่างไรก็ไม่มีความพิเศษพิสดารอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน[1]

ผู้เขียนพบหลักฐานชิ้นหนึ่งในหนังสือ สาส์นสมเด็จฉบับที่ยังไม่ตีพิมพ์พ.ศ.2475[2] สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระวินิจฉัยเมื่อ 78 ปี ที่แล้วว่า สำเนียงของชาวกรุงเทพฯ มาจากพระนครศรีอยุธยา ดังนี้[3]

“ทูลสมเด็จกรมพระนริศ
วันนี้มานึกอะไรขึ้นอีกอย่างหนึ่งเนื่องด้วยพระดำริของท่านว่า บัญญัติวรรณยุตให้ใช้เอกโท ตามเสียงสูงต่ำ จะเปนของที่เกิดขึ้นชั้นหลังไม่นานนัก มาเกิดปรารภขึ้นว่าแต่ก่อนมา ไทยเราพูดสำเนียงต่างๆกัน ตามถิ่นที่อยู่ ซึ่งยังยังพอหาตัวอย่างชี้ได้ในปัจจุบันนี้ เช่น ชาวนครศรีธรรมราชก็สำเนียงอย่าง๑ ชาวนครราชสีมาก็สำเนียงอย่าง๑ แม้ชาวเมืองสมุทสงคราม ชาวเมืองเพ็ชรบุรีและชาวเมืองสุพรรณบุรีก็มีสำเนียงต่างไปจากชาวกรุงเทพฯ เพิ่งจะมาเหมือนกันขึ้นแพร่หลายเมื่อมีโรงเรียนเกิดขึ้นและการคมนาคมสดวกขึ้น ว่าฉะเพาะชาวเหนือเมื่อครั้งเปนมณฑลราชธานีในสมัยสุโขทัย ก็คงมีสำเนียงไปอีกอย่าง๑ ข้อนี้เห็นได้ในบทเสภาที่แต่งเพียงเมื่อรัชชกาลที่๒และที่๓ กรุงรัตนโกสินทร์นี้ยังว่า “ชาวเหนือเสียงเกื๋อไก่” แปลว่าสำเนียงไม่เหมือนชาวกรุงเทพฯ สำเนียงอย่างเราพูดกันในกรุงเทพฯ เห็นจะสืบมาแต่สำเนียงชาวพระนครศรีอยุธยา ด้วยเหตุดังทูลมา ชาวมณฑลและเมืองที่สำเนียงเปนอย่างอื่น ย่อมเขียนวรรณยุตตามเสียงไม่ได้ หม่อมฉันเคยถามพระยาวิเชียรคีรี(ชม)[4] ว่า สำเนียงแกพูดไม่เหมือนชาวบางกอก แกเขียนหนังสือลงเอกโทด้วยเอาหลักอย่างไร แกตอบว่า ใช้จำว่า ชาวบางกอกเขาเขียนคำใช้เอกโทอย่างไรก็เขียนตาม”

ภาษาแต้จิ๋วอาจแทรกซึมเข้ามาบ้างในชีวิตประจำวันของชาวกรุงเทพฯ บางส่วน แต่ไม่ได้เป็นโครงสร้างหลักของภาษาไทย หนังสือแบบหัดอ่าน ก ข ก กา โดยพระยาผดุงวิทยาเสริม(กำจัด พลางกูร)[5] ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารวิทยาจารย์เล่ม11 ตอนที่ 7 ร.ศ.129 (พ.ศ.2453) ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวบันทึกถึงเสี้ยวหนึ่งของการเข้ามาผสมผสานทางวัฒนธรรมของภาษาแต้จิ๋วในภาษาไทยตอนหนึ่งว่า


“ ตาอ่ำ เกาะเต่า(พื้นเพเป็นชาวเกาะเต่า: พิทยะ)มีเคหาที่ประตูผี แกมีม้าสี่ตัว เวลาเช้าแกพาม้าสี่ตัวไปที่ท่าน้ำ แกมัวดูเรือลำโตรั่ว น้ำเข้าอู้อู้เสีย ม้าก็เปะปะมาที่ประตูผี ตาโป๊เจียะเจไปซื้อถั่วดำ ถั่วพูมะเขือเต้าหู้ จะมาคั่วกะกะทิ ตาโป๊ตามัวไม่รู้ว่ามีม้ามาเกะกะ ม้าเตะแกเผียะเข้าที่ขา แกเซไปปะทะเสาไฟฟ้า ได้แต่ว่า “ไอ๊ย่า ไอ๊ย่า อั๊วซี้ฮ่า เค้าเป๋แท้ๆ” พอแกทุเลา แกก็เตาะแตะไปหาเจ้าหน้าที่ให้ชำระให้แก เจ้าหน้าที่เขารู้เขาก็ไปเกาะตัวตาอ่ำมา ตาโป๋ [6] ว่า “ทำไมลื้อให้ม้าเตะอั๊วขาโป(ขาบวม: พิทยะ)” ตาอ่ำ เกาะเต่าเสียใจไม่รู้ว่ากะไร ได้แต่ว่า “หึหึ” เจ้าหน้าที่ดุตาอ่ำ เกาะเต่าว่าไม่ดูม้า ให้ม้ามาเกะกะและให้ตาอ่ำ เกาะเต่า เสียค่ายาทาขาตาโป๊ ตาอ่ำ เกาะเต่าจะให้ตาโป๊น่อจี๋ตาโป๊ว่า “ไม่ได้ ไม่ได้ ม้าเตะอั๊วขาโปโตโต อั๊วจะเอาซาจี๋” ตาอ่ำ เกาะเต่าเสียใจจำใจให้ซาจี๋ ตาโป๊ดีใจหัวเราะแหะแหะ...”[7]


ภาษาแต้จิ๋วที่ปรากฏในย่อหน้าข้างต้น ได้แก่ ชื่อ “ตาโป๊เจียะเจ(ตาโป๊กินเจ)” เป็นคำเรียกชาวจีนที่มีคำนำหน้านามแบบไทยผสม ไม่เรียกอาแป๊ะ อากง(ลุง ตา)แบบจีนทั้งหมด เต้าหู้ หมายถึง ส่วนประกอบอาหารจีนชนิดหนึ่งทำจากถั่ว “ไอ๊ย่า ไอ๊ย่า อั๊วซี้ฮ่า เค้าเป๋แท้ๆ” เป็นคำร้องอุทานตกใจแบบจีน อาจแปลได้ว่า “โอ๊ย โอ๊ย ข้าตายห่า ฉิบหายแท้ๆ” คำว่า “อั๊ว” เป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 แปลว่า ข้า ผม ฉัน กู ส่วนคำว่า “ลื๊อ” เป็นสรรพนามบุรุษที่2 แปลว่า ท่าน คุณ มึง “น่อจี๋” แปลว่า 2 สลึง “ซาจี๋” แปลว่า 3 สลึง คำเหล่านี้เป็นคำดาดๆในตลาดที่มีการค้าขายระหว่างไทย-จีนเท่านั้น ซึ่งไม่อาจแทรกซึมส่งผลทำให้สำเนียงผู้ดีชาวกรุงเก่าที่เข้ามาอยู่ในเมืองบางกอกแปรปรวนได้เลย


แม้เพลงไทยจำนวนหนึ่งจะมีเพลง “สำเนียง(ทำนอง)จีน”อยู่บ้าง อาทิ เพลงแป๊ะสามชั้น และมีการแปลวรรณกรรมจีนสามก๊กและอื่นๆ เป็นภาษาไทย แต่ในระบบฉันทลักษณ์ชั้นสูง อาทิ โคลงฉันท์ กาพย์ กลอน นั้นกลับจะไม่พบอิทธิพลของภาษาแต้จิ๋วให้เห็นแม้แต่น้อย เนื่องจากคนไทยไม่ถูกบังคับให้เรียนต้องเรียนภาษาจีนตามแบบอย่างที่ปรากฏในวัฒนธรรมเวียดนาม เกาหลีและธิเบต


จึงอาจจะกล่าวในที่นี้ได้ว่า สำเนียงของคนกรุงเทพฯปัจจุบัน เป็นสำเนียงของผู้ดีหรือสำเนียงเมืองหลวงแบบชาวกรุงเก่า ไม่ใช่สำเนียงเนียงแบบจีนแต้จิ๋วแต่อย่างใด ขณะที่สำเนียงของชาวอยุธยาในปัจจุบันหรือแม้แต่สำเนียงเหน่อของคนแถบปริมณฑลกรุงเทพฯ เป็นสำเนียงหยั่งรากลึกแบบชาวชนบทที่มิได้ตามเคลื่อนย้ายตามผู้นำทางการเมืองลงมายังศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมแห่งใหม่ของสยาม สำเนียงของพวกท่านเหล่านั้นจึงเป็นสำเนียงชาวบ้านมิใช่สำเนียงแบบราชธานี


ผู้เขียนยอมรับว่า ปัจจุบันภาษาไทยและเพลงไทยบางเพลงมีอิทธิพลของสำเนียงอังกฤษเข้ามาผสมผสาน มีสาเหตุจากการที่นักเรียนไทยส่วนหนึ่งต้องเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง หรือเกิดจากอิทธิพลทางการค้าขาย หรือการสื่อสารทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น และหลักฐานสำคัญสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากความนิยมของชนชั้นนำที่ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันค่อนข้างมากจากความตื่นตัวในการรับอารยธรรมตะวันตกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่4-5 จึงปรากฎการใช้คำภาษาอังกฤษ อาทิ คำว่า "เปิ๊สก้าด-first class" "สเตแท่น-Station" "ตะแล่บแก๊บ-Telegraph" จนถึงคำว่า "โอเค-OK!" อย่างกว้างขวางในสังคมไทยมาโดยลำดับ


[1] การใช้ศิลปะเพลงฉ่อย ลำตัดหรือเพลงพื้นเมืองอื่นๆ ลอยหน้า ลอยตา กรีดกราย จีบ ชม ด่า กระแหนะกระแหนทางการเมืองสามารถสร้างความครื้นเครงและแนวร่วมทางการเมืองได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด
[2] มูลนิธิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดา จัดพิมพ์(2533, หน้า2)
[3] สะกดตามต้นฉบับ
[4]พระยาวิเชียรคีรี(ชม ณ สงขลา)
[5] ตีพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงจรูญ ผดุงวิทยาเสริมและนางสาวจรวยรส พลางกูร ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กทม. วันอาทิตย์ที่28 เมษายน พ.ศ. 2528
[6] ตามต้นฉบับ
[7] พระยาผดุงวิทยาเสริม(กำจัด พลางกูร). แบบหัดอ่าน ก ข ก กา. ตีพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงจรูญ ผดุงวิทยาเสริมและนางสาวจรวยรส พลางกูร ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กทม. วันอาทิตย์ที่28 เมษายน พ.ศ. 2528, หน้า 25-26

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

หลักฐานที่น่าสนใจจากการขุดแต่งพระที่นั่งสุทธาสวรรค์

หลักฐานที่น่าสนใจจากการขุดแต่งพระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี
โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร
ในปีงบประมาณ 2540 บริษัทมรดกโลก จำกัด ได้รับว่าจ้างจากสำนักโบราณคดีที่ 1 (พระนครศรีอยุธยา: ขณะนั้น) ให้ดำเนินการขุดแต่งเพื่อการออกแบบบูรณะพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ภายในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี การดำเนินการแล้วเสร็จลงด้วยดีตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาการจ้างเหมา ต่อมาในปีพ.ศ.2545 ผู้เขียนซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นนักโบราณคดีผู้ควบคุมการขุดแต่งพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ในฝ่ายของผู้รับจ้างก็ได้รับเชิญจากสถาบันราชภัฏเทพสตรี ลพบุรี ให้ไปบรรยายเรื่องตามหัวข้อที่ระบุไว้ข้างต้น จึงเห็นควรที่จะถ่ายทอดเนื้อหาดังกล่าวแก่สาธารณะเพื่อประโยชน์ทางวิชาการต่อไป รายละเอียดการอ้างอิงศึกษาเพิ่มเติมและตรวจสอบได้จากรายงานการขุดแต่งพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ที่สำนักศิลปากร อ.เมือง จ.ลพบุรี
แผนผังเมืองละโว้( Plan du Palais de Louvo) เขียนโดย แบลแล็ง(Bellin) ค.ศ. 1764 (ขอขอบคุณแผนผังประกอบบทความจาก http://antiquemapsasia-meyerprints.blogspot.com/2009_02_01_archive.html เป็นอย่างยิ่ง- Merci beaucoup pour le Plan du Palais de Louvo)
ภาพร่างรูปด้าน(สันนิษฐาน)ของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์(ขอขอบคุณกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม)


แผนผังพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ภายหลังการขุดแต่ง
สภาพรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ภายหลังการขุดแต่ง
-เชิงรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์

การขุดลอกมูลดินและเศษอิฐหักออกจากพื้นที่นั่งสุทธาสวรรย์ทางด้านเหนือ ระยะห่างจากรากฐานพระที่นั่งประมาณ 5 เมตร พบพื้นลานพระราชฐานอยู่ลึกลงไปจากผิวดิน ประมาณ 30-40 เซนติเมตร พื้นที่ดังกล่าวถูกปูด้วยอิฐ ขนาด 28 x 14x 5 เซนติเมตร เหนืออิฐขึ้นไปจะมีพื้นปูนขาวเทราดทับอีกชั้นหนึ่งหรือไม่นั้น น่าสงสัยไม่น้อย อย่างไรก็ตาม การพบชิ้นส่วนของแผ่นกระเบื้องอิฐรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณ 30 x 30 x 3 เซนติเมตร ปริมาณเล็กน้อยที่หลุม 9N 7W ทำให้นึกเปรียบเทียบถึงพื้นที่ระเบียงคตหรือพื้นลานประทักษิณที่วัดบางแห่งในเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งนิยมทำพื้นอิฐเหนือชั้นดินอัดก่อนจะปูด้วยแผ่นกระเบื้องอิฐรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใกล้เคียงกันอีกครั้งหนึ่ง แผ่นกระเบื้องอิฐชนิดนี้มีความแข็งแกร่ง ทนทาน และสวยงามมาก หากเคยถูกนำมาปูเรียงเป็นพื้นลานพระราชฐานในพระราชวังแห่งนี้มาก่อนก็น่าจะหลงเหลือร่องรอยหลักฐานมากกว่านี้ หรือ มิฉะนั้นก็อาจถูกรื้อไปใช้ประโยชน์จนหมดสิ้นแล้วก็ได้

เชิงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ทางด้านตะวันออก ถูกออกแบบให้เป็นถนนพื้นอิฐ เทปูนขาวซึ่งมีส่วนผสมของหินอ่อนขนาดต่างๆกัน (ตั้งแต่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-2.5 เซนติเมตร) ถนนสายนี้เริ่มต้นจากแนวประตูกำแพงด้านเหนือ ผ่านหน้าพระที่นั่งไปสู่ประตูพระราชฐานทางได้ โดยมีจุดหักเลี้ยวไปทางตะวันออกที่กึ่งกลางรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็นทางสามแพร่งมุ่งสู่ประตูพระราชฐานทางตะวันออก

ถนนดังกล่าว กว้างประมาณ 4 เมตร ด้านตะวันออกถูกขุดเป็นรางระบายน้ำ แล้วทำแนวอิฐเตี้ยๆยกขึ้นเป็นขอบถนน ส่วนด้านตะวันตกมีแต่ขอบถนนเพียงอย่างเดียว

มีข้อถกเถียงพิจารณากันพอสมควรว่า พื้นถนนสายนี้เป็นของเดิมมาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือจะถูกบูรณะขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากมีมูลดินทับถมเพียงบางๆ และใช้อิฐไม่สมบูรณ์มาปูเรียงแลแนวถนนลักษณะดังกล่าวมีร่องรอยอยู่ทั่วไปภายในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ข้อเสนอที่เห็นว่าแนวดังกล่าวน่าจะเป็นถนนของเดิมในสมัยอยุธยาพิจารณาจากส่วนผสมของปูนนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับพื้นปูนบนระเบียงพระที่นั่งและปูนสอกันซึมที่อ่างเก็บน้ำในพระราชฐานชั้นนอก

ที่หลุม 4N 1W (ด้านในของมุขที่ยื่นออกมาทางตะวันออก) พบแผ่นหินชนวนขนาดประมาณ 30x50x5 เซนติเมตร วางเป็นแนวจากตะวันตกไปตะวันออกอยู่ใต้พื้นถนน ปิดบนท่อน้ำดินเผาอีกครั้งหนึ่ง เข้าใจว่าด้านเหนือของมุขก็น่าจะมีแนวดังกล่าวเช่นกัน

บริเวณเชิงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ด้านใต้พบว่า พื้นพระราชฐานด้านนี้มีลักษณะเป็นลาน เทด้วยปูนผสมทรายหยาบและหินอ่อนก้อนเล็กๆ พื้นบางส่วนมีอิฐทรงปริมาตรปูทับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าจะสัมพันธ์กับรากฐานอาคารอย่างไร เนื่องจากมีสภาพไม่ค่อยชัดเจนเท่าใดนัก
เมื่อทดลองขุดลอกมูลดินต่อเนื่องไปทางใต้ กว้าง 50 เซนติเมตร ห่างออกมาจากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ประมาณ 10 เมตร (ตรงกับพื้นที่หลุมทดสอบชั้นดินทางโบราณคดี 1S 3W) พบว่ายังคงมีพื้นที่ปูนเทกว้างต่อออกไปประมาณ 10 เมตร แล้วจึงสิ้นสุดลงที่แนวชั้นอิฐกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร

หากพิจารณาจากหลักฐาน Plan du Palais de Louvo แล้ว แนวอิฐชุดนี้น่าจะเป็นรากฐานของกำแพงล้อมพระราชอุทยานขนาดเล็กด้านเหนือและใต้ของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระราชอุทยานดังกล่าวคงจะมีลักษณะเป็นสวนย่อมๆมีพื้นลาดพระบาทเทปูน สำหรับเสด็จฯลงสำราญพระราชหฤทัยเมื่อทรงปลูกพรรณไม้หอมพันธุ์หายากด้วยพระองค์เอง จากบันทึกของแชร์แวสประตูทางเข้าพระราชอุทยานทั้งสองฟากนั้น ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเยื้องกับประตูและบันไดของปีกพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ทางเหนือและใต้เล็กน้อย

ในพื้นที่หลุม 3N 4W พบอ่างน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 1x1 เมตร ขอบกรุอิฐ พื้นปูนอิฐฉาบปูนกันซึมแน่นหนา พบท่อดินเผาเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ที่ขอบอ่างด้านใต้ท่อดังกล่าวนี้อาจเป็นท่อส่งน้ำจากพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ต่อเข้าไปยังพระราชอุทยานเล็กด้านใต้ ด้านตะวันตกของอ่างมีหลุมรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสก่อด้วยอิฐตั้ง ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร แต่อาจจะลึกมากกว่านี้ก็ได้ (มีดินทับถมอยู่ข้างในช่องเล็กยากต่อการขุดติดตามร่องรอย)

ส่วนด้านเหนือบริเวณฐานระเบียงมีหลักฐานของการเซาะอิฐเป็นร่องกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 100 เซนติเมตร มุ่งตรงไปยังแผ่นหินชนวนกรุขอบลำราง แผ่นหินชนวนนี้เซาะด้านบนเป็นร่องรูปครึ่งวงกลม ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง (ครึ่งวงกลม) ประมาณ 2.5 เซนติเมตร เช่นเดียวกับเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อน้ำดินเผาด้านล่าง หลักฐานนี้อาจเป็นร่องรอยแนวของท่อโลหะสำริดที่ใช้ส่งน้ำจากลำรางไปยังอ่างน้ำและพระราชอุทยานใต้

ด้านตะวันตกของอ่างดังกล่าว เป็นบันไดอิฐขนาดประมาณ 60x100 เซนติเมตร รับกับบันไดด้านเหนือของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ซึ่งมีแผ่นหินแอนดีไซต์ปูอยู่บนขั้นบันได (8N 4W) บันไดด้านใต้นี้แต่เดิมก็น่าจะมีแผ่นหินแอนดีไซต์ปูทับอยู่ข้างบนเช่นกัน

-เขามอและหลักฐานระบบการทดน้ำ-จ่ายน้ำ
เมื่อการขุดแต่งพื้นที่รอบๆเชิงเขามอ ทางเหนือของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ซึ่งบันทึกของนิโคลาส แชร์แวส ระบุว่าเป็นสระน้ำลักษณะคล้ายถ้ำเล็กๆเสร็จสิ้นลง ได้พบแนวท่อน้ำดินเผาที่เชิงเขามอด้านเหนือ 2 แนว ทำมุมเฉียงกัน ท่อน้ำดังกล่าวมีต้นทางมาจากด้านเหนือ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทดน้ำเข้ามาใช้ภายในพระที่นั่ง สุทธาสวรรย์ ท่อน้ำทั้งสองแนวถูกฝังอยู่ใต้ดินมีอิฐตะแคง แท่งศิลาแลงและพื้นปูนลานพระราชฐานปูทับตามลำดับอย่างแน่นหนามั่นคง

ฐานโดยรอบรูปครึ่งวงกลมทางด้านเหนือเชิงเขามอ มีร่องรอยของการฝังท่อน้ำดินเผาปิดทับด้วยแผ่นอิฐปูนอน ท่อดินเผาดังกล่าว อาจเป็นเพียงท่อระบายน้ำออกจากจุดใดจุดหนึ่งของระเบียงหรือสระน้ำด้านใต้ของเขามอ ขณะที่ฝั่งทางใต้ของเชิงเขามอซึ่งอยู่บนระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ขุดพบลานอิฐขนาด 1.60x2.90 เมตร มีลำรางขนาดประมาณ 30 เซนติเมตรล้อมทั้งสี่ด้าน ที่มุมลำรางมีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40-50 เซนติเมตร รวม 4 หลุม หลักฐานที่พบนี้เป็นร่องรอยของสระน้ำหรืออ่างน้ำที่มีลักษณะคล้ายถ้ำเล็กๆ ในบันทึกของนิโคลาส แชร์แวส

หลุมทั้งสี่มุมของสระแห่งนี้ ก็น่าจะเป็นร่องรอยของหลุมเสากระโจมตามระบุในเอกสารเช่นกัน ใต้ช่องโค้งมุมแหลมด้านเหนือของสระน้ำหรืออ่างน้ำนี้ มีบ่อรูปรีหรือรูปกระเพาะหรือกะเปาะ มุมทางใต้ของบ่อทำเป็นรูปเหลี่ยมหรือมุขยื่นออกมา บ่อนี้ลึกประมาณ 70-80 เซนติเมตร ความกว้างใกล้เคียงกัน ด้านบนซ้ายและขวาเป็นท่อส่งน้ำให้เกิดการไหลเวียนขนาดต่างกัน บ่อและท่อดินเผานี้ยาปูนแน่นหนา

-การค้นพบสระน้ำ(อ่างน้ำใหญ่)
การขุดแต่งที่บริเวณหลุม 2N 5W, 2N 6W, 3N 5W, 3N 6W อันเป็นที่ตั้งขององค์ประกอบสถาปัตยกรรม ซึ่งจะเรียกในชั้นต้นตรงนี้ว่า “ฐานน้ำพุ” ทางด้านของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ นักโบราณคดีได้พบร่องรอยของสระน้ำหรือแอ่งน้ำ ขนาดประมาณ 2.90 x 2.90 เมตร มีลำรางล้อมทั้ง 4 ด้าน และที่มุมลำรางก็มีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 เซนติเมตร อยู่ทั้งสี่มุมด้วย ตรงจุดกึ่งกลางของสระหรือแอ่งน้ำ มีท่อโลหะสำริด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร วางแนวทะลุถึงระดับพื้นพระราชอุทยาน ซึ่งแต่เดิมเข้าใจว่า สระน้ำนี้เป็นร่องรอยของฐานน้ำพุ แต่เมื่อตรวจสอบจากหลักฐานของแชร์แวสโดยยึดจากการอ้างถึงสระน้ำด้านเหนือที่มีลักษณะคล้ายถ้ำ และการยึดหลักความลงตัวขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแล้ว สิ่งที่เรียกว่าฐานน้ำพุทางด้านใต้ของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์นั้น น่าจะเป็นสระน้ำหรืออ่างน้ำอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีหลุมเสากระโจมเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งด้วย

ส่วนท่อสำริดซึ่งวางเป็นแนวฉากกับพื้นสระน้ำนั้น ถูกตั้งข้อสงสัยว่า จะถูกวางใต้พื้นดินมาจากท่อน้ำดินเผาเชิงเขามอด้านเหนือขณะสร้างพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยอีกอีกประการหนึ่งว่า ร่องรอยของสระน้ำทั้งด้านเหนือและด้านใต้ของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ที่ขุดพบ เป็นเพียงสระที่มีขนาดเล็กๆเท่านั้น (สระเหนือ 1.60 x 2.90 เมตร สระใต้ 2.90 x 2.90 เมตร) ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวของแชร์แวสที่ระบุว่า

“ที่มุมทั้งสี่มีสระน้ำใหญ่สี่สระบรรจุน้ำบริสุทธิ์ เป็นที่สรงสนานของพระเจ้าแผ่นดิน ภายใต้กระโจมซึ่งคลุมกั้น”

ดังนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า สิ่งที่แชร์แวสระบุถึง คือ Les Bassins ซึ่งแม้จะแปลได้ทั้ง “สระน้ำ” หรือ “อ่างน้ำ” แต่โดยเจตนารมณ์แท้จริงแล้ว เขาต้องการจะกล่าวถึงอ่างน้ำขนาดใหญ่มากกว่า และหลักฐานที่ขุดพบก็สนับสนุนความคิดนี้ยิ่งกว่าอื่นใด
ด้วยเหตุนี้เพื่อให้การเรียกองค์ประกอบทางสภาปัตยกรรมดังกล่าว มีความเหมาะสมสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักฐานและสภาพความเป็นจริง ในชั้นนี้นักโบราณคดีจะเรียก “สระน้ำ” ทั้งสี่แห่งว่า “อ่างน้ำ” ต่อไป

การขุดค้นพื้นที่บริเวณหลุม 5N 2W ได้พบร่องรอยของลานอิฐรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ประมาณ 2.90 หรือ 3.00 x 2.90 หรือ 3.00 เมตร มีลำรางล้อมและมีหลุมเสากระโจมทั้งสี่มุมเช่นกัน ตรงกลางมีรูเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ลักษณะเป็นท่อสำริด ซึ่งทดสอบความลึกได้ใกล้เคียงกับท่อสำริดในอ่างน้ำด้านใต้ สิ่งที่พบนี้คงจะเป็นอย่างอื่นไปเสียไม่ได้ นอกจากอ่างน้ำของมุขด้านตะวันออกตามหลักฐานในบันทึกที่นิโคลาส แชร์แวสระบุไว้ ด้วยเหตุผลจากลักษณะและความคล้ายคลึงกันของหลักฐาน

การขุดพบอ่างน้ำจำนวน 3 สระ ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ในจุดที่รับกันขององค์ประกอบสถาปัตยกรรม คือ อ่างน้ำด้านเหนือคู่กับอ่างน้ำอ่างด้านใต้ และอ่างน้ำด้านตะวันออก เพราะฉะนั้นหากอาศัยหลักการเดียวกันอ่างน้ำแห่งที่ 4 ก็ควรจะอยู่ที่ชานระเบียงทางมุมทิศตะวันตกของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์(คือบริเวณของหลุม 5N 8W) แต่จากการสำรวจเบื้องต้นกลับไม่พบร่องรอยของอ่างน้ำ เมื่อตรวจสอบแผนผังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี ก็ได้พบจุดที่อยู่ห่างจากกำแพงคั่นพระราชฐานชั้นที่ 3 กับพระราชฐานฝ่ายใน ประมาณ 25 – 30 เมตร มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นอ่างน้ำแห่งที่ 4 แต่ก็ยังไม่ขอยืนยันมั่นใจเท่าใดนัก
มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า ขณะที่อ่างน้ำทิศตะวันออกและทิศใต้มีท่อน้ำสำริดเป็นองค์ประกอบสำคัญในการส่งผ่านน้ำมายังอ่างน้ำ ส่วนอ่างน้ำด้านตะวันออกเชิงเขามอมีท่อดินเผาขนาดใกล้เคียงกันเป็นตัวปล่อยน้ำออกมา การลดขนาดของท่อจ่ายน้ำให้เล็กลง ย่อมจะทำให้น้ำมีแรงดันเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะดันออกมาในแนวระนาบหรือดันขึ้นไป ด้วยเหตุนี้ในขณะที่น้ำในอ่างด้านตะวันออกอาจถูกปล่อยออกมาในแนวระนาบเป็นสายธารไหลวนอยู่ภายในถ้ำเล็กใต้เขามอ น้ำบางส่วนอาจจะถึงถูกขึ้นไปบนเขามอด้วยอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วปล่อยให้ไหลลงมาเป็นน้ำตก ส่วนอ่างน้ำด้านตะวันออก ด้านใต้ และ อ่างน้ำด้านตะวันตกนั้น แรงดันของน้ำจะทำให้เกิดน้ำพุพุ่งกระจายขึ้นเป็นสาย หากมีวัตถุบังคับทิศทางอย่างถูกต้องถูกต้องเหมาะสมก็อาจจะทำให้กระแสน้ำที่พุงขึ้นกลายเป็นน้ำพุที่พร่างพรายสายน้ำออกไปรอบทิศอย่างงดงาม

คำให้การขุนหลวงหาวัด นอกจากจะกล่าวถึงการสร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท (คือดุสิตสวรรย์ธัญมหาปราสาท) และพระที่นั่งสุธาสวรรย์ (สุทธาสวรรย์) แล้ว ยังกล่าวถึงน้ำพุอ่างแก้ว ซึ่งมี "น้ำดั้นน้ำกระดาษ" เป็นองค์ประกอบ

น้ำพุและอ่างแก้วนั้นมีความหมายชัดเจนอยู่ในตัว แต่คำว่า “น้ำดั้น” กับ “น้ำกระดาษ” ดูเหมือนว่าอาจจะเลือนหายจากสำนึกรับรู้ทางวัฒนธรรมและพจนานุกรมฉบับปัจจุบันไปแล้ว
การอธิบายเพื่อทำความเข้าใจกับคำทั้งสองมิใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องอาศัยหลักการสังเกตและเชื่อมโยงหลักฐานทางโบราณคดีเข้าด้วยกันเหมาะสม

คำว่า “น้ำดั้น” หากมิได้หมายถึง ระบบการทดน้ำจ่ายน้ำ (ดั้น = มุดดั้นไป, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525, หน้า 298) ไปตามท่อน้ำดินเผา ก็น่าจะหมายถึงน้ำพุที่ “ดั้น” ขึ้นจากอ่างน้ำหรือสระน้ำ

คำว่า “น้ำกระดาษ” นี้ ความจริงแล้วหลักฐานน่าจะบันทึกไว้ว่า “น้ำกระดาด” หรือ “น้ำดาด” มากกว่า เพราะอาจทำให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น หากเป็นเช่นนั้นแล้ว “น้ำกระดาษ” หรือ “น้ำกระดาด” หรือ “น้ำดาด” จะหมายถึงน้ำซึ่งไหลลงมาจากที่สูงได้หรือไม่ และที่สูงในความหมายที่เชื่อมโยงกับพระที่นั่งสุทธาสวรรย์มากที่สุดก็คือ เขามอ
น่าเสียดายที่คำว่า “ดาด” นั้น พจนานุกรมอธิบายว่าเป็นคำกริยา เช่น เอาวัตถุเช่นผ้าปิด ขึงให้ทั่วตอนเบื้องบน เช่น ดาดเพดาน ดาดหลังคา เมื่อเป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า ไม่ชัน เช่น หลังคาดาด เป็นต้น และหากยึดตามตำราแล้วการอธิบายว่า “น้ำดาด” หมายถึง น้ำซึ่งตกลงมาจากที่สูง เช่น เขามอ คงจะไม่ได้รับการยอมรับอย่างแน่นอน

-หลักฐานในปีกอาคารเหนือ-ใต้
เมื่อการขุดแต่งปีกอาคารด้านเหนือ(พระปรัศว์ขวา)และปีกอาคารด้านใต้(พระปรัศว์ซ้าย)แล้วเสร็จ ได้ค้นพบอ่างน้ำขนาดประมาณ 1.00X1.50 เมตร กรุด้วยหินอ่อนหนาประมาณ 4-5 เซนติเมตรทั้งสองด้าน

อ่างหินอ่อนนี้มีลำรางส่งน้ำจ่ายน้ำ ซึ่งอาจโยงใยมาจากอ่างน้ำเชิงเขามอด้านเหนือก็ได้ เนื่องจากได้พบทั้งแนวท่อน้ำดินเผาและแนวลำรางเลาะมาตามกำแพงแก้วโดยตลอด (จะได้กล่าวถึงข้างหน้า)

หลักฐานเอกสารหลายเล่ม อาทิ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ระบุถึงเทคนิคการเก็บกักน้ำในอ่างว่า ต้อง “กรุศิลายาปูนอันดี” (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 82, พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม,2537 หน้า 247 ) หรือ “ตรุศิลายาปูนเป็นอันดี” (พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับพระพนรัตน์, 2535,หน้า 214) การกรุศิลายาปูนนั้น อาจเป็นเทคนิคที่รู้จักกันดีของช่างไทย แต่การใช้หินอ่อนมาสร้างอ่างอาบน้ำ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก

เอกสารสำคัญร่วมสมัย คือ จดหมายเหตุการเดินทางครั้งที่ 2 ของบางหลวงกีย์ ตาชารต์ ระบุว่า โรงสวด Notre- Dame de Laurtte ในบ้านของคอนสแตนติน ฟอลคอน มีการนำหินอ่อน “มาใช้อย่างไม่อั้น” แต่หินอ่อนนั้นเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีค่าและมีราคาแพงมากในชมพูทวีป จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกัน การสร้างอ่างน้ำกรุหินอ่อนยาปูนกันซึมอย่างดีในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา

เหตุใดนักโบราณคดีจึงมิได้ระบุว่าอ่างน้ำภายในพระปรัศว์ทั้งสองด้านเป็นอ่างน้ำจำนวน 2 ใน 4 อ่างที่แชร์แวสระบุ ในที่นี้ยังไม่สามารถหาคำตอบที่เหมาะสมมาอธิบายได้ ทั้งๆที่เป็นจุดที่ไม่ควรจะมองข้าม
ทางด้านใต้ของพระปรัศว์ซ้ายมีบันไดปูด้วยแผ่นหินแอนดีไซต์รับกับบันไดด้านเหนือของพระปรัศว์ขวา ซึ่งดูเหมือนว่าแผ่นหินแอนดีไซต์บางชิ้นจะถูกเคลื่อนย้ายออกไปจำนวนหนึ่งโดยรู้เท่าไม่ถึงการแล้วก่อนการขุดแต่ง

นอกจากแผ่นหินแอนดีไซต์จะถูกนำมาปูที่ขั้นบันไดแล้ว ยังพบว่ามีร่องรอยการนำหินชนิดดังกล่าว มาปูบนพื้นด้านตะวันตกและด้านใต้ของพระปรัศว์ขวา รวม 4 จุด และปูบนพื้นด้านเหนือและตะวันตกของพระปรัศว์ซ้าย รวม 4จุดเช่นกัน แต่ร่องรอยของการปูหินบางจุดถูกรื้อไปจนหมดสิ้นแล้ว จุดดังกล่าว คือ ด้านเหนือพระปรัศว์ซ้าย(หลุม 3N 7W) ซึ่งได้พบร่องรอยของการถมทรายยึดและเศษกระเบื้องเคลือบมุงหลังคาแบบเหลืองจักรพรรดิถูกฝังไว้ด้านล่าง และในบริเวณดังกล่าวยังพบการทำฐานเขียงและลวดบัวคว่ำอย่างชัดเจนด้วย

-สภาพระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
การขุดแต่งระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ทำให้ได้พบหลักฐานลำรางกว้างประมาณ 30-40 เซนติเมตร วางแนวเลาะกำแพงแก้วของพระที่นั่งทั้งสามด้าน (เหนือ, ตะวันออก, ใต้) ด้านนอกของลำรางจะมีท่อน้ำดินเผาถูกฝังโผล่ปลายท่อขึ้นมาให้เห็น และตลอดแนวลำรางจะมีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30-40 เซนติเมตร เรียงรายอยู่เป็นระยะๆ

ในชั้นต้นนี้สันนิษฐานว่า ลำรางอาจเป็นช่องปล่อยให้น้ำไหลผ่านไปหล่อเลี้ยงอ่างน้ำในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ แต่หลุมเสาที่อยู่ตามแนวลำรางนั้น หากเป็นหลุมเสากระโจมก็อาจจะทำให้การไหลเวียนของน้ำไม่สะดวกเท่าที่ควรและมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ เมื่อขุดแต่งบริเวณหลุม 3N 8W และ8N 8W เสร็จสิ้นลง ได้พบหลักฐานแผ่นอิฐปิดเหนือปากลำราง ซึ่งทำเป็นแนวต่อเนื่องมาจากด้านตะวันออก ลำรางที่ขุดพบนี้น่าจะสัมพันธ์กับท่อน้ำดินเผาทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ของรากฐานท้องพระโรง (หรือด้านใต้ของขวาและด้านเหนือของพระปรัศว์ซ้าย)

ท่อน้ำดินเผาที่พบก็มีทั้งท่อน้ำทิ้งและท่อน้ำดี ท่อน้ำทิ้งทำหน้าที่ระบายน้ำฝนออกจากระเบียงพระที่นั่งลงสู่ลานด้านล่าง โดยโคนท่อและปลายท่อจะเป็นอิสระ ไม่เชื่อมกับท่ออื่น ส่วนท่อน้ำดีซึ่งพบด้านใต้ของพระปรัศว์ขวาและด้านเหนือของพระปรัศว์ซ้ายถูกฝังไว้อย่างมั่นคงใต้พื้นอิฐ มีข้องอและข้อต่อเป็นตัวบังคับทิศทางของท่อ สภาพของท่อทั้งสองด้านถูกฝังในช่องลักษณะคล้ายลำราง (ดูแผนผังหลังการขุดแต่ง) จึงอาจเป็นไปได้ว่าเดิมนั้น แนวลำรางทุกด้านของระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จะมีท่อน้ำดินเผาฝังอยู่โดยตลอด เพื่อเป็นตัวจ่ายน้ำหล่อเลี้ยงอ่างน้ำทั้ง 4 แห่งของท้องพระโรง รวมไปถึงอ่างน้ำในพระปรัศว์ซ้าย-ขวาด้วย ท่อน้ำดินเผาเหล่านี้ได้รับน้ำมาจากแหล่งจ่ายน้ำเชิงเขามอ ซึ่งรับมาจากอ่างแก้วด้านตะวันออกของพระราชฐานชั้นนอก ส่วนท่อน้ำดินเผาทางด้านตะวันออกของรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ อาจเป็นท่อส่งน้ำออกไปหล่อเลี้ยงพระราชอุทยานในพระราชฐานชั้นใน

พื้นระเบียงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ด้านเหนือบริเวณหลุม 7N 4W และใกล้เคียง มีหลักฐานการปูอิฐเฉียงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนพื้นอิฐด้านอื่นนั้นกลับปูขนานกับแนวรากฐานอาคารตามปกติ

เมื่อขุดลอกลึกลงไปในพื้นและร่องเอ็นไปเพียงเล็กน้อย ก็พบทรายหยาบอันเป็นทรายอัดรับน้ำหนักและกันการทรุดพังของโครงสร้าง ในชั้นแรกนักโบราณคดีตั้งสมมติฐานว่า อาจเป็นแนวร่องวางท่อน้ำดินเผา
ทางด้านใต้ของอ่างน้ำด้านเหนือ และด้านเหนือของอ่างน้ำด้านใต้ตรงกับช่องประตูกลางท้องพระโรง (ด้านใต้เขามอ) พบแนวพื้นปูนขาวหนา 2 แนวคั่นด้วยร่องตื้นๆ แต่เดิมเข้าใจว่าเป็นทางน้ำที่สัมพันธ์กับอ่างน้ำทั้งสอง แต่เมื่อการขุดแต่งเสร็จสิ้นลงก็เห็นว่า แนวคิดดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ

-ท้องพระโรงพระที่นั่งสุทธาสวรรย์
การขุดแต่งพื้นท้องพระโรง พบหลักฐานการปูพื้นอิฐขนาดเดียวกับอิฐที่ใช้ก่อองค์ประกอบส่วนอื่น และเมื่อได้ขุดตรวจชั้นดินในหลุม5N 4W อันเป็นแอ่งใหญ่ที่ถูกขุดเจาะเอาทรายอัดออกไป ได้พบว่าลึกลงไปพอสมควร ยังคงเป็นชั้นทรายอัดอยู่เช่นเดิม

-สรุป
การพบหลักฐานร่องรอยขององค์ประกอบโบราณสถานภายหลังการขุดแต่ง นับว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อนโยบายและการวางแผนอนุรักษ์และพัฒนารากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ให้ดำรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ สถาปัตยกรรมและโบราณคดีต่อไปในอนาคต แม้การขุดแต่งนี้จะตอบคำถามของนักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาจมีหลักฐานบางอย่างหลุดรอดสายตาไปบ้าง และหลักฐานบางอย่างอาจยังคงถูกฝังไว้อยู่ใต้ฐานรากของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์และพื้นที่ใกล้เคียง (อาทิแนวท่อน้ำสำริดและแนวท่อน้ำดินเผา เป็นต้น) เนื่องจากการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2540 กำหนดเป้าหมายพื้นที่ขุดแต่งไว้เพียง 800 ตารางเมตรเศษ ขณะที่หลักฐานเอกสารในอดีตบันทึกขนาดดั้งเดิมของรากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์และหมู่ตำหนักบริวารขยายออกไปมากกว่า 1 เท่าตัว ดังนั้น เชื่อว่าในโอกาสที่เหมาะสมแล้วคงจะได้มีการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนารากฐานพระที่นั่งสุทธาสวรรย์อย่างเต็มรูปแบบต่อไป


โบราณวัตถุสำคัญบางส่วนที่พบจากการขุดแต่ง

ลายเส้นชิ้นส่วนกระเบื้องเชิงชายเคลือบสีเหลืองลายเทพนม

ลายเส้นกระเบื้องเชิงชายลายกระจัง

แผ่นป้ายหินระบุข้อหาลักทรัพย์สิ่งของเมื่อพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ถูกแปลงเป็นเรือนจำสมัยรัชกาลที่4-5



อ่างอาบน้ำสาธารณะแบบโรมัน (ขอขอบคุณข้อมูลจากwww.google.com) กรุขอบด้วยหินอ่อน

ลักษณะหินที่กรุขอบบ่อและรางน้ำคล้ายที่พระที่นั่งสุทธาสวรรย์(ขอขอบคุณข้อมูลจากwww.google.com)

นอกจากนี้ยังปูพื้นด้วยแผ่นหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเช่นกัน(ขอขอบคุณข้อมูลจากwww.google.com)